ข้อสังเกตจากการประเมินการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานภาครัฐ บางประการ ประจำปี 2552 (2)

พฤศจิกายน 29, 2010

จากการประเมินการบริหารการจัดการความเสี่ยงของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2552 มีข้อสังเกตจากการรวบรวมของ บริษัทที่ปรึกษา/Tris บางประการ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการยกระดับการบริหารความเสี่ยงในเชิงคุณภาพ โดยการทำความเข้าใจกับเกณฑ์ประเมิน Risk Map ในส่วนที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

ประเด็นการให้คะแนนเชิงคุณภาพ
พิจารณาจากระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีสามารถป้องกันไม่ให้เกิด Incident โดยมีการสื่อสารให้บุคลากรในองค์กรรับทราบและมีมาตรการในการป้องกันไม่ให้ Incident เกิดขึ้นอีก ซึ่งมีแนวปฏิบัติัดังนี้

1. สายการรายงานและสายการบังคับบัญชีของระบบงานบริหารความเสี่ยง สามารถให้ผู้บริหารได้รับทราบและพิจารณาแก้ไขได้อย่างรวดเร็วหรือไม่

2. แผนบริหารความเสี่ยงได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร

3. การวิเคราะห์ผลกระทบของ Incident ต่อระบบงานทุกระบบในองค์กร

ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่สนใจจะยกระดับการบริหารความเสี่ยงในเชิงคุณภาพ ก็อาจพิจารณาปัจจัยข้างต้น โดยนำมาปรับปรุงใช้กับแผนการบริหารความเสี่ยงในปีต่อ ๆ ไปให้เหมาะสมยิ่งขึ้น


แนวการประเมินการให้คะแนนเชิงคุณภาพของการบริหารความเสี่ยง (1)

พฤศจิกายน 23, 2010

ทางการโดย สคร. กระทรวงการคลัง และที่ปรึกษา สคร. คือ Tris อาจจะประเมินคุณภาพการบริหารความเสี่ยง และอาจปรับลดคะแนนลงได้ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่อไปนี้

1. ความครบถ้วนของปัจจัยเสี่ยง

– ความสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการประจำปี ตัวชี้วัดขององค์กร รวมถึง การวิเคราะห์ SWOT

– เทคนิค/วิธีการที่ รส. ใช้ในการค้นหาปัจจัยเสี่ยง

– Incident ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี และ Incident ที่เกี่ยวข้องกับ Stakeholder ขององค์กร ได้นำมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อองค์กรหรือไม่

– รส. ควรวิเคราะห์ Impact ของ Stakeholder ที่มีต่อองค์กรประกอบในการค้นหาปัจจัยเสี่ยง

The Five Forces That Shape Industry Competition

การประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพ

2. การประเมินความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญ (Risk Assessment & Prioritize)

– เกณฑ์การประเมินในปี 53 หน่วยงาน/องค์กรมีการกำหนดเกณฑ์ระดับความรุนแรงแยกรายปัจจัยเสี่ยง และควรมีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ควรแสดงถึงการใช้ฐานข้อมูลของหน่วยงานมาใช้ในการกำหนดโอกาส/ผลกระทบ รวมถึงสามารถอธิบายได้ถึงระดับความรุนแรงในมุมมองต่าง ๆ ที่สามารถเทียบเคียงกันได้

– แนวคิดในการจัดลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะ Compliance Risk

การประเมินความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญ

อาจสรุปได้ว่า ประเด็นการประเมินเชิงคุณภาพ จะเน้นการประเมินการบริหารความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง ที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กรนั้น โดยหลักการจะเกี่ยวข้องกับการบริหาร IT Risk และ Non – IT Risk อย่างผสมผสานและเป็นบูรณาการ ที่จะสัมพันธ์กับกรอบใหญ่ของการขับเคลื่อน Integrity – Driven Performance ตามแนวทางของ GRC เป็นสำคัญ


Integrated Management / Audit and CAE – Chief Audit Executive ตอน 3

พฤศจิกายน 11, 2010

ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ เมื่ออ่านจบตอนที่ 2 ในหัวข้อของ Integrated Management / Audit และเมื่อท่านได้อ่านเรื่อง GRC ซึ่งเป็นการหลอมรวมการบริหารจัดการของ Governance + Risk Management + Compliance ให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ร่มใบเดียวกัน มิใช่ภายใต้ร่มของแต่ละ G R C ซึ่งเป็นร่ม 3 อัน มารวมกัน เพราะในหลักการบริหารในการจัดการ GRC นั้น มีองค์ประกอบที่แตกต่างกับ G + R + C มากทีเดียว

วันนี้ ผมจะคุยในหัวข้อ Integrated Managment / Audit ต่อจากครั้งที่ 2 นะครับว่า มาตรฐานการปฏิบัติงานทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศทางการสื่อสาร (ICT) ที่เป็นสากล หรือที่เป็น Best Practice หรือ Good Practice ได้ถูกนำมาใช้ หรือถูกนำมาบังคับใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในกรณีที่การปฏิบัติงานไม่มีกรอบ Standard หรือ Best Practice ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องนำ Guideline ในเรื่องนั้น ๆ มาใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการยอมรับต่อผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholders) ทั้งภายในและต่างประเทศ

