The Intelligent Enterprise: ปฏิวัติธุรกิจด้วย ERP, Algorithm, และพลังขับเคลื่อนแห่ง AI/IA ตอนที่ 3

ธันวาคม 8, 2025

ตอนที่ 3: จุดสูงสุดแห่งวิวัฒนาการ: จาก Algorithm สู่ AI, Machine Learning และ IA

ในตอนที่ 1 และ 2 เราได้วางรากฐานสำคัญของการเป็น องค์กรอัจฉริยะ ด้วยการสร้าง Data ที่สะอาดและบูรณาการผ่านระบบ ERP และกำกับดูแลด้วย Algorithm ที่รองรับ GRC อย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม Algorithm แบบดั้งเดิมนั้นดีเยี่ยมในการทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่ขาดความสามารถในการเรียนรู้หรือทำนายสถานการณ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นี่คือจุดที่เราต้องนำพาองค์กรก้าวข้ามขีดจำกัดของ Rule-Based Logic สู่โลกของ AI (Artificial Intelligence) และ Intelligent Automation (IA) บทความนี้จะสำรวจว่าเราจะติดตั้ง ‘สมองที่เรียนรู้ได้’ เข้ากับ ‘ระบบประสาท’ ขององค์กรได้อย่างไร เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มและยกระดับ Governance ให้ไปอีกขั้น

เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ซอฟต์แวร์ไม่เพียงแต่ทำตามคำสั่งเท่านั้น แต่สามารถ คิด, คาดการณ์, และตัดสินใจ ได้อย่างชาญฉลาด หัวใจของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการเปลี่ยนจาก Algorithm แบบ If-Then (ถ้า…แล้ว…) ไปสู่ระบบที่เรียนรู้จากประสบการณ์ (Data) ด้วยตัวเองอย่าง Machine Learning (ML) แต่ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มี “Clean Data” และ “Integrated GRC” จากระบบ ERP ที่เราสร้างไว้ในตอนก่อน ๆ เราจะมาดูกันว่า AI และ ML เข้ามาเสริมความสามารถของ ERP ให้ทำได้เหนือกว่าการบันทึกข้อมูลได้อย่างไร และการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีเหล่านี้กับระบบอัตโนมัติ (RPA) เพื่อสร้าง IA (Intelligent Automation) จะช่วยให้องค์กรสร้างคุณค่าเพิ่ม, ลดความเสี่ยง, และส่งเสริม Governance ในโลกธุรกิจที่ผันผวนได้อย่างไร พร้อมสำรวจแนวโน้มในอนาคตที่ ERP จะกลายเป็น แพลตฟอร์มอัจฉริยะ อย่างสมบูรณ์

3.1 AI และ Machine Learning: การเรียนรู้ที่เหนือกว่าตรรกะเดิม

AI (Artificial Intelligence) คือความสามารถของเครื่องจักรในการเลียนแบบสติปัญญาของมนุษย์ ในขณะที่ ML (Machine Learning) คือวิธีการที่ AI ใช้ในการเรียนรู้จากข้อมูลโดยไม่ต้องถูกโปรแกรมคำสั่งเจาะจงซ้ำแล้วซ้ำเล่า การก้าวข้ามจาก Algorithm แบบเก่าสู่ ML คือการเปลี่ยนจากการบอกระบบว่า “ทำสิ่งนี้” ไปสู่การบอกระบบว่า “นี่คือข้อมูลทั้งหมด, จงค้นหาความสัมพันธ์และบอกฉันว่าควรทำอะไรต่อไป”

การผนวกกับ ERP: ข้อมูลประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ (Big Data) ที่ถูกรวบรวมและทำให้สะอาดในระบบ ERP (เช่น ข้อมูลการซื้อขายย้อนหลัง 5 ปี, ข้อมูลความผันผวนของสต็อก, ข้อมูลเครดิตลูกค้า) คือ โรงเรียนฝึกสอน ชั้นดีที่สุดสำหรับโมเดล ML โมเดลเหล่านี้จะเรียนรู้จากรูปแบบในอดีตเพื่อ คาดการณ์ อนาคต เช่น การพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า (Demand Forecasting) ที่แม่นยำกว่าการใช้สูตรสำเร็จแบบเก่า, หรือการวิเคราะห์เครดิตและพฤติกรรมลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงจากข้อมูลการขายใน ERP

3.2 Intelligent Automation (IA): เมื่อหุ่นยนต์และ AI ทำงานร่วมกัน

Intelligent Automation (IA) คือวิวัฒนาการขั้นต่อไปของระบบอัตโนมัติ โดยเกิดจากการรวมพลังระหว่าง RPA (Robotic Process Automation) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์ที่ทำงานซ้ำซากตามกฎเกณฑ์ (Rule-Based) เข้ากับ AI/ML ที่สามารถ ‘คิด’ และ ‘ตัดสินใจ’ ได้

การประยุกต์ใช้เพื่อ GRC และคุณค่าเพิ่ม:

  • การเงิน/บัญชี: IA ใช้ AI เพื่อ อ่าน, ทำความเข้าใจ, และตรวจสอบความถูกต้อง ของใบแจ้งหนี้จากภายนอก ก่อนจะนำไปป้อนเข้าสู่ระบบ ERP โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาด, ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน, และเพิ่ม Compliance (ตรวจสอบว่าข้อมูลตรงกับกฎเกณฑ์การจัดซื้อหรือไม่)
  • การผลิต: ML วิเคราะห์ข้อมูลการผลิตใน ERP (อุณหภูมิ, แรงดัน, ประสิทธิภาพเครื่องจักร) เพื่อทำนายว่าเครื่องจักรใดมีแนวโน้มจะเสียก่อนเวลา (Predictive Maintenance) ทำให้สามารถจัดตารางการซ่อมบำรุงใน ERP ได้อย่างชาญฉลาดและหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักของสายการผลิต
  • Supply Chain: AI วิเคราะห์ข้อมูลการสั่งซื้อและสถานะสต็อกใน ERP แบบ Real-time เพื่อปรับแผนการขนส่งหรือการจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

3.3 แนวโน้มในอนาคต: ERP กลายเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะ

ในอนาคตอันใกล้ ระบบ ERP จะเปลี่ยนบทบาทจากแค่ ‘ระบบบันทึกและประมวลผล’ ไปเป็น ‘แพลตฟอร์มอัจฉริยะ’ (Intelligent Platform) ที่มี AI และ ML ฝังอยู่ทุกชั้นอย่างแยกไม่ออก การก้าวไปสู่ Cloud ERP และการใช้เทคโนโลยี In-Memory Computing ทำให้ระบบสามารถจัดการ Big Data และประมวลผลโมเดล AI ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นี่หมายความว่า ระบบ ERP จะไม่เพียงแค่บอกว่า “เกิดอะไรขึ้น” เท่านั้น แต่จะสามารถบอกได้ว่า “ทำไมถึงเกิดขึ้น” และ “ควรทำอย่างไรต่อไป”

บทสรุปสำหรับบุคลากร: ความสำเร็จในยุค IA ไม่ได้อยู่ที่การใช้ AI แทนมนุษย์ แต่เป็นการทำให้มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้มี Data Literacy (ความรู้ด้านข้อมูล) และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของ Data ใน ERP จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ข้อมูลและเครื่องมืออัจฉริยะเหล่านี้ในการสร้างคุณค่าเพิ่มและขับเคลื่อน Governance ที่ยั่งยืนให้กับองค์กร

โดยเริ่มจากการสร้าง รากฐาน ด้วย ERP ในฐานะโครงสร้างร่างกายที่รวมทุกส่วนเข้าด้วยกัน (ตอนที่ 1), ตามมาด้วยการติดตั้ง ตรรกะและ Governance (GRC) ผ่าน Algorithm เพื่อสร้าง Data ที่ถูกต้องและเกี่ยวพันกัน (ตอนที่ 2) และมาถึงจุดสูงสุดของการพัฒนาด้วยการติดตั้ง สมองที่เรียนรู้ได้ ผ่าน AI, ML และ IA (ตอนที่ 3) ข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดคือ เทคโนโลยีอัจฉริยะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากไม่มีรากฐาน ERP ที่มั่นคงและข้อมูลที่เชื่อถือได้ การลงทุนใน AI โดยที่ข้อมูลยังไม่สะอาดหรือยังขาดการกำกับดูแลที่ดี (GRC) จึงเปรียบเหมือนการสร้างบ้านบนทราย การทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ ERP, Algorithm, และความสัมพันธ์ของ Data ในทุกมิติ คือก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่สุดในการปฏิวัติองค์กรสู่การเป็น The Intelligent Enterprise อย่างแท้จริง


The Intelligent Enterprise: ปฏิวัติธุรกิจด้วย ERP, Algorithm, และพลังขับเคลื่อนแห่ง AI/IA ตอนที่ 2

พฤศจิกายน 28, 2025

ตอนที่ 2: หัวใจของการคิด: GRC, Algorithm และความถูกต้องของ Data ใน ERP

ในตอนที่ 1 : รากฐานดิจิทัล นั้น เราได้สร้างความเข้าใจร่วมกันว่า ERP คือโครงสร้างร่างกายและระบบประสาทที่เชื่อมโยงทุกส่วนขององค์กรเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ได้ และเป็นผู้สร้าง Data ที่มีคุณภาพ แต่ข้อมูลที่ไหลเวียนในระบบนั้นจะมีความน่าเชื่อถือและนำไปสู่การบริหารความเสี่ยงได้อย่างไร? คำตอบคือ Algorithm (อัลกอริทึม) และ GRC (Governance, Risk, Compliance) บทความตอนนี้จะพาเราเจาะลึกเข้าไปใน ‘สมอง’ ของระบบ ERP เพื่อทำความเข้าใจว่าชุดคำสั่งและตรรกะเหล่านี้กำหนด ความถูกต้อง (Data Integrity) และ ความเกี่ยวพัน (Interconnectivity) ของข้อมูลทางธุรกิจและการบริหารได้อย่างไร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกำกับดูแลองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อองค์กรมีรากฐาน ERP ที่มั่นคง ข้อมูลทั้งหมดก็ไหลรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเหมือน ‘ระบบไหลเวียนโลหิต’ ในร่างกาย แต่การที่ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส ต้องอาศัยการกำกับดูแลที่เข้มงวด นั่นคือบทบาทของ GRC ที่ต้องทำงานร่วมกับ Algorithm การที่หลายองค์กรประสบปัญหาในการใช้ข้อมูลจาก ERP เป็นเพราะความไม่เข้าใจว่า Algorithm ในระบบได้กำหนด ตรรกะ และ กฎเกณฑ์ แห่งความถูกต้องทาง Data ไว้แล้วอย่างละเอียดอ่อน ปัญหานี้มักนำไปสู่ความเข้าใจที่แตกต่างกันระหว่างสายงาน ทำให้เกิดการแก้ปัญหาที่มองข้ามความสัมพันธ์ของข้อมูลในมิติอื่น ๆ เราจะมาดูกันว่า Algorithm พื้นฐานทำงานอย่างไร และมันคือพลังสำคัญในการทำให้ Data ใน ERP สามารถใช้ในการบริหารแบบ Integrated Management และรองรับ GRC ได้อย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร

2.1 ปัญหาความเข้าใจที่ต่างกัน: ERP กับ GRC (Governance, Risk, Compliance)

หลายครั้งที่ผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานมองว่า GRC เป็นเพียง ‘ภาระ’ หรือ ‘งานเอกสาร’ ที่ต้องทำเพิ่มเติม แต่ในบริบทของ ERP นั้น GRC คือส่วนที่ถูกฝังอยู่ในกระบวนการทำงานหลัก (Embedded GRC) Governance (ธรรมาภิบาล/การกำกับดูแล) คือการที่ระบบ ERP มี Algorithm ในการควบคุมและอนุมัติธุรกรรมต่าง ๆ อย่างชัดเจนและโปร่งใส เช่น การอนุมัติการสั่งซื้อที่ต้องผ่านลำดับชั้นที่กำหนดไว้ล่วงหน้า Risk (ความเสี่ยง) คือการใช้ Data ที่ถูกบูรณาการและถูกตรวจสอบโดยระบบเพื่อประเมินความเสี่ยง เช่น การใช้ข้อมูลการเงินและสต็อกเพื่อคำนวณความเสี่ยงสภาพคล่อง Compliance (การปฏิบัติตามกฎ) คือการที่ Algorithm ในระบบถูกตั้งค่าให้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อบังคับทางธุรกิจ (เช่น ภาษี, มาตรฐานบัญชี) โดยอัตโนมัติ ปัญหาที่พบบ่อย คือความเข้าใจที่แตกต่างกันในแต่ละสายงานเกี่ยวกับ ‘กฎ’ ที่ระบบกำหนดไว้ ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ข้อมูลที่ถูกป้อนเข้ามานั้นไม่สอดคล้องกับตรรกะที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ระบบ GRC ที่ฝังอยู่ใน ERP ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2.2 Algorithm: Logic ที่กำหนดความถูกต้องและความเกี่ยวพันของ Data

Algorithm ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่คือ ชุดคำสั่งหรือตรรกะ ที่กำหนดว่าข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไปควรจะถูกประมวลผล จัดเก็บ และเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นอย่างไรในระบบ ERP นี่คือหัวใจสำคัญของการสร้างความถูกต้องของ Data และความเกี่ยวพันในทุกมิติ ตัวอย่างเช่น: เมื่อมีการบันทึกการผลิตสินค้า (Production Order) Algorithm จะตรวจสอบทันทีว่า:

  1. มีวัตถุดิบเพียงพอในสต็อกหรือไม่ (ความถูกต้อง ของปริมาณ)
  2. หักวัตถุดิบออกจากบัญชีสต็อกและบันทึกเป็นต้นทุนการผลิตทันที (ความเกี่ยวพัน ทางบัญชี)
  3. อัปเดตสถานะของใบสั่งผลิตและแจ้งไปยังฝ่ายขาย (ความเกี่ยวพัน ทางการปฏิบัติงาน)

ข้อมูลทางธุรกิจและการบริหารทุกประเภท จะต้องผ่านกระบวนการเหล่านี้เพื่อยืนยันความถูกต้องทาง Data และความเกี่ยวพันในทุกมิติ การทำความเข้าใจ Algorithm เหล่านี้ ทำให้ผู้บริหารตระหนักว่าปัญหาข้อมูลที่ผิดพลาดมักไม่ได้เกิดจาก ‘โปรแกรมเสีย’ แต่เกิดจากการป้อนข้อมูลที่ไม่เป็นไปตาม ‘ตรรกะ’ หรือ ‘กฎ’ ที่ระบบกำหนดไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้ง Governance และการประเมิน Risk ทันที

2.3 การบริหารแบบบูรณาการ (Integrated Management) ด้วย ERP Data

เมื่อ Algorithm ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ในการทำให้ Data มีความถูกต้องและเกี่ยวพันกันในทุกมิติ ข้อมูลทั้งหมดจะรวมกันเป็น Single Source of Truth ที่ปราศจากข้อขัดแย้ง นี่คือพลังของการบริหารแบบบูรณาการ (Integrated Management) ที่ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรอการรวบรวมข้อมูลจากหลายฝ่ายหรือหลายบริษัทอีกต่อไป ทุกสายงานสามารถใช้ Dashboard ชุดเดียว ในการตัดสินใจข้ามฟังก์ชัน (Cross-Functional Decisions) ตัวอย่างเช่น: การใช้ข้อมูลการผลิต (จากโมดูล Production) และข้อมูลการเงิน (จากโมดูล Finance) มาวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตแบบ Real-time เพื่อกำหนดราคาสินค้าเชิงกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว

การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ: การที่ทุก Transaction ถูกบันทึกและเชื่อมโยงด้วย Algorithm ใน ERP ทำให้สามารถทำ การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อมีปัญหา ผู้บริหารสามารถสืบหาได้ทันทีว่าความผิดพลาดของข้อมูล (เช่น ข้อมูลสต็อกไม่ตรง) เกิดขึ้นที่กระบวนการใดในระบบ และแก้ไขที่จุดเริ่มต้นนั้น ไม่ใช่การมาปรับปรุงตัวเลขในรายงานปลายทาง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในข้อมูลและส่งเสริม GRC ได้อย่างยั่งยืน