Integrated Thinking แนวคิด หรือการคิดให้ครบจนจบความ / ครบถ้วน ความคิดให้กว้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Thinking) การคิดให้ลึกเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) เพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยรวมของทั้งระบบ (System Thinking) เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย-วัตถุประสงค์อย่างเป็นระบบเพื่อการจัดการที่ดี (Systematic Thinking Approach) เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ความครบถ้วน ความถูกต้อง ที่จะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน และยกระดับการแข่งขัน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งของการบริหารองค์กรยุคใหม่ ที่นำไปสู่หลักการที่นำไปสู่กระบวนการบริหารที่รวมเป็นชุด ที่มีความสัมพันธ์กันและกันในองค์ประกอบหลักการบริหารด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance – CG + ITG) การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Risk หรือ ERM) และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และกติกาสังคม ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ (Compliance) เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholders) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่เรียกว่า GRC จึงเกิดขึ้น และเป็นแนวการบริหารยุคใหม่ล่าสุดที่จะยั่งยืนไปอีกนานแสนนาน

อย่างไรก็ดี การก้าวสู่กระบวนขับเคลื่อนการบริหารที่เน้น “กระบวนการ” หรือ “Process” ที่หลอมรวมการบริหาร PPT หรือ People + Process + Technology ที่เน้น Operational Management และเป็น Core Function ในการผลักดันองค์กรไปสู่ Integrity – Driven Performance ภายใต้องค์ประกอบหลัก GRC เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วมอย่างผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวของธุรกิจนั้น จะเป็นสุดยอดของกระบวนการบริหารการจัดการ ที่องค์กรชั้นนำของโลกได้นำมาใช้ในการบริหารในปัจจุบัน และผู้กำกับ (Regulators) ได้นำกรอบแนวคิดนี้ไปใช้กับผู้ปฏิบัติ (Operators) ในองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการที่ดี เพื่อก้าวไปสู่ Corporate Governance หรือบรรษัทภิบาลที่เป็นรูปธรรม +++

ก่อนการก้าวสู่ GRC ตามวรรคต้น แนวความคิดในเรื่อง Integrated Thinking โดยการคิดให้ครบจนจนความ โดยดูเป้าประสงค์สุดท้ายที่ใช้กรอบ Business Balanced Scorecard เชื่อมโยงกับ Information Balanced Scorecard จะเป็นขั้นตอนแรก ๆ ขององค์กรส่วนใหญ่ ซึ่งจะกำหนดเป็นนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ของการผสมผสานการบริหาร การจัดการของ Business Objectives และ IT Objectives เป็นหนึ่งเดียวหรือภายใต้ร่มเดียวกัน นั่นคือ จะไม่แยกนโยบายเรื่อง Business Objectives กับ IT Objectives ออกจากกัน นี่คือ Integrated Thinking ในเบื้องต้น ก่อนจะก้าวไปสู่ GRC ที่ท้าทายต่อไป

กระบวนการบริหารความเสี่ยง กระบวนการควบคุม กระบวนการตรวจสอบ กระบวนการติดตามการบริหารและการจัดการ รวมทั้ง กระบวนการตัดสินใจ ของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง จะเกี่ยวข้องกับ Integrated Thinking เป็นอย่างน้อยทั้งสิ้น

ดังนั้น คณะกรรมการและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง คณะกรรมการตรวจสอบ CAE และผู้ตรวจสอบ ทั้งภายในและภายนอก ที่มีความเข้าใจภาพดังกล่าวข้างต้นไปในทิศทางเดียวกัน จะสามารถยกระดับการบริหารการจัดการ เพื่อก้าวสู่การกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผมขอสรุปในตอนที่ 3 ในหัวข้อนี้ส่งท้ายเป็นการเบื้องต้น แต่มิใช่ตอนจบนะครับว่า Integrated Thinking ที่นำไปสู่ Integrated Management / Audit สามารถสร้าง Value Added และ Value Creation ได้มากกว่า Silo – Based มากนักนั้น เป็นเพียงก้าวหนึ่งในก้าวแรก ๆ เพื่อไปสู่ GRC เท่านั้นนะครับ


Corporate Governance and the Role of Internal Audit in Asia

พฤศจิกายน 6, 2010

จากการร่วมประชุม 2010 Asian Chief Audit Executives Leadership Forum ที่สิงคโปร์ มีเอกสารที่น่าสนใจเล่มหนึ่งที่แจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้อ่าน ในชื่อเรื่องว่า Corporate Governance and the Role of Internal Audit in Asia ซึ่งดำเนินการโดย Asian Developement Bank, September 2010

ในปลายปี ค.ศ. 2007 คณะกรรมการบริหาร (EXCO – Executive Committee) ของ ACIIA (Asian Confederation of institutes of Internal Auditors) ให้การรับรองโครงการจัดทำเอกสารจากการค้นคว้าในหัวข้อ Corporate Governance and the Role of Internal Audit in Asia การจัดทำหนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทบาทของผู้ตรวจสอบใน Asia ที่เกี่ยวข้องกับ CG เป็นหลัก เพื่อประเมินว่า ในย่านเอเชียนั้น ผู้ตรวจสอบภายในมีบบบาทที่เกี่ยวข้องกับบรรษัทภิบาล หรือ CG ภายในองค์กรของตนอย่างไรบ้าง

CG and Auditors

เอกสารนี้สรุปสั้น ๆ ได้ดังนี้ว่า บทบาทของผู้ตรวจสอบภายในที่เกี่ยวข้องกับ CG ของประเทศในย่านเอเชีย จะขึ้นกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมของสถาบันต่าง ๆ ภายในองค์กร และของประเทศนั้น ๆ

และยังให้แนวความคิดว่า บทบาทของผู้ตรวจสอบภายในยังรวมถึง การติดตาม การควบคุมภายในตามฐานความเสี่ยง การประเมินผล และการวิเคราะห์ความเสี่ยง รวมทั้งการควบคุมความเสี่ยงในระดับองค์กร และทบทวน รวมทั้งการยืนยันความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูลสารสนเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และมิใช่การเงิน รวมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ว่าสอดคล้องกับแนวทางกำกับที่มาจากกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ นั้นหรือไม่

เอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมเนื้อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้าง ๆ ของบทบาทผู้ตรวจสอบภายในที่เกี่ยวข้องกับ CG ในประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย มาเลเซีย เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ในมุมมองส่วนตัวของผม เอกสารเล่มนี้ได้ให้แนวทางเกี่ยวกับบทบาทของผู้ตรวจสอบภายในกับบรรษัทภิบาลเบื้องต้นมาก และอิงมาตรฐานในยุคก่อนปี ค.ศ. 2007 เป็นหลัก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสรรสาระที่ผมได้รับจากการประชุมในที่ประชุม CAE Leadship Forum ในหัวข้อต่าง ๆ ตามที่ผมได้นำเสนอในเรื่อง Integrated Management / Audit ซึ่งเป็นความคิดที่ผมได้รับจากภาพโดยรวม จากการประชุมที่ผมได้กล่าวไว้ในหัวข้อ คุยกับผู้เขียนนั้น จะมีสาระที่แตกต่างกันค่อนข้างมากในเนื้อหาที่ได้รับ สำหรับ CAE Leadship Forum ซึ่งเน้นการนำเสนอในลักษณะ Panel Discussion เป็นหลัก

บทบาทของผู้ตรวจสอบภายในทางด้าน Governance ตามเอกสารเล่มนี้จะประกอบด้วยแนวทางดังนี้

the Role of IA in governance (Hermanson and Rittenberg, 2003)

Role of Internal Audit
– Risk Assessment
– Control Assurance
– Compliance Work
– Consulting & Operations

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ข้อมูลข้างต้นจะเป็นข้อมูลก่อนปี ค.ศ. 2007 แต่ก็มีเรื่องที่พูดถึง Future of Asian IA: Learning from the best practice ในลักษณะที่พยายาม update ข้อมูลตอนสุดท้ายให้ดูเหมาะสมกับการบริหารความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง ให้คำแนะนำว่าให้ผู้ตรวจสอบภายในปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบภายในสากล ของ IIA เป็นหลัก

เอกสารเล่มนี้จึงกล่าวถึงแนวทางที่สมาคมผู้ตรวจสอบภายในสากล ได้สนับสนุนกระบวนการวิเคราะห์ ประเมิน ความเสี่ยงตามแนวทางของ COSO – ERM Framework และได้นำเสนอ Internal Audit’s Role in ERM ตามภาพที่น่าสนใจด้านล่างนี้

ITG_GRC_COSO_Value Creation

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ใน ACIIA (Asian Confederation of institutes of Internal Auditors) และเป็นผู้นำในหลายด้านของกระบวนการจัดการที่ดี ทั้งด้าน CG ด้าน Risk Management ซึ่งในที่ประชุม ACIIA ได้ให้ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศพี่เลี้ยงหลักกับประเทศอื่น ๆ ในย่านเอเชีย โดยมีหลักการที่ว่า ประเทศที่มีศักยภาพที่ดีกว่า ที่วัดจาก Performance Report ของสมาคม IIA ย่านเอเชียเป็นหลัก และให้ประเทศเหล่านี้ดูแลประเทศที่ดีศักยภาพน้อยกว่าต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะสอดคล้องกับหลักการของ IIA สากล ที่กล่าวว่า Profit by Sharing ครับ


Integrated Management / Audit and CAE – Chief Audit Executive ตอน 2

พฤศจิกายน 1, 2010

จากแนวความคิดและการบริหารแบบ Silo – Based ที่องค์กรหลายแห่งก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่ในปัจจุบัน ตามที่ได้กล่าวใน Integrated Audit ตอนแรกแล้วนั้นจนนำผู้อ่านมาสู่แนวคิด และแนวปฏิบัติที่สามารถสร้างศักยภาพ และ Value Creation รวมทั้ง ยกระดับการแข่งขันเพื่อการขับเคลื่อน หลักการธรรมมาภิบาลไปสู่การปฏิบัติจริงได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้ Integrated Management ซึ่งเป็นขั้นตอนแรก ๆ ที่จะนำไปสู่ Integrity – Driven Performance หรือ GRC ต่อไปนะครับ