ในตอนนี้ เราได้เห็นแล้วว่า Algorithm คือ ตรรกะแห่งความถูกต้องและความเกี่ยวพัน ที่ถูกฝังอยู่ในระบบ ERP และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน GRC และการบริหารแบบบูรณาการ ข้อมูลที่ถูกกรองและเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบนี้คือสิ่งที่สร้างคุณค่าเพิ่มและ Governance ที่เราต้องการอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม Algorithm ที่เราพูดถึงในตอนนี้ ส่วนใหญ่ยังคงเป็น ‘ตรรกะที่มนุษย์กำหนด’ (Rule-Based Logic) ซึ่งมีข้อจำกัดในการรับมือกับความซับซ้อนและความผันผวนของโลกธุรกิจสมัยใหม่ คำถามคือ: เราจะทำอย่างไรให้ระบบ ERP ของเราสามารถคิด, คาดการณ์, และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง? นี่คือการก้าวข้ามจาก Algorithm แบบดั้งเดิม สู่การใช้ AI (Artificial Intelligence) และ Machine Learning (ML) ในการสร้างระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ โปรดติดตาม ‘ตอนที่ 3: จุดสูงสุดแห่งวิวัฒนาการ: จาก Algorithm สู่ AI, Machine Learning และ IA’ เพื่อสำรวจว่าเราจะนำพลังแห่ง Data และ Logic ที่สร้างไว้ใน ERP มาปลดล็อกศักยภาพของ AI/IA ได้อย่างไร


The Intelligent Enterprise: ปฏิวัติธุรกิจด้วย ERP, Algorithm, และพลังขับเคลื่อนแห่ง AI/IA ตอนที่ 1

พฤศจิกายน 19, 2025

ตอนที่ 1: รากฐานดิจิทัล: ERP, โครงสร้างร่างกายองค์กร และความเข้าใจสำหรับทุกคน

ในยุคที่ ‘ข้อมูล’ ถูกยกให้เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด การสร้างระบบที่สามารถจัดการและทำให้ข้อมูลนั้นมีความถูกต้องและเกี่ยวพันกันจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง หลายองค์กรลงทุนในเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง AI หรือ Machine Learning แต่กลับมองข้ามรากฐานที่มั่นคงอย่าง ERP (Enterprise Resource Planning) ไปเสียก่อน บทความตอนนี้จะพาคุณย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของ ERP ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร และทำไมการมีความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับคณะกรรมการไปจนถึงผู้ปฏิบัติงาน จึงเป็นกุญแจดอกแรกที่นำไปสู่การสร้างคุณค่าเพิ่มและ Governance (GRC) ที่เข้มแข็ง ก่อนที่เราจะก้าวไปถึงโลกของ Algorithm และ AI อย่างสมบูรณ์

การเดินทางสู่การเป็น ‘องค์กรอัจฉริยะ’ (Intelligent Enterprise) ไม่ได้เริ่มต้นที่การซื้อซอฟต์แวร์ AI ราคาแพง แต่เริ่มต้นที่การจัดระเบียบบ้านของตัวเองให้เรียบร้อย นั่นคือการทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากระบบ ERP อย่างแท้จริง ตลอดตอนนี้ เราจะเจาะลึกว่า ERP คืออะไรในมุมมองของ Stakeholders ทุกระดับ และนำเสนอภาพเปรียบเทียบที่ทรงพลัง: องค์กรเปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์ ที่ทุกส่วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ได้ ความไม่เข้าใจหรือการมอง ERP เป็นแค่ระบบบัญชีเท่านั้น คือการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำโดยไม่สนใจแหล่งกำเนิดข้อมูล (Data Source) เราจะแสดงให้เห็นว่า การมีรากฐาน ERP ที่ถูกต้อง คือการสร้าง Clean Data ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเดียวที่ AI ต้องการเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มและขับเคลื่อนการบริหารแบบ Integrated Management

1.1 ERP คืออะไรในมุมมองของ Stakeholders

ERP ไม่ใช่แค่ระบบบัญชี หรือระบบสำหรับฝ่ายผลิตเท่านั้น คำกล่าวนี้เป็นจริงอย่างยิ่ง แต่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้เองที่นำไปสู่ปัญหามากมายในองค์กร สำหรับ คณะกรรมการ (Board) และ ผู้บริหารระดับสูง (C-Level) ERP คือเครื่องมือในการสร้าง Governance และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพราะมันรวมศูนย์ข้อมูลทางการเงิน ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความเสี่ยงไว้ในที่เดียว ทำให้การกำกับดูแลเป็นไปตามนโยบายได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส ในขณะที่ ผู้ปฏิบัติงาน ERP คือเครื่องมือที่สร้างมาตรฐานให้กับกระบวนการทำงาน ลดความซ้ำซ้อน และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด การมอง ERP เป็นเพียงซอฟต์แวร์ตัวหนึ่ง แทนที่จะมองเป็น ระบบรวมศูนย์กระบวนการ ทำให้องค์กรลงทุนอย่างหนัก แต่กลับยังคงติดอยู่กับการแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ปลายเหตุ (เช่น รายงานไม่ตรง, สต็อกผิดพลาด) โดยไม่เคยกลับไปแก้ที่ ต้นเหตุ ซึ่งคือการป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น (Source Data Integrity)

1.2 องค์กรเปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์: การบูรณาการที่แยกกันไม่ได้

ลองพิจารณาร่างกายมนุษย์ที่มีอวัยวะมากกว่า 200 ส่วน ตั้งแต่ระบบประสาท, หัวใจ, ปอด, ตับ ไปจนถึงกล้ามเนื้อและกระดูก อวัยวะทุกส่วนเหล่านี้แม้จะทำงานต่างกัน แต่ถูกเชื่อมโยงด้วย ‘ระบบประสาท’ และ ‘ระบบไหลเวียนโลหิต’ ที่ประสานงานกันอย่างสมบูรณ์แบบ หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานผิดปกติ ย่อมส่งผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม องค์กรก็เช่นกัน การเงิน, การผลิต, การตลาด, และ HR เปรียบเสมือนอวัยวะสำคัญ และ ERP คือระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิตขององค์กร มันคือสิ่งที่ทำให้เมื่อฝ่ายขายทำรายการสั่งซื้อ ข้อมูลจะวิ่งไปอัปเดตสต็อกในคลัง, บันทึกเป็นรายได้ในบัญชี, และแจ้งเตือนฝ่ายผลิตให้เตรียมการทันที นี่คือ ความเกี่ยวพันของ Data ในทุกมิติทุกมุมมอง ที่ระบบ ERP สร้างขึ้น การบริหารทุกสายงานจึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ถ้าข้อมูลในคลังสินค้าไม่ถูกต้อง ข้อมูลทางการเงินก็จะผิดพลาดตามไปด้วย และความผิดพลาดนี้จะทวีคูณเมื่อเราพูดถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายบริษัท หรือแม้กระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ ซึ่งต้องการการบูรณาการข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและสร้าง Governance ร่วมกัน

1.3 ERP และการสร้างรากฐาน Data สู่คุณค่าเพิ่ม

เป้าหมายสูงสุดของการลงทุนใน ERP คือการเปลี่ยน ข้อมูลดิบ ให้เป็น คุณค่าเพิ่ม ให้กับ Stakeholders ทุกประเภท การที่ข้อมูลทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกันและถูกตรวจสอบโดยกฎเกณฑ์ของระบบ ทำให้ได้ข้อมูลที่มีความ ถูกต้อง (Data Integrity) และ เชื่อถือได้ (Reliable) ข้อมูลที่เชื่อถือได้นี้คือ รากฐานที่แข็งแกร่ง และเป็น วัตถุดิบคุณภาพสูง ที่พร้อมให้ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของผลิตภัณฑ์แต่ละตัว หรือการพยากรณ์ความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากการใช้สัญชาตญาณในการบริหาร ไปสู่การใช้ Data-Driven Management ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดก่อนจะคิดถึงการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนอย่าง AI ถ้า Data ใน ERP ไม่ Clean, ไม่ Integrated, และไม่ Governance ดีพอ สิ่งที่เราจะนำไปป้อนให้ AI เรียนรู้ ก็จะเป็นแค่ ‘ขยะข้อมูล’ เท่านั้น

เราได้เห็นแล้วว่า ERP ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้าง Data ที่มีคุณภาพ มีความเกี่ยวพันกัน และสร้าง Governance ที่ทุกคนทุกระดับต้องมีความเข้าใจที่ตรงกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าเพิ่มให้องค์กร การทำให้องค์กรเป็นเหมือน ร่างกายมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการบูรณาการทุกฟังก์ชันเข้าด้วยกันผ่านระบบ ERP คือการเตรียมพร้อมที่สำคัญที่สุด แต่การมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกันเพียงอย่างเดียวไม่พอ เราต้องมี ‘ตรรกะ’ ในการประมวลผลด้วย ข้อมูลใน ERP จะมีพลังอย่างแท้จริงเมื่อมันถูกขับเคลื่อนด้วย Algorithm ที่รัดกุม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ GRC ที่จะทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องและสามารถนำไปสู่การบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ โปรดติดตาม ‘ตอนที่ 2: หัวใจของการคิด: GRC, Algorithm และความถูกต้องของ Data ใน ERP’ ซึ่งเราจะเจาะลึกว่า Algorithm คืออะไร และถูกนำมาใช้กำหนดตรรกะและกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลข้อมูลอย่างไร


กรอบการทำงานการตรวจสอบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Auditing Framework) ตอนที่ 3-2 (ตอนจบ)

ตุลาคม 3, 2025

สำหรับโพสต์นี้เป็นส่วนสุดท้ายหรือตอนจบของเนื้อหากรอบการทำงานการตรวจสอบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Auditing Framework) ซึ่งเราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดของการบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน AI กันต่อครับ ท่านใดที่ยังไม่ได้ดูเนื้อหาก่อนหน้านี้ สามารถย้อนกลับไปดูได้ที่ กรอบการตรวจสอบ AI: การกำกับดูแลและการจัดการ (ตอนที่ 1) เพื่อความเข้าใจที่ต่อเนื่องครับ

ตอนที่ 3: กรอบการตรวจสอบ AI: การจัดการความเสี่ยงและการตรวจสอบ (ตอนที่ 2)

ทรัพยากรด้านไอทีเพื่อสนับสนุน AI

การใช้ AI จำเป็นต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรด้านไอทีอย่างเหมาะสม ซึ่งฝ่ายบริหารควรจัดสรรงบประมาณไว้ด้วย เนื่องจาก AI ต้องการประสิทธิภาพของสินทรัพย์คอมพิวเตอร์ที่เข้มข้น เพื่อรองรับการประมวลผลที่น่าเชื่อถือ ตัวอย่างความสามารถของทรัพยากรด้านไอทีที่ใช้เพื่อสนับสนุนโครงการริเริ่มด้าน AI ขององค์กร ได้แก่:

  • Central Processing Units (CPU): หรือ “สมอง” ของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ประมวลผลคำสั่งหรือคำสั่ง
  • Graphics Processing Units (GPU): สมองที่มีความสามารถมากกว่า สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากพร้อมกันได้ และมีความสามารถในการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพิ่มเติม มักใช้ในงาน AI ที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ภาพ
  • Storage: พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ AI ต้องการสำหรับการประมวลผล โดยทั่วไปวัดเป็นเทราไบต์ (1,000 กิกะไบต์) หรือเพตาไบต์ (1,000 เทราไบต์)
  • Memory (RAM): หรือหน่วยความจำเข้าถึงแบบสุ่ม เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลระยะสั้นที่เข้าถึงได้เร็วกว่า Storage ยิ่ง AI ที่ทำงานมีความซับซ้อนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้ RAM มากขึ้นเท่านั้น
  • Supercomputers: คอมพิวเตอร์ที่มีการประมวลผลเร็วที่สุด ใช้สำหรับการคำนวณประสิทธิภาพสูงและมี CPU หลายตัว
  • Workstations: รวมถึงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและแล็ปท็อปที่มีข้อกำหนดทางเทคนิคที่รองรับความต้องการของ AI ที่ใช้งาน
  • Software: แพลตฟอร์ม, โปรแกรม และแอปพลิเคชันที่ใช้ในการพัฒนา, นำไปใช้ และจัดการ AI ตัวอย่างเช่น Microsoft Azure AI, IBM Watsonx.ai และ Google Cloud AI Platform
  • Networking Connectivity: เป็นหมวดหมู่กว้าง ๆ ที่รวมฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์ และบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแบ่งปันทรัพยากรดิจิทัลและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้

แม้ผู้ตรวจสอบภายในไม่จำเป็นต้องรู้ข้อกำหนดทางเทคนิคและรายละเอียดทั้งหมดของ AI แต่ควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับทรัพยากรด้านไอที

บุคลากรและการฝึกอบรม

การจัดบุคลากรที่เหมาะสมเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ AI ขององค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร เพื่อให้แน่ใจว่ามีการสรรหาพนักงานที่มีประสบการณ์ด้าน AI ที่จำเป็นทั่วทั้งองค์กร โดยควรให้ความสำคัญกับประสบการณ์ด้าน AI ไม่เพียงแค่พนักงานที่รับผิดชอบการจัดการ AI ในแต่ละวัน แต่ยังรวมถึงผู้นำที่จะกำกับดูแลโครงการริเริ่มด้าน AI ด้วย

เนื่องจาก AI มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว องค์กรจึงต้องแน่ใจว่าพนักงานตระหนักถึงความก้าวหน้าและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ควรมีการฝึกอบรมสร้างความตระหนักรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ AI ให้แก่พนักงานทุกคน และจัดโอกาสในการฝึกอบรมทางเทคนิคมากขึ้นสำหรับพนักงานที่มุ่งเน้นโครงการริเริ่มด้าน AI

การฝึกอบรมเกี่ยวกับนโยบายการใช้ AI อย่างเป็นทางการ, การรวมเรื่อง AI ไว้ในคู่มือพนักงาน และการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ เป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มความตระหนักรู้ขององค์กรเกี่ยวกับ AI รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การบูรณาการโครงการฝึกอบรมที่มุ่งเน้น AI, ความรู้ด้านดิจิทัล, นโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานขององค์กร และโอกาสในการยกระดับทักษะ จะช่วยสนับสนุนโครงการริเริ่มด้าน AI ผ่านการลงทุนโดยตรงในพนักงานปัจจุบันและพนักงานใหม่ การนำไปใช้และผลลัพธ์ของโครงการริเริ่มเหล่านี้ ควรได้รับการตรวจสอบโดยการตรวจสอบภายใน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุม AI ขององค์กร

การดำเนินการ: การจัดการความเสี่ยงโดย First and Second Lines

ในตอนที่ 2 ได้กล่าวถึงความสำคัญของการระบุความเสี่ยงด้าน AI ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย, ความสมบูรณ์, ความเป็นส่วนตัว และการรักษาความลับของข้อมูล ซึ่งการจัดการข้อกังวลเหล่านี้ ควรเป็นจุดเน้นเมื่อองค์กรดำเนินโครงการ AI อัลกอริทึม AI อาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ดังนั้นทีมงานโครงการควรติดตามข้อมูลที่ป้อนเข้าอย่างใกล้ชิด องค์กรมีหลายวิธีในการตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลที่ใช้ในโครงการ AI รวมถึงการตรวจสอบยอดรวมของบันทึกว่าตรงกันหรือไม่ และการวิเคราะห์รายงานข้อผิดพลาดเมื่อข้อมูลถูกโอนย้ายระหว่างระบบ ฝ่ายบริหารควรออกแบบและติดตามการควบคุมภายในที่สามารถตรวจจับความผิดปกติของคุณภาพ หรือความครบถ้วนของข้อมูลได้