จากจุดอ่อนตามที่กล่าวในตอนที่ 1 แล้วนั้น ในทางปฏิบัติของหลาย ๆ องค์กร ทั้งภายในและต่างประเทศหลายแห่ง เกิดจากการบริหารและการจัดการที่มีแนวความคิดจากโครงสร้างขององค์กร ที่ส่วนใหญ่ยังแบ่งงานในลักษณะ Silo – Based นั่นคือ การแบ่งงานตามหน้าที่ หรือตาม Function มากกว่า การคำนึงถึงกระบวนการในการดำเนินงาน ที่ในปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในแทบทุกองค์กร ซึ่งกระบวนการทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ในขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นส่วนใหญ่นั้น จะมีลักษณะเป็น Integrated – Based ซึ่งอาจจะกล่าวโดยย่อได้คือ เป็นการดำเนินงานที่เชื่อมต่อ กระบวนการทำงานในแต่ละกิจกรรมและในแต่ละขั้นตอนเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ภายในสายงานเดียวกันและข้ามสายงานอย่างอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขั้นตอนการประมวลผล (Process) ซึ่งในขั้นตอนนี้ องค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักในการดำเนินงาน เช่น ในวงการการเงิน การธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทการบิน และการให้บริการแบบอัตโนมัติ ทั้งในลักษณะ Online และ Offline โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้บริการที่เป็นลักษณะ One Stop Service จะมีลักษณะการใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ และมีนัยสำคัญยิ่งต่อความพึงพอใจของลูกค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ความเป็นจริงดังกล่าวตามวรรคต้น มีนัยสำคัญยิ่งต่อกระบวนการควบคุมความเสี่ยง ที่เกี่ยวข้องกับ IT Risk และ IT – Related Risk ที่มีผลต่อ Business Risk ที่เชื่อมโยงกับ Business Process และ Business Control และลึกลงไปถึง Application Control และ General Control ตามหลักการจัดการบริหารที่เป็นกระบวนการที่ใช้ Computer – Based เป็นหลักทั้งสิ้น

ถึงแม้บทบาทของคอมพิวเตอร์ และระบบอัตโนมัติจะมีความสำคัญยิ่งยวดเพียงใด และนับวันช่องว่างระหว่าง Technology Computer กับศักยภาพหรือ Competency ของบุคลากร ในระดับบริหารจนถึงระดับปฏิบัติการ มีช่องว่างเพิ่มขึ้นตามลำดับ นี่คือความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญยิ่ง และมีผลสำคัญมากต่อกระบวนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการดำเนินงานที่แท้จริง ที่หลายองค์กรยังต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงผลกระทบต่อ IT Risk ที่มีผลต่อ Business Risk และกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารในภาพโดยรวม

ผู้บริหารของหลายองค์กรส่วนใหญ่ มักจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เรื่องของเทคโนโลยี การควบคุมทางเทคโนโลยี และการจัดการทางด้านเทคโนโลยี เป็นของ CIO – Chief Information Officer จึงมีการมอบหมายงานสำคัญ ๆ ในการตัดสินใจไปยัง CIO และ CIO เกือบทั้งหมดก็มอบความไว้วางใจต่อ ๆ ไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้ง Outsource ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในกระบวนการตัดสินใจ อันเกิดจากผลกระทบของ IT Risk ซึ่งมีผลต่อ Enterprise Risk Management อย่างสำคัญยิ่ง ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นความรับผิดและความรับชอบ ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่าเป็น Accountability ของผู้บริหารระดับสูงสุด รวมถึงคณะกรรมการที่จะต้องกำหนดนโยบายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารความเสี่ยง ทั้งทางด้าน IT และ Non – IT ในภาพโดยรวมให้เป็นภาพเดียวกัน มิใช่เพียงมาเชื่อมกัน หรือ นำมาต่อกันในภายหลัง+++ เท่านั้น

ท่านคิดอย่างไรบ้างครับ เมื่อได้อ่านเรื่อง Integrated Management / Audit ซึ่งเป็นการผสมผสานการตรวจสอบ IT Audit และ Non – IT Audit เข้าด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวในเป้าประสงค์ของการตรวจสอบโดยรวม แต่อาจแยกการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีแนวความคิดและการวางแผนการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับ Audit Universe ในลักษณะการเชื่อมโยงความเกี่ยวพันกัน ระหว่างการควบคุมความเสี่ยงทางด้าน IT และ Non – IT ไปสู่เป้าประสงค์ของการตรวจสอบ เพื่อฝ่ายบริหารระดับสูงและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้รายงานนี้เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นสำคัญ มิใช่เป็นเพียงการจัดทำรายงานด้าน IT และคำแนะนำจุดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความเสี่ยงทางด้าน ICT เท่านั้น เพราะผู้บริหารจะให้ความสนใจอย่างจำกัด

ดังนั้น ในทางตรงกันข้าม การตรวจสอบทางด้าน IT Audit การตั้งสมมุติฐานว่า IT Security Control น่าเชื่อถือได้ โดยไม่สนใจความเป็นจริงตามหลักการและกระบวนการตรวสอบทางด้าน IT Audit และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับ Business Process ที่กระเพื่อมมาถึง Business Objective จากข้อมูลทางการเงิน และสารสนเทศที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเชื่อถือได้อย่างจำกัด ก็เป็นความล้มเหลวของการตรวจสอบทางด้าน IT Audit ในมุมมองต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง

ตัวอย่างดังกล่าวมีมากมาย ทั้งในและต่างประเทศ ที่ผมจะได้มีโอกาสเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อ ๆ ไป


การทดสอบข้อมูลโดยวิธี Test Data (ต่อ)

ตุลาคม 27, 2010

ในหัวข้อของ IT Audit นี้ จากครั้งที่ผ่านมา ผมได้ยกตัวอย่างของการทดสอบข้อมูลโดย Test Data Method – TDM ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 1 Cycle ไปหลายตัวอย่างพอสมควร สำหรับครั้งนี้ผมจะขอยกตัวอย่าง TDM ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 2 Cycle ที่ได้กล่าวถึงไว้ในครั้งก่อน ๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาถึงความแตกต่างของการทดสอบข้อมูลโดย Test Data Method ทั้ง 2 แบบ ดังนั้น เราไปติดตามกันเลยนะครับว่า การทดสอบข้อมูลโดย TDM แบบ 2 Cycle ที่จะกล่าวถึงนี้เป็นอย่างไร

ตัวอย่าง Test Data Method 2 Cycle

Test Data 2 Cycle_ตย 1

Test Data 2 Cycle_ตย 2

Test Data 2 Cycle_ตย 3_1
Test Data 2 Cycle_ตย 3_2

Test Data 2 Cycle_ตย 4_1
Test Data 2 Cycle_ตย 4_2


ค่าเงินบาทแข็งกับค่าเงินอ่อน สร้างประโยชน์อย่างไรให้กับประเทศ?

ตุลาคม 21, 2010

ผมไม่ได้วิเคราะห์ในหัวข้อนี้มานานพอสมควรนะครับ เพราะมีหัวข้ออื่น ๆ จะต้อง update ที่ผู้สนใจโทรศัพท์ขอมามากกว่า อย่างไรก็ดี ข่าวในเรื่องค่าเงินบาทแข็งกำลังเป็นข่าว hot-hit ตามสื่อแตกต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงข่าวทางโทรทัศน์ เมื่อ 14-15 ตุลาคม 2553 ซึ่งมีการออกความเห็นอย่างรุนแรงที่ผู้รับชม รับฟัง ที่บริโภคข่าว อาจสับสนและมีความเข้าใจที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก เพราะผู้ฟังมีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย และมีพื้นฐานที่แตกต่างกันในภาพโดยรวมของสังคม

คงไม่มีอะไรผิด และคงไม่มีอะไรถูกทั้งหมด ในมุมมองของแต่ละกลุ่มของผู้ได้รับประโยชน์ในทางบวก หรือผู้ได้รับผลกระทบในทางลบ จากการที่เงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่า

ผมคงไม่พูดในลักษณะวิชาการ เพราะในมุมมองนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลาย ได้ให้คำอธิบายตามสื่อต่าง ๆ มากมายไปแล้ว แต่ผมจะเล่าสู่กันฟังง่าย แบบพูดคุยกันภาษาชาวบ้าน ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ โดยไม่อ้างทฤษฎีใด ๆ แต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

ผมขอเริ่มว่า ประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่มีพลเมืองเพียง 4 ล้านเศษ ๆ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน การบริหาร การจัดการ และวิสัยทัศน์ในมุมมองต่าง ๆ ที่น่าจะเหนือกว่าประเทศไทยเรา เรื่องนี้เป็นความจริงครับ เพราะไม่ว่าจะประเมินเรื่องใด ๆ ในหัวข้อใด ๆ ที่องค์กรสากล สำรวจกัน ประเทศสิงคโปร์ก็จะอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลกเสมอ

มีบางคนกล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์เปรียบได้เหมือนกับกล้วยหอม ที่มีผิวพรรณเป็นชาวเอเชีย คือ ผิวเหลือง (เหมือนเปลือกกล้วย) แต่เนื้อในเป็นสีขาว เช่นเดียวกับฝรั่ง ที่มีผิวขาว ที่มีวิสัยทัศน์ ความคิด ความเชื่อ จากทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างมากมาย ในกระบวนการบริหารและการจัดการในทุกรูปแบบ ทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น…

ท่านทราบไหมครับว่า ระหว่างที่ประเทศไทยกำลังโอดครวญเรื่องค่าเงินบาทแข็งนั้น ประเทศสิงคโปร์ และรัฐบาลสิงคโปร์ กำลังผลักดันและขับเคลื่อนในค่าเงินดอลล์ล่าสิงคโปร์แข็งขึ้น เพราะอัตราเงินเฟ้อของสิงคโปร์มีระดับที่สูงมาก ที่จะมีผลกระทบระยะยาวต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลักการบรรษัทภิบาล หรือ CG รวมทั้ง การแสดงความรับผิดและรับชอบ ตามหลักการ Accountability ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการ CG เช่นกัน

นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่ององค์ประกอบต่าง ๆ ทื่เกี่ยวกับเรื่องบรรษัทภิบาล ซึ่งหากขยายความออกไปมากกว่านี้ ก็จะทำให้เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังง่าย ๆ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที

กลับมาเรื่องของค่าเงินแข็ง กับค่าเงินอ่อนกันดีกว่านะครับว่า อะไรที่เรืยกว่า ค่าเงินแข็ง และอะไรที่เรียกว่า ค่าเงินอ่อน

เมื่อปี 2540 ค่าเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับเงินดอล์ล่า สหรัฐ $ อยู่ที่ประมาณ 26 บาท : 1 $US แต่เมื่อถูกโจมตีจากค่าเงินบาทต่างชาติ เพราะเงินบาทในช่วงนั้นแข็งเกินไป อันเกิดจากสาเหตุหนึ่งก็คือ มีเงินตราต่างประเทศเข้ามามากในสถาบันการเงิน +++ ในขณะที่เศรษฐกิจและพื้นฐานทางการเงิน และสภาพแวดล้อมจากปัจจัยในการกู้เงิน และปล่อยสินเชื่อมีปัญหาด้านเสถียรภาพ และดุลยภาพในการจัดการในภาพโดยรวมครับ คงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่อง นโยบาย Out – In และ In – Out +++ นะครับ เพราะจะทำให้เวียนหัวขึ้นไปอีก