ข้อพิจารณาที่สำคัญอื่น ๆ เกี่ยวกับข้อมูล ได้แก่ การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะพนักงานที่ทำงานในโครงการ AI รวมถึงสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ดูแลระบบ การกำหนดบทบาทของผู้ใช้ และการแยกหน้าที่ (Segregation of Duties) ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลที่ดูแลข้อมูลที่ป้อนเข้าไม่ควรมีสิทธิ์ในการแก้ไขอัลกอริทึมที่ประมวลผลข้อมูลนั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของนักพัฒนา

เมื่อมีการนำโครงการ AI ไปใช้ สิ่งสำคัญคือ องค์กรต้องแน่ใจว่าโครงการนั้นมีความโปร่งใส, อธิบายได้, มีความรับผิดชอบ และตรวจสอบได้:

  • ความโปร่งใส (Transparency): สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ของ AI หรืออัลกอริทึมได้ง่ายในแง่ที่เรียบง่าย
  • การอธิบายได้ (Explainability): สามารถอธิบายกลไก, การคำนวณ หรือผลลัพธ์ที่ประมวลผลโดย AI หรืออัลกอริทึมได้
  • ความรับผิดชอบ (Responsibility): ใช้ AI หรืออัลกอริทึมในลักษณะที่มีจริยธรรม, ปลอดภัย, เป็นธรรม และน่าเชื่อถือ
  • การตรวจสอบได้ (Auditability): เมื่อแอปพลิเคชัน AI เริ่มเข้ามาแทนที่ หรือเสริมกระบวนการทางธุรกิจที่สำคัญ ควรมีการรักษาความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ ผ่านบันทึกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากอาจจำเป็นต้องมีการให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการเหล่านี้

การจัดการโครงการ AI ควรระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้สำหรับแต่ละโครงการ:

  • วัตถุประสงค์, บทบาท และกำหนดเวลา: โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรลุอะไร, ใครมีส่วนร่วม และเมื่อไหร่ที่เกิดขึ้น
  • ข้อกำหนดด้านทรัพยากร: ทรัพยากรเทคโนโลยีและ/หรือบุคลากรที่จำเป็นต่อความสำเร็จ
  • ข้อกำหนดด้านข้อมูล: ข้อมูลที่ป้อนเข้าที่ AI หรืออัลกอริทึมต้องการ
  • ข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัว, กฎหมาย และกฎระเบียบ: ข้อกำหนดในการปฏิบัติตามที่เกี่ยวข้อง
  • การประเมินความเสี่ยง: ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องที่คุกคามการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ความลำเอียง, การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือการใช้ในทางที่ผิด
  • ตัวชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI: วิธีการติดตามและวัดผลความสำเร็จของโครงการ
  • ข้อกำหนดในการทดสอบ: การตรวจสอบเพื่อยืนยันว่า AI หรืออัลกอริทึมทำงานตามที่ออกแบบไว้ รวมถึงการระบุและสื่อสารปัญหาที่เกิดขึ้น

การติดตามโครงการ AI อย่างต่อเนื่อง ควรดำเนินการโดยฝ่ายบริหารเพื่อให้แน่ใจว่าโครงการดำเนินไปตามแผนและเพื่อระบุปัญหาหรือข้อกังวลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ฝ่ายบริหารมีบทบาทสำคัญในสภาพแวดล้อมการควบคุมภายใน ด้วยการจัดให้มีระดับการดำเนินการแรกเพื่อลดความเสี่ยง การติดตามในระดับโครงการมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นจุดแรกที่สามารถตรวจพบปัญหาได้

การสนับสนุนจาก Second Line ในการบริหารความเสี่ยง

เป้าหมายหลักของกระบวนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรคือ การทำความเข้าใจว่าความเสี่ยงอาจคุกคามการบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างไร จากนั้นจึงดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้น AI มักถูกพิจารณาว่าเป็นความเสี่ยงทางเทคโนโลยี แต่สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าความเสี่ยงของ AI สามารถอยู่ในหมวดหมู่ใด ๆ ก็ได้ เช่น ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์, การเงิน, สังคม, จริยธรรม, กฎหมาย และการกำกับดูแล

กรอบการตรวจสอบ AI ของ IIA ให้ข้อพิจารณาด้านการจัดการความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนโครงการ AI ขององค์กรในการปฏิบัติตามแนวทางที่ดีที่สุดเกี่ยวกับ AI ซึ่งรวมถึงการพิจารณาใช้กรอบการทำงานอื่น ๆ ที่มีอยู่ เช่น NIST’s Artificial Intelligence Risk Management Framework ผู้ตรวจสอบภายในมักจะทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยงในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กระบวนการประเมินความเสี่ยงประจำปีขององค์กร ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ตรวจสอบภายในต้องเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI และเพิ่มฐานความรู้อย่างต่อเนื่อง

การระบุความเสี่ยง

การระบุความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเป็นงานใหม่สำหรับหลายองค์กร โดยในอุดมคติแล้ว การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (รวมถึงการตรวจสอบภายใน, การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และฝ่ายกฎหมาย) จะมีส่วนร่วมในการหารือเริ่มต้นของโครงการริเริ่มด้าน AI ทั้งหมด เพื่อช่วยกำหนดกรอบความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโครงการ AI

องค์กรที่มีกระบวนการประเมินความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรที่มั่นคงแล้ว ควรพิจารณาทำการประเมินความเสี่ยงที่มุ่งเน้น AI เป็นครั้งแรก หากไม่สามารถทำการประเมินความเสี่ยง AI แยกต่างหากได้ อย่างน้อยที่สุดองค์กรควรแน่ใจว่าได้รวม AI ไว้ในกระบวนการประเมินความเสี่ยงโดยรวม

สำหรับองค์กรที่มีกลยุทธ์ AI ที่ชัดเจน พร้อมด้วยวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะเป็นบริบทที่ฝ่ายบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรต้องการเพื่อช่วยในการระบุความเสี่ยง AI บริบทนี้ช่วยให้ฝ่ายบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรสามารถจัดทำรายการความเสี่ยงที่คุกคามการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเหล่านั้นได้ ทำให้องค์กรสามารถฝังมาตรการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ AI ไว้ในแผนกลยุทธ์ของตนได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าภูมิทัศน์ความเสี่ยงเกี่ยวกับ AI ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงลบที่ไม่พึงประสงค์จากความเสี่ยงที่ไม่ได้คำนึงถึง ซึ่งอาจรวมถึง:

  • ผลลัพธ์ที่มีอคติหรือเลือกปฏิบัติที่อาจส่งผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมต่อบางส่วนของประชากร
  • การประนีประนอมความเป็นส่วนตัวหรือการรักษาความลับ
  • การขาดความรับผิดชอบ
  • การขาดความโปร่งใสและการอธิบายได้
  • อันตรายทางการเงินหรือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
  • อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
  • ข้อมูลที่ผิดหรือการบิดเบือน
  • การละเมิดลิขสิทธิ์

“กล่องดำ” (The Black Box)

แม้ว่ากระบวนการระบุ, ประเมิน และลดความเสี่ยงส่วนใหญ่สำหรับโครงการ AI จะปฏิบัติตามแนวทางที่ดีที่สุดที่มีอยู่ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่า “กล่องดำ” (Black Box) ของ AI ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่แตกต่างกัน คำนี้หมายถึงการขาดความโปร่งใสในระบบ AI และวิธีการตัดสินใจของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโมเดล Deep Learning ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจเนื่องจากการประมวลผลที่ซับซ้อนโดยอัลกอริทึม

ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงและผู้ตรวจสอบภายในสามารถจัดการกับ “กล่องดำ” ได้โดยตรงด้วยการ:

  • ระบุและสื่อสารอย่างชัดเจนในจุดที่อาจมีข้อมูลที่ขาดหายไปหรือไม่สมบูรณ์ภายในโครงการ AI ตัวอย่างเช่น หากองค์กรใช้ผู้ขาย AI จากภายนอกที่ไม่ให้ข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลการฝึกอบรมอัลกอริทึม ควรบันทึกและเปิดเผยสิ่งนี้เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  • ประเมินและแจ้งให้คณะกรรมการทราบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากช่องว่างข้อมูลที่ระบุไว้ ตัวอย่างเช่น เมื่อการขาดเอกสารของผู้ขายในชุดข้อมูลการฝึกอบรมได้รับการบันทึกแล้ว ผู้ตรวจสอบภายในควรแจ้งให้คณะกรรมการทราบเมื่อเผชิญกับผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง
  • นำเสนอแนวทางในการลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับช่องว่างความรู้ของ “กล่องดำ” ที่ได้บันทึกและประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ตัวอย่างเช่น จากการประเมินและผลที่ตามมาที่นำเสนอ องค์กรตัดสินใจที่จะเปลี่ยนไปใช้ผู้ขาย AI รายใหม่ที่มีเอกสารข้อมูลที่โปร่งใสมากขึ้น

การประเมินความเสี่ยง

การประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ควรเป็นไปตามกระบวนการที่คล้ายคลึงกับที่องค์กรใช้ในการทบทวนความเสี่ยงอื่น ๆ โดยควรพิจารณา ผลกระทบ (Impact) และ โอกาสที่จะเกิดขึ้น (Likelihood) ก่อน ผลกระทบของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเป็นเรื่องยากที่จะวัดปริมาณได้ เนื่องจากมีข้อพิจารณามากมาย เช่น ผลกระทบทางกฎหมาย, กฎระเบียบ, สังคม, การเงิน, สิ่งแวดล้อม และจริยธรรม ความเสียหายต่อชื่อเสียงของแบรนด์ก็เป็นข้อพิจารณาสำหรับผลกระทบเช่นกัน

การรวมกันของผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลให้เกิด ความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Inherent Risk) ซึ่งเป็นการวัดความเสี่ยงที่มีอยู่โดยไม่มีการพิจารณาการควบคุมภายใน หลังจากประเมินความเสี่ยงโดยธรรมชาติแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนด ความเสี่ยงคงเหลือ (Residual Risk) ซึ่งรวมถึงการพิจารณาว่าความเสี่ยงได้รับการบรรเทาได้ดีเพียงใด

การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง เป็นกระบวนการที่องค์กรใช้ เพื่อจัดอันดับความเสี่ยงตามลำดับความสำคัญ กล่าวคือ ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบมากที่สุดจะได้รับการจัดการก่อน องค์กรมีทรัพยากรที่จำกัด แต่เผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่จำกัด ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายใน กรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การลดความเสี่ยง

การลดความเสี่ยง (Risk Mitigation) เป็นการกระทำที่ฝ่ายบริหารดำเนินการ เพื่อลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ในหลายกรณี องค์กรเลือกที่จะจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ด้วยการกระทำเพื่อลดความเสี่ยง เช่น การเพิ่มการควบคุมภายใน อย่างไรก็ตาม มีการตอบสนองความเสี่ยงที่เป็นไปได้อื่น ๆ อีกหลายประการ

มีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวิธีที่องค์กรกำหนดว่าจะตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไร ดังนั้นการมีกระบวนการตอบสนองความเสี่ยงที่กำหนดไว้และสามารถทำซ้ำได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเปลี่ยนแปลงได้ในระหว่างโครงการ ดังนั้นองค์กรควรทบทวนอย่างต่อเนื่องว่าจะตอบสนองและลดความเสี่ยงอย่างไร

การตรวจสอบภายใน: กิจกรรมที่ปรึกษาและให้ความเชื่อมั่น

หลังจากที่ได้อธิบายถึงแนวทางที่องค์กรควรใช้ในการจัดการ AI ในสองส่วนแรกของกรอบการทำงานแล้ว ส่วนสุดท้ายที่เหลืออยู่คือ การตรวจสอบภายใน (Internal Audit)

สองส่วนแรกของกรอบการทำงานนี้เป็นพื้นฐานสำหรับการที่การตรวจสอบภายใน จะสามารถให้บริการทั้งด้านการให้คำปรึกษาและการตรวจสอบแก่องค์กรได้ ส่วน การกำกับดูแล (Governance) และ การจัดการ (Management) มีรายละเอียดที่ผู้ตรวจสอบภายใน ควรนำไปใช้ในการแนะนำองค์กรให้ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติ หรือใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินว่าองค์กรกำลังเข้าถึง, ใช้, จัดการ และติดตาม AI อย่างไร

คำว่า “ความเชื่อมั่นที่สมเหตุสมผล” (Reasonable Assurance) มักถูกอ้างถึงในวิชาชีพการตรวจสอบภายใน จากมุมมองของการควบคุมภายใน ความเชื่อมั่นที่สมเหตุสมผลหมายถึงมีความเป็นไปได้สูงที่การควบคุมจะสามารถลดความเสี่ยงได้ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นความแน่นอนแบบสมบูรณ์ (absolute) หลักการเดียวกันนี้ควรถูกนำมาพิจารณาสำหรับผู้ตรวจสอบภายในที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ให้ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับ AI

ความท้าทาย

หลายแง่มุมของ AI ทำให้กิจกรรมการให้ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ตรวจสอบภายใน ซึ่งรวมถึง:

  • ความซับซ้อนโดยธรรมชาติ: AI (หรือเฉพาะเจาะจงลงไปคืออัลกอริทึม) มีความซับซ้อนสูง ซึ่งเป็นปัญหา “กล่องดำ (Black Box)” ที่ยากขึ้นไปอีก
  • การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความสามารถและความเสี่ยง: ความสามารถและความเสี่ยงของ AI เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การขาดเครื่องมือและแนวทางที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง: AI ยังเป็นหัวข้อการตรวจสอบที่กำลังพัฒนา และมีเครื่องมือหรือแนวทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอย่างจำกัด
  • โอกาสในการฝึกอบรมที่มีจำกัด: โอกาสในการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะการตรวจสอบ AI ยังมีอยู่อย่างจำกัด

AI ในฐานะหัวข้อการตรวจสอบอาจดูน่าหนักใจ แต่การมุ่งเน้นไปที่ข้อพิจารณาต่อไปนี้ จะช่วยให้ผู้ตรวจสอบภายในมีทัศนคติเชิงบวกและมีความมั่นใจ:

  • ไม่คาดหวังว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ: ผู้ตรวจสอบภายในไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกหัวข้อการตรวจสอบ แต่ควรมีแนวทางที่เป็นระบบ, มีระเบียบวินัย และมุ่งเน้นการคิดเชิงวิพากษ์ และการระบุความเสี่ยงเป็นวัตถุประสงค์หลักสำหรับทุกการตรวจสอบ ไม่ใช่แค่ AI การมีความคุ้นเคยและความรู้ในเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับ AI เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่การรู้ในทุกแง่มุมทางเทคนิคของ AI อาจไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น และอาจต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคจากภายนอกมาช่วยในแง่มุมที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การแกะรหัสอัลกอริทึม
  • มองการตรวจสอบ AI เป็นความก้าวหน้า ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง: เนื่องจาก AI มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่ผู้ตรวจสอบภายในจะมีความรู้ในเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นควรเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับ AI เมื่อเวลาผ่านไป
  • กล้าที่จะถามคำถามที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ AI ภายในองค์กร:
    • AI ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ได้อย่างไร?
    • มีความเสี่ยงอะไรที่เกี่ยวข้องและเรากำลังลดความเสี่ยงเหล่านั้นอย่างไร?
    • มีการควบคุมภายในที่เพียงพอสำหรับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือไม่?
    • ข้อมูลที่ใช้สำหรับ AI มีความครบถ้วน, แม่นยำ และเชื่อถือได้หรือไม่?
    • มีการทดสอบ AI ก่อนนำไปใช้งานอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความลำเอียง?
    • มีการทดสอบ AI หลังการใช้งานอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความลำเอียง?
    • มีการกำกับดูแล AI อย่างไร?
    • องค์กรรับประกันได้อย่างไรว่า มีการฝึกอบรมและสร้างความตระหนักรู้ด้าน AI ที่เพียงพอ?