สรุปในช่วงเวลานั้นประเทศไทยพ่ายแพ้ในการต่อสู้และรักษาค่าเงินบาท ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในช่วงต่อมา จากเงินบาทแข็งที่ 26 บาท : 1 $US เป็นประมาณ 55 บาท : 1 $US ผลก็คือ สถาบันการเงินและผู้ที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศในทุกกลุ่ม มีหนี้เพิ่มขึ้นทันที ไม่ต่ำกว่า 100% คือสมมุติว่า จากหนี้ 100 ล้านบาท กลายเป็นหนี้ มากกว่า 200 ล้านบาท เป็นต้น นั่นคือ จะต้องหาเงินบาทมามากขึ้นกว่าเท่าตัวที่จะต้องชำระหนี้ต่างประเทศในวงเงินเท่าเดิม

กล่าวในอีกนัยหนึ่ง หากเราต้องใช้ค่าเงินบาทมากขึ้นในการแลกเงิน 1 $US เราเรียกว่า เงินบาทอ่อน ที่ว่าอ่อนเพราะใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในที่นี้เทียบกับ $US เป็นหลัก และในกรณีตรงข้าม ถ้าเราต้องใช้เงินบาทในการแลกเปลี่ยนน้อยกว่า 55 บาท เพื่อแลกกับ 1 $US ก็ถือว่าเป็นเงินบาทแข็งขึ้น

จาก ปี 2540 มาจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงจากแข็งเป็นอ่อน คือ 26 บาท แลกได้ 1 $US และค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงจากอ่อนเป็นแข็ง เป็นประมาณ 31 บาท : 1 $US ในปัจจุบัน ก็ถือว่าเงินบาทแข็งขึ้นมากเกือบ 100% เช่นกัน เมื่อเทียบกับ ปี 2540

ผลที่ตามมาก็คือ คนที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศที่ไม่ประกันค่าความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนของเงินบาท ก็จะมีปัญหาเรื่องหนี้สินล้นพ้นตัว จนถึงขั้นล้มละลายในที่สุด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในปัจจุบัน+++

สำหรับผู้ที่ถือเงิน $US ในประเทศหรือต่างประเทศ สามารถแลกเงินบาทได้เพิ่มขึ้นมากเป็นตัวเท่าในช่วง ปี 2540 นั่นคือ 1$US ซึ่งเดิมแลกค่าได้ 26 บาท สามารถแลกเป็นเงินบาทได้มากกว่า 50 บาทเป็นต้น

แล้วท่านอยู่ในฐานะใด? ระหว่าง 2 สถานะล่ะครับ

ในช่วงปัจจุบันเงินบาทแข็งขึ้นมาก และมีโอกาสที่จะแข็งขึ้นต่อไปนั้น ข้อดีก็คือ เราสามารถสั่งซื้อสินค้า เช่น น้ำมัน จากต่างประเทศได้ในราคาถูก และตรงกันข้าม ถ้าค่าเงินบาทอ่อนตัว ค่าน้ำมันจะมีราคาแพงตามสัดส่วนเดียวกัน +++

เช่นเดียวกันนะครับที่จะกล่าวต่อไปว่า ผู้ส่งสินค้าออกได้รับผลกระทบกระเทือนจากเงินบาทแข็งค่า เพราะเงิน $US แลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง +++

สำหรับผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกและเพื่อขายภายในประเทศ ที่มีวัตถุดิบจากต่างประเทศก็มีมุมมองในการอธิบายผสมผสานกัน ระหว่างผลดีและผลเสียจากเงินบาทอ่อนค่า และแข็งค่า +++

สำหรับชาวนา ซึ่งใช้ผลผลิตภายในประเทศล้วน ๆ 100% อาจจะถูกกดราคาข้าว เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งตัว เพราะผู้ส่งออกจะได้รับเงินบาทจากการขายข้าวน้อยลง ซึ่งจะเกิดวงจรในลักษณะงูกินหางกันต่อ ๆ ไป+++

สรุป เงินบาทแข็ง หรือเงินบาทอ่อน จะดีหรือไม่ดี จะขึ้นกับว่าท่านอยู่ในสถานะใดของดุลยภาพทางการเงิน และการจัดการที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ดังนั้น การจัดการที่ดีไม่ว่าในฐานะ Regulators และ Operators ก็คือ ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง การควบคุมเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่อาจจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อเป้าประสงค์ ของแต่ละท่านและของแต่ละองค์กร รวมทั้งของประเทศในภาพโดยรวม ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ และสร้างดุลยภาพที่ดี เพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินบาท

ผมตั้งใจจะพูดแบบชาวบ้านให้ฟังง่าย ๆ แต่ตอนสุดท้ายรู้สึกว่าไม่ง่ายดังที่ตั้งใจนะครับ ทั้งนี้เพราะคำว่า ดุลยภาพ ซึ่งแปลว่าความยั่งยืนในมุมมองของ การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยง และการควบคุม รวมทั้งการจัดการที่ดีนั้น มีปัจจัยมากหลายที่ใช้ในการอธิบาย และเป็นที่แน่นอนว่า หากท่านอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ ท่านจะไม่ชอบเห็นเหตุการณ์ที่เงินบาทแข็งตัว ในกรณีที่ท่านเป็นผู้ส่งสินค้าออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก

หากท่านเป็นหนี้เงินตราต่างประเทศ จากการที่กู้มาเงินช่วงเงินบาทอ่อนตัว และท่านสามารถชำระหนี้ได้ในช่วงเงินบาทแข็งตัว เช่นช่วงเวลานี้ ท่านก็จะได้เปรียบ และมีประโยชน์จากการที่เงินบาทแข็งตัวนั้น+++

ขอให้ท่านผู้อ่านเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีสภาพแวดล้อม และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินที่แตกต่างจากไทยเรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ต้องการผลักดันและขับเคลื่อนประเทศของตนให้มีค่าเงินที่แข็งขึ้น เพราะเงินเฟ้อมีอัตราที่สูง และจะมีผลกระทบต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาตนั่นเอง +++

สำหรับประเทศไทย เราจะเดินไปทิศทางไหนดีล่ะครับ ระหว่างค่าเงินบาทแข็งตัว หรือค่าเงินบาทอ่อนตัว ในมุมมองของทางการที่ต้องต่อสู้เพื่อรักษาค่าเงินบาทในช่วงเวลานั้น และต้องเจ็บตัว และมีปัญหามากมายตามมาจากค่าเงินบาทแข็งเป็นค่าเงินบาทอ่อน และกำลังจะกลับมีปัญหาใหม่ จากค่าเงินบาทอ่อนเป็นค่าเงินบาทแข็งอีกหรือครับ

ผมขอจบเพียงเท่านี้ดีกว่า เพราะยิ่งพูดชักดูไม่ง่ายแล้วครับ


Integrated Management / Audit and CAE – Chief Audit Executive ตอน 1

ตุลาคม 16, 2010

Asian CAE Leadership Forum 2010

ผมมีโอกาสได้ไปร่วมประชุม IIA Annual Conference and Asian CAE Forum ที่สิงคโปร์ ณ Resorts World Sentosa เมื่อวันที่ 29 ก.ย. – 1 ต.ค. 2553

สำหรับ Annual Conference 2010 เป็นหัวข้อของ Winning in the New Decade ซึ่งมี topic ที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน เช่น
– The Future of Internal Auditing: A Global Perspective
– Revisiting Your Training & Staffing Needs – Who is The Future Internal Auditor?
– CAE Leadership: Meeting Challenges of New Decade
– Using Risk Analytics to Design Better Audits
– Arresting Corporate Fraud: What CAEs Should Know
– Optimising Your IA Function, Increasing Shareholders’ Value

จากเรื่องที่ผมได้ฟังในหัวข้อต่าง ๆ จากการประชุม ผสมผสานกับสิ่งที่ผมเข้าใจว่าทิศทางการตรวจสอบของผู้ตรวจสอบภายใน ในช่วงวันนี้ถึงวันข้างหน้าจะให้ความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ IT Audit และ Non – IT Audit ที่เกี่ยวข้องกับ IT Risk และ Risk IT ที่มีผลกระทบต่อ Business Objective เป็นสำคัญ

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมผมจึงเอาหัวข้อนี้มาไว้ในเรื่องคุยกับผู้เขียน ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง Audit และเรื่องที่ผมไปประชุมที่สิงคโปร์นั้น ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Audit ทั้งสิ้น

ผมขอทบทวนนะครับว่า Auditors ทำหน้าที่หลัก ๆ 2 ประการ คือ 1. Assurance 2. Consulting Service ให้กับองค์กร ในขณะที่ หน้าที่ทางด้าน Monitoring เป็นหน้าที่ของผู้บริหารขององค์กร ที่การทำหน้าที่ทั้ง 2 ดังกล่าวนั้น จะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในมุมมองต่าง ๆ ของกระบวนการจัดการ ซึ่งมีบทบาทที่แตกต่างกันไป แต่มีวัตถุประสงค์ร่วมกันอย่างหนึ่งก็คือ การสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร และสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholders)

จากหลักการดังกล่าว หัวข้อต่าง ๆ ที่ปรากฎใน http://www.itgthailand.com นั้น ถึงแม้จะแตกต่างกันในชื่อ รวมทั้งสาระตามหัวข้อที่กล่าวนั้น แต่วัตถุประสงค์ร่วมของเว็บนี้ก็คือ เป็นเว็บเพื่อสังคมแห่งการเรียนรู้ สร้างความคิดอ่าน ที่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มได้ในระดับต่าง ๆ ทั้งภายในองค์กร และในระดับที่สูงขึ้นไป

วันนี้ ผมจึงขอนำสาระที่ได้จากการประชุมดังกล่าวมานำเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารงานตรวจสอบ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า CAE มาไว้ในหัวข้อนี้ ซึ่งเรื่องที่กล่าวถึงนี้น่าจะเป็น trend ใหม่สำหรับงานบริหารการตรวจสอบที่มีแนวความคิดมาจาก การผสมผสานการตรวจสอบระหว่าง IT Audit และ Non – IT Audit ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานตรวจสอบของ CAE และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ซึ่งโดยปกติจะมีผู้แทนจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระขององค์กรอย่างน้อย 3 ท่าน ที่อยู่ใน Audit Committee เป็นผู้ดูแลบริหารการตรวจสอบ

ในอดีตที่ผ่านมาและจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ขององค์กรหลายแห่ง และอาจจะกล่าวได้ว่าองค์กรส่วนมากยังเข้าใจความหมายของ Integrated Audit และประโยชน์ของการตรวจสอบในลักษณะนี้ที่แตกต่างกันมาก จากการที่องค์กรไม่ได้มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของการผสมผสานการตรวจสอบ และใช้ประโยชน์จากแนวคิดที่เป็นลักษณะ Interdependent Approach ของกระบวนการตรวจสอบ ระหว่าง IT Audit และ Non – IT Audit เข้ามาใช้เป็นพลังร่วม (Synergy)ในการขับเคลื่อนกระบวนการตรวจสอบ ไปสู่การจัดทำรายงานการตรวจสอบที่มีคุณภาพสูงสุด จากการหลอมรวมกระบวนความคิด ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจในการวางแผนการตรวจสอบ ที่คำนึงถึง Audit Universe หรือเรื่องที่ควรได้รับการทดสอบในภาพโดยรวมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเชื่อมโยงหรือมีผลกระทบต่อ กระบวนการจัดทำรายงาน ทั้งทางด้าน IT และ Non – IT ที่จะสัมพันธ์กับการควบคุมความเสี่ยง จาก Risk Universe ในแง่มุมต่าง ๆ ในมุมมองของ Business Balanced Scorecard และ Information Balanced Scorecard หรือแม้กระทั่งเป้าประสงค์หลักของการควบคุมความเสี่ยง ตามหลักการของ COSO – ERM ซึ่งก็ได้แก่ Strategic Risk – S, Operation Risk – O, Reporting Risk – R or F, Compliance Risk – C ที่ส่วนใหญ่จะเคยชินกันกับคำที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า S – O – F – C

แนวทางการบริหารและการจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร ตามแนวทางของ COSO – ERM ที่นิยมใช้กันทั่วโลกและในประเทศไทยนั้น แทบจะไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบ หรือ Impact จาก Risk IT และ IT Risk ที่มีผลต่อกระบวนการบริหารและการจัดการ รวมทั้งการจัดทำรายงานที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ผู้กำกับ ในฐานะ Regulators และผู้ปฏิบัติ ในฐานะ Operators ส่วนใหญ่จึงมองข้ามความสำคัญของกระบวนการระบุปัจจัยเสี่ยง จาก IT Risk ที่มีผลกระทบต่อกระบวนการควบคุม กระบวนการบริหาร และกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการจัดการที่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการดำเนินงาน การทุจริต รวมทั้ง การลดโอกาสที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ การสร้างคุณค่าเพิ่ม การสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม ทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

ท่านผู้อ่านครับ การประชุมที่สิงคโปร์ครั้งนี้ ไม่มีหัวข้อที่เกี่ยวกับ Integrated Audit นะครับ ผมฟังหัวข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วนำความเข้าใจดังกล่าวมาผสมผสานเป็นหัวข้อใหม่ ชื่อ Integrated Audit ที่มีความหมายและเข้าใจได้ในทันที สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการบริหารการจัดการงานตรวจสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญมากต่อการสร้าง Business Value ให้กับองค์กรในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อน Business Balanced Objectives หรือ Business Balanced Scorecard แล้วแต่กรณี

บทความเรื่องนี้จะนำเสนอในรูปแบบที่ให้แนวความคิดที่ผู้บริหาร ในฐานะที่ทำหน้าที่กำกับและติดตามผลการดำเนินงาน (Monitor) จากการบริหารความเสี่ยง ทั้งทางด้าน IT และ Non -IT และ CAE รวมทั้งผู้ตรวจสอบภายใน ซึ่งทำหน้าที่ ในฐานะ Assurance และ Consulting Service ด้านต่าง ๆ นั้นมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จะได้ประโยชน์จากแนวความคิดในลักษณะ Integrated Thinking ไปสู่การปฏิบัติในลักษณะ Integrated Doing เพื่อก้าวสู่หลักการใหญ่กว่า Integrated Management ก็คือ GRC ต่อไปครับ


การทดสอบข้อมูลโดยวิธี Test Data (ต่อ)

ตุลาคม 4, 2010

การทดสอบข้อมูลโดย Test Data Method – TDM ซึ่งผมได้ยกตัวอย่างของ Test Data ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 1 Cycle ไป 2 – 3 ตัวอย่างในครั้งที่แล้ว เป็นอย่างไรบ้างครับ คงพอทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจและเห็นภาพของการจัดทำ Test Data ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้นำเสนอถึงรายละเอียด ขั้นตอนและข้อดี ข้อเสียของการจัดทำไปในครั้งก่อน ๆ สำหรับครั้งนี้ ผมยังมีตัวอย่างของการจัดทำ Test Data แบบ 1 Cycle ที่แตกต่างกันในรายละเอียดมาให้พิจารณาอีกสัก 2 – 3 ตัวอย่าง ไปติดตามกันต่อเลยนะครับ

Test Data 1 Cycle_ตย 4

Test Data 1 Cycle_ตย 5

Test Data 1 Cycle_ตย 6

ครั้งหน้าไปติดตามตัวอย่าง Test Data ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 2 Cycle กันนะครับ


การทดสอบข้อมูลโดยวิธี Test Data (ต่อ)

กันยายน 23, 2010

หลังจากที่ผมได้เล่าสู่กันฟังถึงรื่องราวของการทดสอบข้อมูลโดย Test Data Methoed (TDM) การสร้างข้อมูลตัวอย่างทดสอบ ขั้นตอนของการจัดทำ Test Data ข้อควรพิจารณา ตลอดจนข้อดี ข้อเสียของการตรวจสอบโดยวิธีนี้กันไปแล้ว วันนี้ผมมีตัวอย่างของการจัดทำ Test Data อย่างง่าย ๆ ในระบบงานเงินฝากขององค์กร/สถาบันการเงินมานำเสนอเพื่อให้เป็นแนวทางและเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งการจัดทำ Test Data นี้อาจจำแนกตาม จำนวน Cycle ที่จัดทำได้เป็น 1 Cycle และ 2 Cycle

สำหรับในครั้งนี้ ผมขอยกตัวอย่าง Test Data 1 Cycle เป็นตัวอย่างสัก 2 – 3 ตัวอย่างก่อนนะครับ

Test Data 1 Cycle_ตย 1

Test Data 1 Cycle_ตย 2

Test Data 1 Cycle_ตย 3