ดังที่ได้อธิบายไว้ในตอนที่ 2 การทำความเข้าใจการใช้งาน AI ขององค์กรเริ่มต้นจากการค้นคว้าและพูดคุย สิ่งสำคัญคือผู้ตรวจสอบภายในต้องใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางวิชาชีพที่ได้สร้างไว้ การมีความโปร่งใสกับทั้งฝ่ายบริหารและคณะกรรมการกำกับดูแลเป็นสิ่งสำคัญ ควรใช้ภาษาที่เรียบง่ายเพื่ออธิบายว่าเราคิดอย่างไรเกี่ยวกับหัวข้อ AI และวางแผนที่จะมีส่วนร่วมกับองค์กรอย่างไรเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

การตรวจสอบ AI ถือเป็นความรับผิดชอบที่ค่อนข้างใหม่สำหรับหลายองค์กร ในฐานะผู้ให้ความเชื่อมั่น ผู้ตรวจสอบภายในไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อ AI แต่ต้องระบุโอกาสในการเพิ่มพูนความรู้และความตระหนักในเรื่องนี้ การทำความเข้าใจแง่มุมทางเทคนิคของ AI ให้ดียิ่งขึ้น เช่น อัลกอริทึม จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาวิชาชีพในอนาคต

แม้ว่า AI จะมีองค์ประกอบที่ซับซ้อน แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่ามันสร้างผลลัพธ์บางอย่างจากข้อมูลที่ได้รับ ในมุมมองของการให้ความเชื่อมั่น ผู้ตรวจสอบภายในอาจไม่เคยมีความรู้ที่สมบูรณ์แบบเกี่ยวกับกลไกภายในทั้งหมดของ AI แต่การช่วยองค์กร 1) ประเมินสิ่งที่พวกเขากำลังทำเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ป้อนเข้ามีความแม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และ 2) ทำความเข้าใจวิธีการตรวจสอบผลลัพธ์นั้น ควรเป็นวัตถุประสงค์หลักของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ตรวจสอบภายในนำแนวคิดเหล่านี้มาใช้ในปัจจุบันเมื่อทำการตรวจสอบระบบไอทีของแอปพลิเคชันทางธุรกิจ และหัวใจสำคัญร่วมกันคือแนวคิดเรื่อง “การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” ซึ่งหมายถึงการทำให้แน่ใจว่าข้อมูลและผลลัพธ์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและข้อกำหนดของกรณีการใช้งาน AI นั้น ๆ

โดยสรุปแล้ว การตรวจสอบ AI ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นวิวัฒนาการที่ต้องอาศัยการปรับตัวของผู้ตรวจสอบภายใน ด้วยกรอบการทำงานนี้ ผู้ตรวจสอบภายในสามารถเริ่มต้นการเดินทาง เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กร ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ


กรอบการทำงานการตรวจสอบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Auditing Framework) ตอนที่ 3-1

กันยายน 25, 2025

สวัสดีครับ สำหรับโพสต์นี้เรามาต่อกันในตอนที่ 3 ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของ AI Auditing Framework เนื้อหาค่อนข้างยาวและมีหลายประเด็นสำคัญ ดังนั้นผมจะแบ่งออกเป็น 2 ตอนย่อย เพื่อให้ผู้อ่านสามารถติดตามและทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งนะครับ

ตอนที่ 3: กรอบการตรวจสอบ AI: การกำกับดูแลและการจัดการ (ตอนที่ 1)

The IIA’s AI Auditing Framework ฉบับแรกได้เผยแพร่ในปี 2017 โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ตรวจสอบภายในมีแนวทางในการให้บริการที่ปรึกษาและให้ความเชื่อมั่นด้าน AI อย่างเป็นระบบและมีระเบียบวินัย ส่วนฉบับปรับปรุงนี้ได้นำเสนอเนื้อหาที่ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมตัวอย่างจากสภาพแวดล้อม AI ในปัจจุบัน และให้รายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อช่วยผู้ตรวจสอบภายในทั้งในบทบาทที่ปรึกษาและผู้ให้ความเชื่อมั่น

กรอบการทำงานนี้มี 3 ส่วนหลัก (Domains):

  1. การกำกับดูแล (Governance)
  2. การจัดการ (Management)
  3. การตรวจสอบภายใน (Internal Audit)

กรอบการทำงานนี้เชื่อมโยงกับ The IIA’s Three Lines Model โดยที่ องค์กรที่กำกับดูแล (Governing Body) (Governance) จะกำกับดูแล ฝ่ายบริหาร (Management) (First and Second Lines) ในขณะที่บทบาทของ การตรวจสอบภายใน (Internal Audit) จะครอบคลุมอยู่ในส่วนที่สาม ซึ่งรวมถึงทั้งการให้ความเชื่อมั่นที่เป็นอิสระ (Third Line) และกิจกรรมการให้คำปรึกษา

วัตถุประสงค์หลักของกรอบการทำงานนี้คือการเสริมสร้างความรู้พื้นฐานที่จำเป็นเกี่ยวกับ AI ให้แก่ผู้ตรวจสอบภายใน เพื่อให้สามารถรับใช้องค์กรได้ใน 2 บทบาท:

  1. ที่ปรึกษา: ให้คำปรึกษาแก่ฝ่ายบริหารเกี่ยวกับแนวทางโดยรวมในการจัดการ, ดำเนินการ และติดตาม AI
  2. ผู้ให้ความเชื่อมั่น: ตรวจสอบกระบวนการและการควบคุมที่ฝ่ายบริหารได้จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการ, ดำเนินการ และติดตาม AI

ระดับความพร้อมขององค์กรในการนำ AI มาใช้งาน (Organizational maturity of AI) จะมีผลต่อการใช้งานผู้ตรวจสอบภายใน ตัวอย่างเช่น องค์กรที่ยังไม่พร้อมด้าน AI อาจต้องการให้ผู้ตรวจสอบภายในทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในขั้นตอนการสำรวจ AI ในช่วงแรก ในขณะที่องค์กรที่มีความพร้อมมากกว่า มักจะใช้ผู้ตรวจสอบภายในเพื่อจัดกิจกรรมการให้ความเชื่อมั่น เช่น การประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการและการควบคุมภายในที่จัดตั้งขึ้น เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสองได้สำเร็จ ผู้ตรวจสอบภายในจำเป็นต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ควรจัดการ AI อย่างไร และองค์กรกำลังจัดการอยู่แล้วอย่างไร

อ้างอิง : Institute of Internal Auditors

ส่วนที่ 1: การกำกับดูแล (Governance)

การกำกับดูแล AI หมายถึงโครงสร้าง, กระบวนการ, และขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกนำมาใช้เพื่อชี้นำ, จัดการ, และติดตามกิจกรรม AI ขององค์กร รวมถึงการช่วยให้แน่ใจว่ากิจกรรม, การตัดสินใจ และการดำเนินการด้าน AI สอดคล้องกับค่านิยมขององค์กร รวมถึงความรับผิดชอบทางจริยธรรม, สังคม และกฎหมาย นอกจากนี้ยังรวมถึงการกำกับดูแลเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้าน AI มีทักษะและความเชี่ยวชาญที่จำเป็น

ดังที่สะท้อนใน Three Lines Model การตรวจสอบภายในทำหน้าที่เป็น “Third Line” โดยให้ความเชื่อมั่นที่เป็นอิสระและเป็นกลางต่อความถูกต้องของการควบคุมภายในที่องค์กรใช้ในการจัดการความเสี่ยง รวมถึงทุกแง่มุมของ AI ผู้ตรวจสอบภายในสามารถให้บริการที่ปรึกษาด้าน AI แก่องค์กรได้ แต่จากมุมมองด้านการกำกับดูแลแล้ว คณะกรรมการกำกับดูแลจะพึ่งพากิจกรรมการให้ความเชื่อมั่นที่จัดทำโดยการตรวจสอบภายในเป็นอย่างมาก เพื่อทำความเข้าใจประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น

การกำกับดูแล AI เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สองบทบาทที่สำคัญที่สุดของการกำกับดูแลคือการประเมินว่าองค์กรจัดการการดำเนินงานด้าน AI ได้ดีเพียงใด และเป้าหมายและวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของ AI ขององค์กรบรรลุผลในลักษณะที่สอดคล้องกับค่านิยมที่กำหนดไว้หรือไม่ แม้จะมีความเสี่ยงเฉพาะทางด้าน AI จำนวนมากตามที่ได้นำเสนอไปในส่วนก่อนหน้า แต่ข้อพิจารณาหลักประการหนึ่งคือการกำกับดูแลเพื่อให้แน่ใจว่า AI ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตราย

กลยุทธ์ (Strategy)

แผนกลยุทธ์ช่วยให้องค์กรชี้แจงและสื่อสารทิศทางและวิสัยทัศน์ที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย เช่นเดียวกับกลยุทธ์ AI กลยุทธ์ AI ของแต่ละองค์กรควรมีความเป็นเอกลักษณ์ โดยพิจารณาจากแนวทางในการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ AI มอบให้ พร้อมทั้งคำนึงถึงสถานการณ์เฉพาะขององค์กร เช่น รายละเอียดของบริการเทคโนโลยีในปัจจุบัน หรือโครงการริเริ่มการกำกับดูแลข้อมูลที่กำลังดำเนินอยู่ แนวทางการวางแผนกลยุทธ์ AI ที่รอบคอบและเป็นระบบจะช่วยสนับสนุนความสามารถขององค์กรในการมุ่งเน้นทรัพยากร และส่งเสริมการทำงานร่วมกันในหมู่พนักงานทุกคนพร้อมทั้งลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ข้อควรจำที่สำคัญ 2 ประการ:

  1. การวางแผนกลยุทธ์ AI ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการซ้ำไปซ้ำมาที่ควรดำเนินการเป็นระยะ ผู้ตรวจสอบภายในควรทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดตารางเวลาสำหรับการทบทวนกลยุทธ์ AI
  2. กลยุทธ์ AI ไม่ควรวางแผนอย่างโดดเดี่ยว เมื่อพิจารณาจากแหล่งข้อมูลและกรณีการใช้งานที่หลากหลาย กลยุทธ์ AI ขององค์กรควรเป็นแบบข้ามสายงาน (Cross-functional) ด้วยความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของ AI การมีส่วนร่วมและการกำกับดูแลในระดับคณะกรรมการจึงน่าจะเกิดขึ้น เนื่องจาก AI มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างมาก

การจัดการกับประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้แน่ใจว่าโครงการริเริ่มด้าน AI สนับสนุนวัตถุประสงค์โดยรวมขององค์กร และสอดคล้องกับค่านิยมที่ระบุไว้ การกำหนดเป้าหมายสำหรับ AI ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดข้อพิจารณาเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ รวมถึงคำตอบสำหรับคำถามพื้นฐาน เช่น “ทำไมเราถึงใช้ AI?” และ “เรากำลังพยายามบรรลุอะไร?” เป้าหมายของ AI ควรได้รับการพัฒนาเหมือนกับเป้าหมาย “SMART” อื่น ๆ ขององค์กร ได้แก่ Specific (จำเพาะเจาะจง), Measurable (วัดผลได้), Achievable (บรรลุผลได้), Relevant (เกี่ยวข้อง), และ Time-based (มีกรอบเวลา) เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเครื่องมือและบริการ AI มาใช้โดยไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนว่าองค์กรใช้ไปเพื่อเหตุผลใด

ทัศนคติและแนวทางโดยรวมขององค์กรต่อความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยงควรเป็นข้อพิจารณาหลักในการพัฒนาหรือปรับปรุงแผนและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของ AI การมีทัศนคติที่ยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการบรรลุเป้าหมาย AI อาจไม่เหมาะสมสำหรับองค์กรที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ ในขณะที่องค์กรที่มีความอดทนต่อความเสี่ยงสูงในอดีตอาจเต็มใจที่จะยอมรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าองค์กรจะมีความอดทนต่อความเสี่ยงในระดับใด การรับรู้และจัดทำแผนที่ความเสี่ยง AI ระหว่างการวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้าน AI ก็เป็นสิ่งจำเป็น

การจัดการ (Management) – First and Second Lines

ในการพัฒนากลยุทธ์ AI ฝ่ายบริหารมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบให้แน่ใจว่า การควบคุมภายในได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยง การควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพถือเป็นข้อกำหนดที่สำคัญของ AI ซึ่งหลายองค์กรมีการทดสอบและรายงานผลการควบคุมด้านไอทีเป็นรายไตรมาส และ/หรือรายปี ฝ่ายบริหารควรตระหนักถึงปัญหาการควบคุมภายในที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของสภาพแวดล้อมการควบคุมภายในที่ได้รับการประเมินอยู่แล้ว เช่น:

  • ความสมบูรณ์ของการจัดการข้อมูล (Data Integrity and Data Governance)
  • การเข้าถึงของผู้ใช้งาน (User Access)
  • ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)
  • วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle)
  • การจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management)
  • การควบคุมการสำรองข้อมูล/การกู้คืนข้อมูล (Back-up/Recovery Controls)

COBIT และ COSO เป็นตัวอย่างของกรอบการควบคุมภายในที่องค์กรสามารถใช้เพื่อช่วยในการวางแนวทาง และประเมินสภาพแวดล้อมการควบคุมภายในได้

การจัดการระดับ First Line

ภาวะผู้นำ การกำหนดบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับโครงการริเริ่มด้าน AI จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การระบุผู้บริหารระดับสูงที่เป็นเจ้าของโครงการ พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่ม C-suite จะช่วยให้แน่ใจว่ามีการรับผิดชอบ

การจัดตั้ง ทีมผู้นำ AI (AI Leadership Team) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากหลากหลายสายงาน เป็นอีกวิธีที่องค์กรสามารถใช้เพื่อติดตามและสื่อสารโครงการริเริ่มด้าน AI และสนับสนุนความรับผิดชอบได้ ทีมดังกล่าวควรประกอบด้วย:

  • ผู้จัดการด้าน AI และ/หรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล
  • CISO ขององค์กร
  • บุคลากรไอทีที่สำคัญ
  • ฝ่ายกฎหมาย (เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อพิจารณาด้านกฎระเบียบ)
  • ฝ่ายการเงิน/บัญชีเพื่อติดตามต้นทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนของโครงการ AI
  • การบริหารความเสี่ยง
  • การปฏิบัติตามกฎระเบียบ

การตรวจสอบภายใน ซึ่งมีความรู้ที่กว้างขวางเกี่ยวกับองค์กร อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเพื่อสนับสนุนโครงการริเริ่มด้าน AI และควรได้รับการพิจารณาให้เป็นสมาชิกของทีมผู้นำ AI ด้วย อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของการตรวจสอบภายในควรมีโครงสร้างที่ชัดเจนเพื่อให้แน่ใจว่าความเป็นอิสระในฐานะผู้ให้ความเชื่อมั่นจะไม่ถูกกระทบ

กระบวนการวางแผนที่รอบคอบจะช่วยสนับสนุนองค์กรเมื่อดำเนินโครงการ AI พนักงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการจำเป็นต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด รวมถึงผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ การเน้นย้ำและทำให้แน่ใจว่าการดำเนินโครงการในแต่ละวันมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับแง่มุมทางสังคม, จริยธรรม, สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้พนักงานเปิดเผยหารือเกี่ยวกับความคิดเห็นและข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับโครงการริเริ่มด้าน AI สามารถช่วยสร้างวัฒนธรรมของความโปร่งใส, การตระหนักรู้ และความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อสนับสนุนโครงการ AI ที่มีความทะเยอทะยานได้

นโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงาน – การใช้งานภายในและแอปพลิเคชันทางธุรกิจ

การกำหนด, การนำมาใช้ และการเผยแพร่นโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานขององค์กรที่เข้มงวดเกี่ยวกับการใช้ AI ภายในองค์กร เป็นอีกแง่มุมที่สำคัญของกลยุทธ์ AI ขององค์กร นโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนให้แนวทางแก่พนักงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการริเริ่มด้าน AI และพนักงานที่อาจใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบในงานประจำวัน

การพัฒนานโยบายการใช้งาน AI ที่ยอมรับได้ (AI acceptable use policy) ควรเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดขององค์กร ควรครอบคลุมแง่มุมของแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านความมั่นคงทางไซเบอร์, ทรัพย์สินทางปัญญา/ข้อพิจารณาทางกฎหมาย และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือ AI ต่าง ๆ นโยบายควรได้รับการเสริมด้วยกระบวนการที่มีการบันทึกไว้ซึ่งผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามเมื่อร้องขอการใช้ AI การใช้กระบวนการอนุมัติที่เป็นทางการสำหรับการใช้ AI จะช่วยสนับสนุนความพยายามขององค์กรในการรักษารายการข้อมูลของผู้ใช้หรือแผนกที่ใช้ AI ด้วย

นโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชี้แจงแนวทางและข้อคาดหวังที่ใช้ในการพัฒนา, การนำไปใช้งาน และการติดตามโครงการริเริ่มด้าน AI จะทำให้กระบวนการเป็นทางการมากขึ้น พวกเขาให้พื้นฐานในการตรวจสอบว่า โครงการถูกดำเนินการในลักษณะที่สอดคล้องกับนโยบายที่ได้รับอนุมัติ, จริยธรรม และวัฒนธรรมความเสี่ยงโดยรวมขององค์กรหรือไม่ ผู้ตรวจสอบภายในอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะให้ข้อเสนอแนะในทันทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากมีความรู้และประสบการณ์ในการให้ความเชื่อมั่นในเรื่องนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่สำคัญ ในหลายกรณี นโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีอยู่แล้ว อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้มาตรการที่มีประสิทธิผลพอสมควร เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากการพัฒนา AI ตัวอย่างเช่น ระบบ AI ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอาจอยู่ภายใต้กระบวนการควบคุมวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) หรือการจัดการการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไปและองค์กรมีการยกระดับกรณีการใช้งาน AI ที่มากขึ้น ก็จำเป็นต้องพิจารณาการควบคุมที่ใหม่กว่าหรือมีความพร้อมมากกว่าอย่างแน่นอน

ดังนั้น นโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชี้แจงข้อคาดหวัง และแนวทางสำหรับบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องกับโครงการริเริ่มด้าน AI ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การประสานงานระหว่างทีมที่จัดการ AI และกลุ่มขององค์กรที่จัดการความสัมพันธ์กับบุคคลที่สาม (เช่น ฝ่ายกฎหมาย) จะส่งเสริมความสัมพันธ์กับผู้ขาย AI ที่สอดคล้องกัน เนื่องจากบุคคลที่สามเป็นส่วนเสริมของกระบวนการขององค์กร การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมการควบคุมของผู้ขายจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หากมีรายงาน SOC (Service Organization Company) ของผู้ขาย AI ฝ่ายบริหารควรจัดหามาเพื่อทำความเข้าใจกระบวนการควบคุมของพวกเขา และตระหนักถึงข้อกังวลใด ๆ เช่น ข้อค้นพบจากการตรวจสอบ การใช้บุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถของ AI หรือการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในโครงการริเริ่มด้าน AI ควรได้รับการกำหนดและติดตามอย่างชัดเจน รวมถึง SLA ที่มี “สิทธิ์ในการตรวจสอบ” ด้วย

เมื่อนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานเหล่านี้ได้รับการกำหนดแล้ว องค์กรสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานจากหลากหลายสายงาน ด้วยการแบ่งปันเอกสารนโยบายองค์กรที่ร่างขึ้น เช่น นโยบายการใช้งานที่ยอมรับได้ไปยังพนักงานทุกคน และเปิดรับความคิดเห็นในช่วงเวลาที่กำหนด องค์กรควรวางแผนทรัพยากรที่จำเป็น สำหรับการฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับนโยบายใหม่เหล่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานพร้อมที่จะนำไปใช้และปฏิบัติตามบทบาท, การควบคุม และความรับผิดชอบที่กำหนดขึ้นใหม่เกี่ยวกับการใช้ AI

ในตอนต่อไป เราจะเจาะลึกถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน AI ในระดับ First and Second Lines, การระบุความเสี่ยง และความท้าทายของ “กล่องดำ (Black Box)” ของ AI ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โปรดติดตามครับ


กรอบการทำงานการตรวจสอบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Auditing Framework) ตอนที่ 2

กันยายน 18, 2025

ตอนที่ 2: เริ่มต้นการตรวจสอบ AI: แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ตรวจสอบภายใน

ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ยังคงนำ AI ไปใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง ผู้ตรวจสอบภายในต้องมีบทบาทเชิงรุกและทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจกลยุทธ์โดยรวมขององค์กรเกี่ยวกับ AI, วิธีการใช้งานในปัจจุบัน และแผนการใช้งานในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างกระบวนการวางแผน ผู้ตรวจสอบภายในควรเริ่มต้นด้วยการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน AI ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอก

การรวบรวมข้อมูล: แหล่งข้อมูลภายในและภายนอก

ข้อมูลภายในองค์กรที่สำคัญสามารถรวมถึง:

  • นโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงาน: เอกสารที่อ้างอิงถึง AI ซึ่งสามารถรวบรวมและตรวจสอบเพื่อทำความเข้าใจกระบวนการขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น
  • แผนยุทธศาสตร์: เอกสารที่บันทึกไว้เกี่ยวกับโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์หรือแผนกลยุทธ์ขององค์กร รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI
  • รายงานคณะกรรมการล่าสุด: รายงานที่มีวิสัยทัศน์และข้อมูลว่าผู้นำและคณะกรรมการหารือเกี่ยวกับเรื่องการใช้ AI และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างไร
  • ข้อมูลที่ได้รับจากการประชุมประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง: ข้อมูลที่ได้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ทรัพยากรภายนอก: ทรัพยากรภายนอกสามารถให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมในขณะที่ผู้ตรวจสอบภายในเริ่มทบทวนกลยุทธ์ AI ขององค์กรได้ ซึ่งรวมถึง:

  • The IIA’s three-part Global Perspectives & Insights: The Artificial Intelligence Revolution
  • The IIA’s Artificial Intelligence 101 Series
  • The IIA’s Analytics, Automation, and AI Virtual Conference
  • เอกสารการตรวจสอบด้านไอทีและความมั่นคงทางไซเบอร์ เช่น The IIA’s Certificates on Auditing the Cybersecurity Program และ IT General Controls
  • The IIA’s Practice Guides และ Global Technology Audit Guides (GTAGs)
  • NIST’s AI Risk Management Framework (AI RMF 1.0)
  • National Cybersecurity Centre’s Guidelines for Secure AI System Development
  • White House’s AI executive order of October 2023
  • IBM’s AI governance eBook

การควบคุมระดับองค์กร: การปฏิบัติงานและกลยุทธ์

เมื่อผู้ตรวจสอบมีความพร้อมด้วยทรัพยากรเหล่านี้แล้ว การตั้งคำถามว่า “องค์กรกำลังใช้ AI อย่างไร?” ถือเป็นคำถามเริ่มต้นที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล คำตอบของคำถามนี้มักจะต้องสอบถามจากหลายบุคคลหรือหลายแผนก เนื่องจากองค์กรจำนวนมากยังไม่มีการจัดการ AI แบบรวมศูนย์ หรือยังไม่มีนโยบาย, ขั้นตอนการปฏิบัติงาน, หรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้งาน AI ที่ยอมรับได้

สำหรับองค์กรที่มีการพัฒนาและนำ AI มาใช้งานแล้ว ผู้ตรวจสอบภายในควรพูดคุยกับทีม AI หรือทีมวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) การพูดคุยควรครอบคลุมถึงการขอให้พวกเขาอธิบายว่ามีการใช้ AI หรืออัลกอริทึมใดบ้าง รวมถึงหน้าที่การทำงาน, แหล่งข้อมูลที่ใช้, การนำไปใช้, ข้อจำกัด, ความเสี่ยง และผลกระทบทางจริยธรรม นอกจากนี้ ผู้ตรวจสอบภายใน ควรเริ่มทำความเข้าใจว่ามีการควบคุมใดบ้างที่ใช้เพื่อจัดการความเสี่ยงจาก AI หรือหากฝ่ายบริหารได้นำการควบคุมใหม่ ๆ มาใช้เพื่อการใช้งานและการนำระบบ AI ไปปฏิบัติ การทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบการควบคุมเหล่านี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สามารถทำควบคู่ไปกับการหารือเบื้องต้นเหล่านี้ได้

สำหรับองค์กรที่ยังไม่แน่ชัดว่ามีการใช้ AI อย่างเป็นทางการหรือไม่ แผนกไอทีถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากผู้นำด้านเทคโนโลยีมักจะทดลองและใช้ AI ในแผนกของตนเองมากกว่า หากไอทียืนยันว่ามีการใช้ AI หรือหากการสอบถามเบื้องต้นพบว่ามีการใช้ AI ในองค์กร คำถามถัดไปที่ควรจะถามคือ “มีการใช้ AI ในระดับใด?”

แม้ว่าการสนทนากับทีม AI/ทีมวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือฝ่ายบริหารไอทีจะเป็นขั้นตอนแรกที่ดี แต่การหารือไม่ควรจำกัดอยู่แค่กลุ่มเหล่านั้น จากการหารือเบื้องต้นนี้ ผู้ตรวจสอบภายในอาจทราบว่าแผนกอื่น ๆ หรือผู้ใช้รายบุคคลกำลังใช้ AI สำหรับหน้าที่เฉพาะของตน ซึ่งจำเป็นต้องมีการพูดคุยเพิ่มเติม ควรทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารเพื่อจัดทำหรือทบทวนรายการข้อมูล (Inventory) ที่ระบุว่าแผนกใดบ้างที่กำลังใช้ AI อยู่ในปัจจุบัน และควรปรับปรุงรายการนี้บ่อยครั้ง รายการควรมีข้อมูลสำคัญอื่น ๆ เช่น เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของ AI, ผู้ใช้งาน, ผู้จัดการ, เครื่องมือ AI ที่ใช้, ข้อควรพิจารณาด้านความเสี่ยง และผู้ที่กำกับดูแล กระบวนการทบทวนหรือการทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารเพื่อพัฒนาข้อมูลรายการ AI ยังสามารถทำได้ระหว่างกระบวนการประเมินความเสี่ยงประจำปี

ผู้ตรวจสอบภายในส่วนใหญ่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง เช่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO), ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสารสนเทศ (CISO) หรือประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ซึ่งความสัมพันธ์ทางวิชาชีพเหล่านี้จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการพูดคุยเรื่อง AI คำถามสำคัญที่ผู้ตรวจสอบภายในสามารถถามผู้บริหารได้แก่:

  • “องค์กรได้กำหนดกลยุทธ์ AI แล้วหรือไม่? ถ้ามี รายละเอียดของกลยุทธ์นั้นคืออะไร (รวมถึงการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานหรือลดต้นทุน)?”
  • “ผู้บริหารระดับสูงได้กำหนดแล้วหรือยังว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI?”
  • “ผู้บริหารระดับสูงมีบทบาทอย่างไรในการประสานงานกับคณะกรรมการบริหาร (หรือเทียบเท่า) เพื่อพิจารณาการกำกับดูแล AI?”

เมื่อทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้ว ผู้ตรวจสอบภายในจะ:

  • ได้ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ AI ในองค์กรและทบทวนทรัพยากรภายนอก
  • ได้พูดคุยเบื้องต้นเกี่ยวกับ AI กับฝ่ายบริหาร รวมถึงทีม AI/ทีมวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือฝ่ายบริหารไอที และทีมผู้นำระดับผู้บริหาร
  • ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารในการทบทวนหรือจัดทำรายการข้อมูลเพื่อรวบรวมว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างไร (หรือวางแผนจะใช้อย่างไรในอนาคต)
  • ได้เริ่มต้นทำความเข้าใจว่ามีการกำกับดูแล AI ในองค์กรอย่างไร

การทำภารกิจทั้งสี่นี้จะแสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบภายในได้ดำเนินการตามขั้นตอนแรกในการสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AI ในองค์กรแล้ว และยังเป็นโอกาสที่ผู้ตรวจสอบภายในจะสามารถนำเสนอข้อสังเกตที่ต้องสื่อสารกับฝ่ายบริหารอย่างทันท่วงทีอีกด้วย

ข้อมูล (Data)

หลังจากที่ผู้ตรวจสอบภายในมีความเข้าใจพื้นฐานว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างไรแล้ว พวกเขาควรพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการใช้ AI ภายในองค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เนื่องจากอัลกอริทึมที่ขับเคลื่อน AI ต้องพึ่งพาข้อมูลปริมาณมหาศาล (หรือที่เรียกว่า “Big Data”) ดังนั้น การระบุว่าข้อมูลขององค์กรใดถูกใช้ในแอปพลิเคชัน AI และมีการจัดการข้อมูลนั้นอย่างไรจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

อัลกอริทึมคือชุดของกฎที่ AI ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งทำให้เครื่องจักรสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทำได้ด้วยความง่ายและความเร็วเท่ากัน เมื่อพิจารณาจากความสามารถของ AI ในการรับและตอบสนองต่อชุดข้อมูลที่หลากหลายจำนวนมากแล้ว สถาปัตยกรรม, ประสิทธิภาพ, และความถูกต้องของอัลกอริทึมที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

อัลกอริทึมถูกพัฒนาโดยมนุษย์ในขั้นต้น ดังนั้นความผิดพลาดและความลำเอียงของมนุษย์ (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ) อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของอัลกอริทึมได้ ซึ่งในตอนที่ 3 จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับข้อผิดพลาดและความลำเอียงของอัลกอริทึม

นอกเหนือจาก AI องค์กรหลายแห่งมีกลยุทธ์ในการรวบรวม, จัดเก็บ, ใช้งาน, จัดการ และปกป้องข้อมูลอยู่แล้ว AI ก็เช่นเดียวกับแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอื่น ๆ ที่มีแง่มุมที่สำคัญเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องและควรพิจารณา ซึ่งรวมถึงความสมบูรณ์, ความเป็นส่วนตัว, การรักษาความลับ, ความถูกต้อง, ความแม่นยำ และความครบถ้วนสมบูรณ์

ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มีความหมายมากกว่าแค่ข้อมูลปริมาณมาก แต่หมายถึงข้อมูลที่มีปริมาณ, ความหลากหลาย, ความเร็ว และความแปรปรวนที่สูงมาก จนองค์กรต้องลงทุนในสถาปัตยกรรมระบบ, เครื่องมือ และแนวทางปฏิบัติที่ออกแบบมาเพื่อจัดการข้อมูลโดยเฉพาะ ข้อมูลจำนวนมากนี้อาจถูกสร้างขึ้นโดยองค์กรเอง ในขณะที่บางส่วนอาจเป็นข้อมูลสาธารณะหรือซื้อมาจากแหล่งภายนอก สำหรับคำแนะนำที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการทำความเข้าใจและการตรวจสอบข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถดูได้จาก The IIA’s “GTAG: Understanding and Auditing Big Data”

อีกแง่มุมที่สำคัญของการใช้ข้อมูลและแอปพลิเคชัน AI ที่เกี่ยวข้องคือ ข้อมูลนั้นถูกโฮสต์หรือประมวลผลโดยบุคคลภายนอกองค์กรหรือไม่ ผู้ตรวจสอบภายในต้องพิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมกับบุคคลที่สาม (และสี่) เสมอ เนื่องจากสภาพแวดล้อมการควบคุมภายในของผู้ขายอาจไม่ครอบคลุมเท่ากับสภาพแวดล้อมขององค์กร The IIA’s Practice Guide “Auditing Third-party Risk Management” ให้แนวทางเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผู้ขายภายนอก

อีกประเด็นสำคัญของข้อมูลคือ การเข้าถึงของผู้ใช้ การทำความเข้าใจว่าใครสามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากข้อมูลที่ป้อนเข้าย่อมส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของ AI อย่างแน่นอน การทำความเข้าใจและบันทึกการเข้าถึงของผู้ดูแลระบบสำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็เป็นเรื่องจำเป็น The IIA’s “GTAG: Auditing Identity and Access Management” จะช่วยให้ผู้ตรวจสอบภายในพิจารณาว่าองค์กรมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรไอทีที่เหมาะสม

ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ก็ต้องถูกนำมาพิจารณาเช่นกัน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการจำกัดผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่ให้เข้าถึงข้อมูล และการรับรองความเป็นส่วนตัว, การรักษาความลับ, และการปกป้องข้อมูล การนำ AI มาใช้และวิวัฒนาการของมันกำลังบีบให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการฟื้นตัวทางไซเบอร์อีกครั้ง เนื่องจาก AI มีพลังมากขึ้น และมีการตัดสินใจที่ถูกส่งต่อให้อัลกอริทึมใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนและไม่โปร่งใส การปกป้องระบบเหล่านี้จากแรงภายนอกที่เป็นอันตรายจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร

ผู้ตรวจสอบภายในมักจะเกี่ยวข้องกับการทดสอบประสิทธิภาพของการควบคุมภายในด้านไอที ความคุ้นเคยกับการควบคุมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางไซเบอร์ที่องค์กรได้นำมาใช้ จะช่วยให้ผู้ตรวจสอบภายในสามารถตรวจสอบได้ว่า การควบคุมเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือไม่ ตัวอย่างของการควบคุมความมั่นคงทางไซเบอร์ ได้แก่:

  • การใช้การเข้ารหัส (Encryption)
  • การมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส
  • การใช้ระบบป้องกัน/ตรวจจับการบุกรุก
  • การบันทึกเหตุการณ์ความปลอดภัยของทั้งข้อมูลป้อนเข้าและข้อมูลตอบกลับ
  • การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Test) เป็นระยะเพื่อหาช่องโหว่เชิงรุก
  • การฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการตรวจจับและหลีกเลี่ยงการโจมตีแบบฟิชชิง, สมิชชิง หรือแผนการวิศวกรรมทางสังคมอื่น ๆ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้จาก The IIA’s “GTAG: Auditing Cybersecurity Operations: Prevention and Detection”

ผู้ตรวจสอบภายในจำเป็นต้องระบุว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ถูกจัดเก็บไว้ที่ใด (ภายใน, ภายนอก หรือทั้งสองแห่ง) และพิจารณาว่ามีการควบคุมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ใดบ้าง หากข้อมูลถูกจัดเก็บภายนอก ควรขอรายงาน Service Organization Company (SOC) เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการควบคุมของผู้ขาย และฝ่ายบริหารควรรับทราบถึงข้อบกพร่องในการควบคุมใด ๆ ที่พบในรายงาน SOC และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อบกพร่องเหล่านั้นไม่ทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ ข้อตกลงระดับการบริการ (SLAs) กับผู้ขายควรมีข้อความระบุ “สิทธิ์ในการตรวจสอบ” ด้วย

ในตอนต่อไปเราจะเจาะลึกเข้าไปใน “กรอบการตรวจสอบ AI” ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของบทความนี้ พร้อมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการกำกับดูแล (Governance) การจัดการ (Management) และบทบาทของการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) กันครับ

อ้างอิง : THE IIA’S Artificial Intelligence Auditing Framework


กรอบการทำงานการตรวจสอบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Auditing Framework) ตอนที่ 1

กันยายน 7, 2025

ตอนที่ 1: การตรวจสอบ AI: เส้นทางที่ผู้ตรวจสอบภายในต้องเรียนรู้

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือศัพท์ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีอันหลากหลาย ทั้งที่ใช้กันอยู่แล้วและที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ แม้จะไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจน แต่โดยทั่วไป AI หมายถึง "ระบบที่มีกระบวนการทางปัญญาเหมือนมนุษย์ เช่น ความสามารถในการให้เหตุผล ค้นหาความหมาย สร้างความเชื่อมโยง หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต" การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแอปพลิเคชัน AI ในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงโอกาสมากมายที่องค์กรจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อยกระดับวิธีการทำงานของเรา ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงมากมายที่มาพร้อมกับธรรมชาติของเทคโนโลยีนี้

สำหรับผู้ตรวจสอบภายในแล้ว AI อาจเป็นเรื่องที่น่าหวั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรต่าง ๆ เริ่มนำ AI มาใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคนี้ องค์กรจึงคาดหวังให้ผู้ตรวจสอบภายในเข้ามาให้คำแนะนำเกี่ยวกับ AI มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงและการควบคุม หรือบทบาทผู้ให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการที่ใช้ AI จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ตรวจสอบภายในจะต้องเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องนี้

ผู้ตรวจสอบภายในมีหน้าที่ให้ความเชื่อมั่นในกิจกรรมและกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ธุรกรรมทางธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน ไปจนถึงกระบวนการที่ซับซ้อนมาก ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก ระดับและความลึกของความรู้ด้าน AI ที่จำเป็นต่อการสนับสนุนกิจกรรมการให้ความเชื่อมั่นนั้น สร้างความท้าทายอย่างต่อเนื่องแก่ผู้ตรวจสอบภายใน ซึ่งต้องพัฒนาความรู้เกี่ยวกับ AI อย่างสม่ำเสมอเพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงและบทบาทของตนเองได้อย่างครบถ้วน และเพื่อให้คำแนะนำและการให้ความเชื่อมั่นที่แม่นยำ

การตรวจสอบ AI มีความท้าทายเฉพาะตัว และด้วยวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ตรวจสอบภายในต้องประเมินความเสี่ยงและแนวทางการบรรเทาความเสี่ยงในสภาพแวดล้อม AI ใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจสอบภายในมีทักษะพื้นฐานที่สำคัญอยู่แล้ว เช่น การคิดเชิงวิพากษ์, การทำแผนที่กระบวนการ, การประเมินความเสี่ยง, การประเมินการควบคุมเทคโนโลยีสารสนเทศ, การทำความเข้าใจกลยุทธ์องค์กร และการให้ความเชื่อมั่นที่เป็นอิสระต่อหน้าที่กำกับดูแล

สถาบันผู้ตรวจสอบภายใน (The IIA) จึงได้จัดทำ IIA AI Auditing Framework ขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้ตรวจสอบภายในเข้าใจความเสี่ยงและระบุแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด รวมถึงการควบคุมภายในสำหรับ AI โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยผู้ตรวจสอบภายในในการสร้างความรู้พื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย :

  1. ภาพรวม: ประวัติและประโยชน์ของ AI
  2. เริ่มต้น: ทำความเข้าใจว่าองค์กรใช้ AI อย่างไร
  3. กรอบการตรวจสอบ AI: การกำกับดูแล, การจัดการ และการตรวจสอบภายใน

กรอบการทำงานนี้ใช้ประโยชน์จาก The IIA’s Three Lines Model และอ้างอิงถึง The IIA’s International Professional Practices Framework (IPPF) ซึ่งเป็นพื้นฐานของข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามและหลักการสำหรับวิชาชีพผู้ตรวจสอบภายใน นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงถึงแนวทางอื่น ๆ ของ The IIA เช่น Global Technology Audit Guides (GTAGs) และกรอบการทำงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น NIST Artificial Intelligence Risk Management Framework (AI RMF 1.0) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ตรวจสอบภายใน

ภาพรวม: ประวัติและวิวัฒนาการ

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวม ผู้ตรวจสอบภายในควรทำความเข้าใจพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ AI, การใช้งาน AI ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบัน และแนวโน้ม AI ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ที่ควรพิจารณา

แนวคิดเรื่อง AI ย้อนกลับไปในปี 1950 เมื่อนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ Alan Turing ตั้งคำถามว่า “เครื่องจักรคิดได้หรือไม่?” ในบทความของเขา “Computing Machines and Intelligence” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก AI ด้วยการเสนอว่าในที่สุดเครื่องจักรจะมีความสามารถเทียบเท่ากับสติปัญญาของมนุษย์ สองปีต่อมา Arthur Lee Samuel นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอเมริกันที่ IBM ได้พัฒนาโปรแกรมที่สามารถเล่นหมากฮอสได้ด้วยการใช้ค่าที่ตั้งโปรแกรมไว้เพื่อระบุการเดินที่ดีที่สุด และในปี 1956 John McCarthy ได้ใช้คำว่า “AI” เป็นครั้งแรกในโครงการวิจัย The Dartmouth Summer Research Project on Artificial Intelligence

ทศวรรษ 1960s เป็นช่วงที่ AI มีความก้าวหน้าอย่างมาก รวมถึงการใช้หุ่นยนต์, โปรแกรมแก้ปัญหา และโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบโต้ตอบตัวแรกที่เรียกว่า ELIZA ซึ่งถือเป็น “แชทบอท” ตัวแรกที่จำลองการสนทนากับผู้ใช้มนุษย์ ส่วนทศวรรษ 1970s มีการพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะตัวแรกชื่อ WABOT และงานวิจัยต่อเนื่องในด้าน Natural Language Processing (NLP)

ความก้าวหน้าในทศวรรษ 1980s รวมถึงการพัฒนารถ Mercedes Benz ไร้คนขับในปี 1986 และใน 1990s เราได้เห็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ก้าวหน้าขึ้น รวมถึงซอฟต์แวร์จดจำเสียงใน Microsoft Windows และ “Deep Blue” ของ IBM ที่สร้างความฮือฮาในปี 1997 ด้วยการเอาชนะแชมป์หมากรุกโลก Garry Kasparov

เข้าสู่ทศวรรษ 2000s AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา เช่น Amazon Alexa, Apple Siri และ Google Assistant และปี 2023 ถือเป็นปีที่ Large Language Models (LLMs) อย่าง ChatGPT ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ซึ่งยกระดับความสามารถของ AI จากการพยากรณ์ผลลัพธ์ไปสู่การสร้างเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น

ระดับการนำไปใช้และการจำแนกประเภท AI

รายงาน IBM’s Global AI Adoption Index 2023 ระบุว่า 42% ของบริษัทที่สำรวจมีการใช้ AI ในธุรกิจของตน และอีก 40% กำลังอยู่ในช่วงสำรวจ การใช้งาน AI ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้เน้นย้ำว่าทำไมผู้ตรวจสอบภายในจึงต้องผนวกความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI เข้าไปในการวางแผนการตรวจสอบ และพัฒนาความรู้เกี่ยวกับ AI อย่างต่อเนื่องด้วย

AI สามารถจำแนกได้หลายประเภท แต่ในที่นี้จะนำเสนอการแบ่งประเภทของ IBM ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก:

  1. Reactive Machine AI: เป็น AI ที่ไม่มีหน่วยความจำ ออกแบบมาเพื่อทำงานตามข้อมูลป้อนเข้าจากมนุษย์เท่านั้น ระบบเหล่านี้อาศัย “มนุษย์ในวงจร” สำหรับการเขียนโปรแกรมที่สั่งให้เครื่องจักรทำงานด้วยตัวเอง ตัวอย่างเช่น IBM Deep Blue และแอปพลิเคชัน Machine Learning บางประเภทที่วิเคราะห์ข้อมูลและสร้างผลลัพธ์จากการคาดการณ์ เช่น ระบบแนะนำสินค้าบนเว็บไซต์
  2. Limited Memory AI: AI ประเภทนี้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้จากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ในอดีต ซึ่งต่างจาก Reactive Machine AI ตรงที่สามารถนำข้อมูลทั้งในอดีตและปัจจุบันมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพได้ Deep Learning ซึ่งเป็นส่วนย่อยของ Machine Learning จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้ และไม่ต้องพึ่งพาการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์มากนัก Generative AI ก็อยู่ในประเภทนี้ด้วย เช่น ChatGPT สำหรับสร้างข้อความ หรือ DALL-E สำหรับสร้างภาพ
  3. Theory of Mind AI: AI ประเภทนี้ยังไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน แต่เป็นการวิจัยที่มุ่งพัฒนาให้ AI เข้าใจและโต้ตอบกับปัจจัยที่ละเอียดอ่อน เช่น อารมณ์และแรงจูงใจในลักษณะเดียวกับมนุษย์
  4. Self-Aware AI: AI ประเภทนี้เป็นเพียงทฤษฎีเช่นเดียวกับ Theory of Mind AI ซึ่งยังไม่มีอยู่จริงในทางปฏิบัติ หลายคนจินตนาการว่า AI ประเภทนี้จะมีความตระหนักรู้ในตัวเองอย่างลึกซึ้ง มีจิตสำนึกภายในที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่ามนุษย์

ในส่วนต่อไปเราจะลงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ตรวจสอบภายในจะสามารถเริ่มต้นทำความเข้าใจการใช้งาน AI ภายในองค์กรของตนเองได้

ผู้ตรวจสอบภายในทุกท่านอย่าลืมติดตาม ตอนที่ 2 เพื่อเจาะลึกแนวทางการเริ่มต้นการตรวจสอบ AI และทำความเข้าใจวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญจากภายในและภายนอกองค์กรได้ในครั้งถัดไปครับ

อ้างอิง : THE IIA’S Artificial Intelligence Auditing Framework


ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2575

กรกฎาคม 29, 2025

ปฐมบทสู่การพัฒนา : บทเรียนจากอดีต สู่เส้นทางในอนาคต

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย การก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับประเทศไทย ในแต่ละวันที่ผ่านไป เรากำลังเผชิญหน้ากับพลวัตใหม่ ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หรือแม้แต่ปัญหาสังคมที่ซับซ้อนขึ้น บทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกกำลังถูกตั้งคำถาม และอนาคตของเราเองก็กำลังอยู่ในมือของการตัดสินใจ ณ ปัจจุบัน

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ และ เกาหลีใต้ พลิกโฉมจากประเทศที่เคยเผชิญกับความท้าทายมากมาย สู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างน่าทึ่ง สิงคโปร์ที่ไร้ทรัพยากรธรรมชาติใด ๆ กลับกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินและนวัตกรรมระดับโลก ในขณะที่เกาหลีใต้ที่เคยผ่านสงครามกลางเมืองกลับก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี วัฒนธรรม และอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตของ ความคิด วิสัยทัศน์ และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ของผู้นำและประชาชนทุกคนที่ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศด้วยความมุ่งมั่น

แล้วสิ่งที่แยกความสำเร็จของพวกเขาออกจากประเทศไทยคืออะไร? คำตอบไม่ใช่แค่เรื่องของขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตหรือจำนวนประชากรที่มากกว่า แต่เป็นเรื่องของ รากฐานที่แข็งแกร่ง ในหลายมิติ เมื่อพิจารณาประเทศไทยในปัจจุบัน เรายังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น ความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยังคงฝังรากลึก การแพร่หลายของการ ทุจริตคอร์รัปชัน ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพของภาครัฐ ตลอดจนการขาดแคลน ธรรมาภิบาล และ ความโปร่งใส ในการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ความแตกต่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในชีวิตประจำวันของประชาชน ตั้งแต่คุณภาพการบริการสาธารณะที่ยังไม่ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพที่ยังไม่เท่าเทียม ไปจนถึงความรู้สึกของความไม่เป็นธรรมที่กัดกร่อนความสามัคคีในสังคม หากเรายังคงดำเนินไปในแนวทางเดิมโดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงขึ้นในอนาคต และความฝันที่จะก้าวสู่การเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2575” ก็อาจเป็นได้แค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ

สำหรับโพสต์นี้ผมมีเป้าหมายที่อยากจะชี้ชวน ให้เห็นถึงปัญหาและสาเหตุที่แท้จริงของการพัฒนาประเทศที่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร และเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราจะพิจารณากลไกการแก้ไขปัญหา การควบคุม และการตรวจสอบ รวมถึงการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานซึ่งประเทศที่เจริญแล้วส่วนใหญ่ปฏิบัติกัน เพื่อนำมาเทียบเคียงกับสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน

ผมเชื่อว่าการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง ตลอดจนการเรียนรู้จากบทเรียนของประเทศที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้าง วิสัยทัศน์ร่วม และ ความมุ่งมั่นร่วมกัน ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม อนาคตที่เราสามารถภาคภูมิใจได้ว่า ประเทศไทยคือประเทศที่เจริญแล้วอย่างแท้จริง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณธรรม

ถอดรหัสความสำเร็จ: เส้นทางสู่การพัฒนาของสิงคโปร์, เกาหลีใต้, และเวียดนาม

การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ประเทศที่ก้าวขึ้นมาเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างรอบคอบ การนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างจริงจัง และการปรับตัวให้เข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป บทเรียนจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในภูมิภาคเอเชีย จะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าประเทศไทยควรเดินไปในทิศทางใด

กรณีศึกษาที่ 1: สิงคโปร์ – จากเกาะเล็ก ๆ สู่ศูนย์กลางโลก

สิงคโปร์คือตัวอย่างที่โดดเด่นของประเทศที่ไร้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่กลับผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ความสำเร็จนี้ไม่อาจแยกออกจากการนำของ นายลี กวน ยู ผู้ก่อตั้งและนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและแน่วแน่ในการสร้างชาติ

  • ธรรมาภิบาลและการปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด: ลี กวน ยู ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบราชการที่โปร่งใสและปราศจากการทุจริตเป็นอันดับแรก มีการออกกฎหมายที่เข้มงวด การให้ค่าตอบแทนที่สูงแก่ข้าราชการเพื่อลดแรงจูงใจในการทุจริต และการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างไม่เลือกปฏิบัติ สิ่งนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ
  • การวางแผนระยะยาวและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: สิงคโปร์ลงทุนมหาศาลในการศึกษาและการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้มีทักษะที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลก และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • การเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ: สิงคโปร์สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมีกฎหมายที่ชัดเจน ระบบภาษีที่จูงใจ และโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ทำให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับบริษัทข้ามชาติ
  • การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ: แม้จะเริ่มต้นจากการเป็นศูนย์กลางการค้าและท่าเรือ แต่สิงคโปร์ก็ไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีชีวภาพ และบริการทางการเงิน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไป

กรณีศึกษาที่ 2: เกาหลีใต้ – จากเถ้าถ่านสู่ผู้นำนวัตกรรม

เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการฟื้นตัวและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด หลังสงครามเกาหลี ประเทศอยู่ในสภาพที่บอบช้ำอย่างหนัก แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำและการทำงานหนักของประชาชน เกาหลีใต้ได้พลิกโฉมตัวเองเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

  • บทบาทของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: รัฐบาลเกาหลีใต้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของประธานาธิบดีปัก จอง ฮี มีการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (แชโบล) ให้เป็นหัวหอกในการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและเคมีภัณฑ์ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนทางการเงินและนโยบาย
  • การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D): เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของตนเอง มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อการวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา จนเกิดเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก
  • การปฏิรูปการศึกษา: ระบบการศึกษาของเกาหลีใต้ได้รับการปรับปรุงให้มีคุณภาพสูง และเน้นการสร้างบุคลากรที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
  • การมุ่งเน้นการส่งออก: เกาหลีใต้ใช้นโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก โดยการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

กรณีศึกษาที่ 3: เวียดนาม – ดาวรุ่งดวงใหม่แห่งเอเชีย

เวียดนามเป็นประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตา แม้จะยังไม่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและแนวทางที่น่าสนใจ

  • การปฏิรูปเศรษฐกิจแบบ “โด๋ยเม้ย” (Doi Moi): ในปี 1986 เวียดนามได้ริเริ่มนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจที่เรียกว่า “โด๋ยเม้ย” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด มีการเปิดเสรีการค้า การลงทุน และส่งเสริมภาคเอกชน
  • การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI): เวียดนามประสบความสำเร็จอย่างมากในการดึงดูด FDI โดยเฉพาะจากบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เนื่องจากมีแรงงานจำนวนมาก ค่าแรงที่แข่งขันได้ และนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: รัฐบาลเวียดนามเร่งลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ท่าเรือ และสนามบิน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน
  • การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ: เวียดนามเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น CPTPP และ RCEP เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน

ข้อสรุป: บทเรียนสำหรับประเทศไทย

เมื่อพิจารณาจากกรณีศึกษาของทั้งสามประเทศ เราสามารถถอดรหัสบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ดังนี้:

  1. วิสัยทัศน์และผู้นำที่กล้าหาญ: ทุกประเทศที่ประสบความสำเร็จล้วนมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล กล้าตัดสินใจ และมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
  2. ธรรมาภิบาลและระบบที่โปร่งใส: การปราบปรามการทุจริตและการสร้างระบบที่ยุติธรรมเป็นรากฐานสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  3. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์: การศึกษาที่มีคุณภาพและการพัฒนาทักษะของประชากร เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  4. นโยบายเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้าง: การปรับตัวให้เข้ากับพลวัตเศรษฐกิจโลก การส่งเสริมการส่งออก และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
  5. การวางแผนระยะยาวและการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง: ความสำเร็จไม่ได้มาจากการวางแผนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการนำแผนไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและมีการประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ

ประเทศไทยมีศักยภาพและทรัพยากรมากมาย แต่สิ่งที่เราต้องการคือการนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของเราอย่างชาญฉลาด และสร้างความมุ่งมั่นร่วมกันจากทุกภาคส่วนเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

รากฐานที่มั่นคง: เสาหลักแห่งการพัฒนาสำหรับประเทศไทย

การเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการนำบทเรียนเหล่านั้นมาปรับใช้และสร้าง รากฐานที่แข็งแกร่ง ของตนเอง ประเทศไทยมีศักยภาพและทรัพยากรมากมาย แต่การจะก้าวไปสู่เป้าหมายที่จะเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” ได้นั้น เราจำเป็นต้องสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญเหล่านี้อย่างเป็นระบบ

1. ธรรมาภิบาลและการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง

หัวใจสำคัญของการสร้างชาติที่มั่นคงและน่าเชื่อถือคือ ธรรมาภิบาล (Good Governance) ธรรมาภิบาลคือการบริหารจัดการที่ดีที่ยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ยุติธรรม มีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบ ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน

  • สร้างระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้: ทุกกระบวนการของภาครัฐ ทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติโครงการ และการใช้จ่ายงบประมาณ ต้องสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ ควรมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดช่องว่างสำหรับการทุจริต
  • บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเป็นธรรม: การปราบปรามการทุจริตต้องดำเนินการอย่างจริงจังและไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีตำแหน่งหรืออิทธิพลเพียงใด ระบบยุติธรรมต้องสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เพื่อสร้างความเกรงกลัวและลดแรงจูงใจในการทุจริต
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมสุจริต: ปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตตั้งแต่ระดับสถาบันครอบครัว โรงเรียน ไปจนถึงองค์กรภาครัฐและเอกชน

2. การศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพเพื่ออนาคต

การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการศึกษาคือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด การศึกษาที่มีคุณภาพจะสร้างประชากรที่มีความรู้ ทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศ

  • ปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัย: ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยเน้นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: สร้างโอกาสให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน รวมถึงการสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กและบุคลากรครู
  • พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา: ยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของครูให้มีความรู้ความสามารถ ทันสมัย และมีแรงบันดาลใจในการสอน รวมถึงสร้างระบบการประเมินและพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต: สร้างสังคมที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

3. ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและแข่งขันได้

เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยต้องมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง

  • ส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs): SMEs คือรากฐานของเศรษฐกิจ ต้องได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน เทคโนโลยี การเข้าถึงตลาด และองค์ความรู้ เพื่อให้สามารถเติบโตและสร้างงานได้มากขึ้น
  • ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี: สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน: ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความชัดเจนและโปร่งใส ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และให้สิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและทันสมัย ทั้งด้านคมนาคม พลังงาน และดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

4. การพัฒนาระบบราชการเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบราชการคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและการให้บริการประชาชน การปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวจะช่วยลดภาระและสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ

  • ปรับลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่ซับซ้อน: ทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ล้าสมัย หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของประชาชนและภาคธุรกิจ
  • นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในภาครัฐ (e-Government): พัฒนาระบบการให้บริการสาธารณะผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
  • เพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรภาครัฐ: พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของข้าราชการให้ทันสมัย มีความเชี่ยวชาญในสายงาน และมี Service Mind ในการให้บริการประชาชน
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นผลลัพธ์: ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการทำงานจาก “เน้นกระบวนการ” เป็น “เน้นผลลัพธ์” ที่เป็นรูปธรรม และมีการประเมินประสิทธิภาพการทำงานอย่างสม่ำเสมอ

5. การมีส่วนร่วมของประชาชนและสังคม

ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการมีส่วนร่วมของประชาชน การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา จะช่วยให้ประเทศเติบโตอย่างรอบด้านและยั่งยืน

  • ส่งเสริมการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ: สร้างช่องทางที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลต่อการดำเนินงานของภาครัฐ
  • เปิดโอกาสให้ภาคสังคมมีบทบาท: สนับสนุนบทบาทขององค์กรภาคสังคมในการเป็นผู้เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
  • สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้อย่างชาญฉลาดและรับผิดชอบ

การสร้างรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่น การทำงานร่วมกัน และความอดทนจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำ ผู้บริหาร และประชาชนทุกคน แต่ด้วยความร่วมมือและเป้าหมายที่ชัดเจน ประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านความท้าทายและสร้างอนาคตที่มั่นคงและมั่งคั่งได้อย่างแน่นอน

การนำไปปฏิบัติ: แผนงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อการขับเคลื่อน

หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบสำคัญที่ประเทศไทยต้องมีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการแปลงแนวคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นแผนงานที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การพัฒนาประเทศไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเดินทางที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่น การทำงานร่วมกัน และการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

แผนงานระยะสั้น (1-3 ปี): สร้างความเชื่อมั่นและวางรากฐาน

ในช่วงเริ่มต้นนี้ เป้าหมายหลักคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน โดยการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาในอนาคต

  • ปฏิรูปการบริการภาครัฐแบบเร่งด่วน:
    • ลดขั้นตอนและเอกสารที่ไม่จำเป็น: ทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจของประชาชนและภาคเอกชน
    • พัฒนาระบบ e-Service ที่ใช้งานง่าย: ขยายการให้บริการภาครัฐผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย เช่น การขอใบอนุญาต การชำระภาษี หรือการแจ้งเรื่องร้องเรียน เพื่อลดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ลดโอกาสการทุจริต และเพิ่มความสะดวก
    • เปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส: ใช้เทคโนโลยีในการเผยแพร่ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง งบประมาณ และผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
  • มาตรการปราบปรามการทุจริตที่จับต้องได้:
    • บังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด: ดำเนินคดีกับผู้ทุจริตอย่างจริงจังและไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อส่งสัญญาณว่าการทุจริตจะไม่มีวันได้รับการยอมรับ
    • คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส: สร้างกลไกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต
    • รณรงค์สร้างจิตสำนึก: จัดกิจกรรมรณรงค์และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงพิษภัยของการทุจริต และส่งเสริมค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต

แผนงานระยะกลาง (3-7 ปี): เร่งเครื่องการพัฒนาและยกระดับศักยภาพ

เมื่อรากฐานเริ่มมั่นคง ประเทศไทยต้องเร่งเครื่องการลงทุนในโครงการสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

  • ลงทุนในการศึกษาเพื่ออนาคต:
    • ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา: เน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เช่น STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์) ภาษาต่างประเทศ และทักษะด้านดิจิทัล ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
    • ยกระดับคุณภาพครู: พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของครูอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับระบบการประเมินและค่าตอบแทนให้เหมาะสม
    • ส่งเสริมอาชีวศึกษา: สร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคเอกชน เพื่อผลิตบุคลากรอาชีวะที่มีทักษะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม
  • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี:
    • จัดตั้งกองทุนวิจัยและพัฒนาแห่งชาติ: สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ AI และพลังงานสะอาด
    • ส่งเสริม Startup และ SMEs ด้านเทคโนโลยี: จัดหาแหล่งเงินทุน แหล่งบ่มเพาะ และช่องทางการเข้าถึงตลาดให้แก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดสร้างสรรค์
    • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และพัฒนาระบบคลาวด์คอมพิวติ้งภาครัฐ
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม:
    • พัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่: เชื่อมโยงเมืองหลักและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและส่งเสริมการท่องเที่ยว
    • ปรับปรุงท่าเรือและสนามบิน: ขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับการค้าและการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

แผนงานระยะยาว (7-10 ปี): สร้างสังคมแห่งนวัตกรรมและการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ในระยะยาว ประเทศไทยต้องมุ่งสู่การเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มีความยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน

  • สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต: พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และส่งเสริมให้ประชาชนทุกวัยสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
  • เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): ลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืน
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการสังคม: พัฒนาระบบสาธารณสุขให้ครอบคลุมและเข้าถึงง่าย ปรับปรุงระบบบำนาญและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ และดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคม
  • สร้างสังคมแห่งธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง: ปลูกฝังค่านิยมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมในทุกระดับของสังคม เพื่อให้ธรรมาภิบาลเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

บทบาทของผู้นำและประชาชน: พลังขับเคลื่อนแห่งชาติ

  • ผู้นำ: ตั้งแต่ผู้นำประเทศลงมาถึงผู้นำองค์กรและผู้นำชุมชน ต้องมี วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ความกล้าหาญ ในการตัดสินใจ และ ความมุ่งมั่น ที่จะนำการเปลี่ยนแปลง ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดมั่นธรรมาภิบาล และสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน
  • ประชาชน: การพัฒนาประเทศต้องอาศัย ความตระหนักรู้ การมีส่วนร่วม และ ความรับผิดชอบ ของประชาชนทุกคน ประชาชนต้องเข้าใจถึงบทบาทของตนในการตรวจสอบการทำงานภาครัฐ การให้ข้อเสนอแนะ และการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดี

บทสรุป: ความสำเร็จที่รอคอย: ภาพอนาคตของประเทศไทยในฐานะประเทศที่พัฒนาแล้ว

การเดินทางสู่เป้าหมาย “ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2575” ไม่ใช่เพียงความฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่สามารถเป็นจริงได้ หากเราทุกคนมีความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะลงมือทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งผมได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ได้ก้าวข้ามไปแล้ว รวมถึงได้นำเสนอองค์ประกอบสำคัญที่ต้องมี และแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยเรียนรู้จากบทเรียนอันล้ำค่าของประเทศอย่างสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม

เราได้เน้นย้ำถึงเสาหลักสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ธรรมาภิบาลและการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสและยุติธรรม การศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ เพื่อขับเคลื่อนความมั่งคั่ง การพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ เพื่ออำนวยความสะดวก และ การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่รอบด้าน

แน่นอนว่าเส้นทางข้างหน้าย่อมมีความท้าทายอยู่เสมอ เราอาจจะต้องเผชิญกับการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง อุปสรรคทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ความผันผวนทางการเมือง แต่ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในปัญหา การวางแผนที่รัดกุม และที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน – ทั้งจากผู้นำประเทศ ผู้บริหารทุกระดับ ภาคเอกชน ภาคสังคม และประชาชนทุกคน – เราจะสามารถก้าวผ่านความท้าทายเหล่านั้นไปได้

จินตนาการถึงภาพประเทศไทยในปี พ.ศ. 2575: ประเทศที่มีระบบราชการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันเป็นที่ยอมรับ การศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมเข้าถึงทุกคน เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างโอกาสและความมั่งคั่งให้กับคนทุกกลุ่ม และสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง นี่คือภาพที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยมือของเราเอง

ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่การลงมือทำในวันนี้ สำหรับโพสต์นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายความคิด และเป็นแผนที่นำทางให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” อย่างแท้จริง ผมขอให้เราทุกคนร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์และส่งต่อมรดกอันล้ำค่านี้ให้กับคนรุ่นต่อไป เพื่ออนาคตที่สดใสของประเทศไทยครับ


Cyber Resilience ของ FFIEC กับ สถาบันการเงิน US

กรกฎาคม 16, 2025

ในโลกการเงินยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดนิ่ง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สถาบันการเงินไม่อาจมองข้ามอีกต่อไป ประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านการกำกับดูแล ได้ให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์” (Cyber Resilience) ผ่านการดำเนินการของ FFIEC (Federal Financial Institutions Examination Council) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลหลายภาคส่วน บทบาทของ FFIEC จึงไม่ได้จำกัดแค่การออกแนวทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างกรอบการทำงานร่วมกันที่เป็นระบบ เพื่อให้สถาบันการเงินทุกขนาดสามารถรับมือกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

FFIEC (Federal Financial Institutions Examination Council) จึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลและควบคุม Cyber Resilience ของสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา โดยไม่แยกการดำเนินงานเป็นส่วน ๆ อย่างอิสระ แต่เลือกใช้แนวทาง “การบูรณาการ” ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานสมาชิกภายใต้กรอบเดียวกัน นี่คือจุดเด่นที่ช่วยให้การกำกับดูแลมีเอกภาพ และสามารถปรับตัวตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างทันการณ์

FFIEC คืออะไร?

FFIEC คือสภาที่ประกอบด้วยหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ 5 แห่ง ได้แก่:

  • Board of Governors of the Federal Reserve System (FRB)
  • Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC)
  • National Credit Union Administration (NCUA)
  • Office of the Comptroller of the Currency (OCC)
  • Consumer Financial Protection Bureau (CFPB)
  • State Liaison Committee (SLC) (เป็นตัวแทนของหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ)

บทบาทหลักของ FFIEC คือการกำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกันสำหรับการตรวจสอบและกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อส่งเสริมความปลอดภัย ความมั่นคง และการคุ้มครองข้อมูลลูกค้า

วิธีกำกับและควบคุม Cyber Resilience ของ FFIEC

FFIEC ใช้แนวทางที่ครอบคลุมและเป็นองค์รวมในการส่งเสริม Cyber Resilience ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นองค์ประกอบหลักๆ ได้ดังนี้:

  1. การออกแนวทางและมาตรฐาน (Issuing Guidance and Standards):
    • FFIEC Cybersecurity Assessment Tool (CAT): เป็นเครื่องมือหลักที่ FFIEC พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์และระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของตนเองได้ CAT ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ:
      • Inherent Risk Profile (โปรไฟล์ความเสี่ยงโดยธรรมชาติ): ช่วยให้สถาบันการเงินระบุระดับความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะทางธุรกิจ เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อต่างๆ ก่อนที่จะมีการควบคุมใดๆ โดยประเมินจาก 5 หมวดหมู่:
        • Technologies and Connection Types (ประเภทเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อ)
        • Delivery Channels (ช่องทางการส่งมอบบริการ)
        • Online/Mobile Products and Technology Services (ผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีออนไลน์/มือถือ)
        • Organizational Characteristics (ลักษณะองค์กร)
        • External Threats (ภัยคุกคามภายนอก)
      • Cybersecurity Maturity (ระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์): ประเมินความสามารถของสถาบันในการจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ โดยมี 5 ระดับ (Baseline, Evolving, Intermediate, Advanced, Innovative) ครอบคลุมหลายโดเมน เช่น:
        • Cybersecurity Governance (ธรรมาภิบาลความปลอดภัยทางไซเบอร์)
        • Risk Management and Oversight (การบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแล)
        • Threat Intelligence and Collaboration (ข่าวกรองภัยคุกคามและการทำงานร่วมกัน)
        • Cybersecurity Controls (การควบคุมความปลอดภัยทางไซเบอร์)
        • External Dependency Management (การจัดการการพึ่งพาภายนอก)
        • Cyber Incident Management and Resilience (การจัดการเหตุการณ์ไซเบอร์และความยืดหยุ่น)
    • FFIEC IT Examination Handbook: เป็นชุดเอกสารคู่มือที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ตรวจสอบเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการตรวจสอบสถาบันการเงิน
    • Advisories and Joint Statements: FFIEC และหน่วยงานสมาชิกมักออกประกาศและแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อแจ้งเตือนเกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่เกิดขึ้นใหม่ และให้คำแนะนำในการจัดการความเสี่ยง
  2. การตรวจสอบและกำกับดูแล (Examination and Supervision):
    • การประเมินความเสี่ยงและระดับความพร้อม: ผู้ตรวจสอบของหน่วยงานสมาชิก FFIEC จะใช้ CAT และแนวทางอื่นๆ ในการประเมินโปรไฟล์ความเสี่ยงโดยธรรมชาติและระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของสถาบันการเงิน
    • การกำหนดแนวทางแก้ไข: หากพบช่องโหว่หรือจุดอ่อน ผู้ตรวจสอบจะทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อกำหนดแผนการแก้ไขและปรับปรุง
    • การติดตามและประเมินผล: หน่วยงานกำกับดูแลจะติดตามความคืบหน้าของสถาบันในการแก้ไขปัญหาที่ระบุ และอาจมีการตรวจสอบติดตามผลเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามข้อแนะนำ
  3. การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการทำงานร่วมกัน (Promoting Information Sharing and Collaboration):
    • FS-ISAC (Financial Services Information Sharing and Analysis Center): FFIEC สนับสนุนให้สถาบันการเงินเข้าร่วมและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคาม เช่น FS-ISAC เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับภัยคุกคามและแนวทางการป้องกัน
    • Public-Private Partnerships: FFIEC และหน่วยงานสมาชิกทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาแนวทางและเครื่องมือในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้น
  4. การเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการและผู้บริหาร (Emphasis on Board and Management Oversight):
    • FFIEC เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีธรรมาภิบาลความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง โดยคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านไซเบอร์ กำหนดกลยุทธ์ และจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอ
  5. การพัฒนาบุคลากรและความตระหนัก (Workforce Development and Awareness):
    • ส่งเสริมให้สถาบันการเงินลงทุนในการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของบุคลากร และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักถึงความเสี่ยงด้านไซเบอร์

“อิสรภาพ” คำว่า “อิสรภาพ” ในบริบทของ FFIEC ไม่ได้หมายถึงการแยกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์ แต่หมายถึง:

  • อิสระในการประเมินและตัดสินใจของสถาบันการเงิน: FFIEC CAT เป็นเครื่องมือที่สถาบันการเงินสามารถนำไปใช้ในการประเมินตนเอง (self-assessment) เพื่อทำความเข้าใจสถานะความปลอดภัยทางไซเบอร์ของตนเอง สถาบันการเงินมีอิสระในการเลือกวิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมกับขนาดและความซับซ้อนขององค์กร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายด้าน Cyber Resilience
  • ความยืดหยุ่นในการประยุกต์ใช้: แม้ว่า FFIEC จะออกแนวทาง แต่สถาบันการเงินมีความยืดหยุ่นในการปรับใช้แนวทางเหล่านั้นให้เข้ากับลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงของตนเอง โดยคำนึงถึงหลักการของ “สัดส่วนความเหมาะสม” (proportionality) คือ ยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่าไหร่ การควบคุมก็ควรจะเข้มงวดมากขึ้นเท่านั้น
  • บทบาทอิสระของผู้ตรวจสอบภายใน/ภายนอก: FFIEC เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและทดสอบที่เป็นอิสระ (independent testing) เช่น การเจาะระบบ (penetration testing) และการตรวจสอบช่องโหว่ (vulnerability scanning) รวมถึงการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายในหรือภายนอกที่เป็นอิสระ เพื่อให้มั่นใจว่าการควบคุมความปลอดภัยทางไซเบอร์มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามนโยบายและมาตรฐานที่กำหนดไว้

โดยสรุปแล้ว FFIEC ไม่ได้ “แบ่ง” การควบคุม Cyber Resilience ออกเป็นส่วนที่แยกเป็นอิสระ แต่เป็นการสร้างกรอบการทำงานที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกัน ซึ่งสนับสนุนให้สถาบันการเงินมี “อิสระ” ในการบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเองภายใต้แนวทางที่ชัดเจนและมีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานสมาชิก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า FFIEC Cybersecurity Assessment Tool (CAT) ถูกนำไปใช้ปฏิบัติอย่างไร ผมขอยกตัวอย่างสถานการณ์ของ ธนาคารชุมชนขนาดเล็กแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อว่า “เฟิร์สต์ คอมมูนิตี้ แบงก์” (First Community Bank) ให้ศึกษากันครับ

กรณีศึกษา: เฟิร์สต์ คอมมูนิตี้ แบงก์ กับ FFIEC CAT

ข้อมูลเบื้องต้นของธนาคาร:

  • ขนาด: ธนาคารชุมชนขนาดเล็ก มีสาขาไม่มากนัก
  • บริการ: เน้นบริการธนาคารพื้นฐาน เช่น บัญชีเงินฝาก, สินเชื่อขนาดเล็ก, ตู้ ATM, และมีบริการธนาคารออนไลน์ขั้นพื้นฐาน (เช่น การตรวจสอบยอดคงเหลือ, การโอนเงินภายใน)
  • เทคโนโลยี: ใช้ระบบ Core Banking จากผู้ให้บริการภายนอก, มีเว็บไซต์ธนาคาร, และมีแอปพลิเคชันมือถือแบบพื้นฐาน
  • บุคลากร: มีทีม IT ขนาดเล็ก ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์โดยเฉพาะ

ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ FFIEC CAT

1. การประเมินโปรไฟล์ความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Inherent Risk Profile)

เฟิร์สต์ คอมมูนิตี้ แบงก์ จะเริ่มจากการประเมินว่าธุรกิจและเทคโนโลยีของพวกเขามีความเสี่ยงด้านไซเบอร์โดยธรรมชาติในระดับใด ก่อนที่จะพิจารณามาตรการควบคุมใดๆ

  • Technologies and Connection Types (ประเภทเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อ):
    • มีเครือข่ายภายในองค์กร, มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้าและพนักงาน
    • มีการใช้ Wi-Fi ในสำนักงาน
    • มีการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Core Banking และผู้ให้บริการแอปพลิเคชันมือถือผ่าน VPN
    • ผลการประเมิน: Minimal Inherent Risk (ความเสี่ยงน้อย) เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีซับซ้อนมากนัก และการเชื่อมต่อส่วนใหญ่ผ่านช่องทางที่มีการรักษาความปลอดภัยเบื้องต้น
  • Delivery Channels (ช่องทางการส่งมอบบริการ):
    • ตู้ ATM (มีจำนวนน้อย)
    • เว็บไซต์ธนาคาร (มีฟังก์ชันจำกัด)
    • แอปพลิเคชันมือถือ (มีฟังก์ชันจำกัด)
    • ผลการประเมิน: Minimal Inherent Risk (ความเสี่ยงน้อย) เพราะช่องทางที่ให้บริการมีจำกัดและไม่ได้ซับซ้อนมาก
  • Online/Mobile Products and Technology Services (ผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีออนไลน์/มือถือ):
    • บริการดูยอดเงิน, โอนเงินระหว่างบัญชีตัวเอง, ชำระบิล (ขั้นพื้นฐาน)
    • ไม่มีบริการที่ซับซ้อน เช่น การโอนเงินระหว่างประเทศจำนวนมาก หรือการซื้อขายหุ้นออนไลน์
    • ผลการประเมิน: Minimal Inherent Risk (ความเสี่ยงน้อย) เพราะผลิตภัณฑ์และบริการออนไลน์ไม่หลากหลายและไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมมูลค่าสูงที่ซับซ้อน
  • Organizational Characteristics (ลักษณะองค์กร):
    • จำนวนพนักงานน้อย, พนักงานไอทีมีจำกัด
    • ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยโดยตรง
    • ผลการประเมิน: Moderate Inherent Risk (ความเสี่ยงปานกลาง) เนื่องจากทรัพยากรบุคคลและความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยมีจำกัด ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ได้
  • External Threats (ภัยคุกคามภายนอก):
    • โดยทั่วไป ธนาคารทุกแห่งเผชิญกับภัยคุกคาม เช่น ฟิชชิ่ง, มัลแวร์, DDoS
    • ยังไม่เคยตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีขนาดใหญ่
    • ผลการประเมิน: Moderate Inherent Risk (ความเสี่ยงปานกลาง) เพราะภัยคุกคามไซเบอร์มีอยู่จริงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ธนาคารจะขนาดเล็กก็ยังเป็นเป้าหมายได้

สรุปโปรไฟล์ความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Inherent Risk Profile): Minimal to Moderate Inherent Risk (โดยรวมอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง)

2. การประเมินระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Maturity)

หลังจากทราบโปรไฟล์ความเสี่ยงแล้ว เฟิร์สต์ คอมมูนิตี้ แบงก์ จะประเมินว่ามาตรการควบคุมที่มีอยู่มีความพร้อมในระดับใดในแต่ละโดเมน โดยมี 5 ระดับ (Baseline, Evolving, Intermediate, Advanced, Innovative)

  • Domain 1: Cyber Risk Management and Oversight (ธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลความเสี่ยงไซเบอร์)
    • การปฏิบัติที่มีอยู่: มีนโยบายความปลอดภัยข้อมูลเบื้องต้น, มีการทบทวนโดยผู้บริหารปีละครั้ง, มีการจัดสรรงบประมาณ IT แต่ไม่มีงบเฉพาะด้านไซเบอร์
    • ระดับความพร้อม: Baseline (ขั้นพื้นฐาน) – มีนโยบายและการกำกับดูแลขั้นต้น แต่ยังขาดการบูรณาการและความชัดเจน
  • Domain 2: Threat Intelligence and Collaboration (ข่าวกรองภัยคุกคามและการทำงานร่วมกัน)
    • การปฏิบัติที่มีอยู่: พนักงาน IT ติดตามข่าวสารด้านความปลอดภัยจากแหล่งสาธารณะทั่วไป, ไม่ได้เข้าร่วม FS-ISAC หรือเครือข่ายแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคามเฉพาะอุตสาหกรรม
    • ระดับความพร้อม: Baseline (ขั้นพื้นฐาน) – มีการรับรู้ภัยคุกคามเบื้องต้น แต่ขาดแหล่งข้อมูลเชิงลึกและการทำงานร่วมกับภายนอก
  • Domain 3: Cybersecurity Controls (การควบคุมความปลอดภัยไซเบอร์)
    • การปฏิบัติที่มีอยู่: มี Firewall, Antivirus, มีการสำรองข้อมูล, มีการอัปเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ตามปกติ, มีการควบคุมการเข้าถึงระบบแบบพื้นฐาน
    • ระดับความพร้อม: Evolving (กำลังพัฒนา) – มีการควบคุมพื้นฐานที่ดี แต่ยังขาดการควบคุมที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การจัดการช่องโหว่เชิงรุก หรือการตรวจจับการบุกรุกขั้นสูง
  • Domain 4: External Dependency Management (การจัดการการพึ่งพาภายนอก)
    • การปฏิบัติที่มีอยู่: มีสัญญาบริการกับผู้ให้บริการ Core Banking และแอปพลิเคชันมือถือ, มีการทบทวนสัญญาเป็นประจำ, แต่ยังไม่มีการประเมินความปลอดภัยของผู้ให้บริการอย่างละเอียด
    • ระดับความพร้อม: Baseline (ขั้นพื้นฐาน) – มีการจัดการสัญญา แต่ยังขาดการตรวจสอบความปลอดภัยของบุคคลที่สามอย่างเข้มงวด
  • Domain 5: Cyber Incident Management and Resilience (การจัดการเหตุการณ์ไซเบอร์และความยืดหยุ่น)
    • การปฏิบัติที่มีอยู่: มีแผนการกู้คืนระบบจากภัยพิบัติ (DRP) ทั่วไป, มีทีม IT ที่รับผิดชอบในการตอบสนองเหตุการณ์ แต่ยังไม่มีแผนรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์โดยเฉพาะที่ทดสอบอย่างสม่ำเสมอ
    • ระดับความพร้อม: Evolving (กำลังพัฒนา) – มีแผนรองรับภัยพิบัติ แต่ยังไม่เฉพาะเจาะจงและทดสอบเรื่องภัยไซเบอร์อย่างเพียงพอ

ผลลัพธ์และการนำไปปฏิบัติ

เมื่อเปรียบเทียบ Inherent Risk Profile (Minimal to Moderate) กับ Cybersecurity Maturity (ส่วนใหญ่อยู่ที่ Baseline และ Evolving) เฟิร์สต์ คอมมูนิตี้ แบงก์ พบว่า:

  • ช่องว่าง (Gaps): ระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยยังไม่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะในด้านการกำกับดูแล, ข่าวกรองภัยคุกคาม, และการจัดการความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก ธนาคารมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้นได้
  • ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุง:
    1. ยกระดับธรรมาภิบาล:
      • จัดตั้งคณะทำงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์เฉพาะกิจ
      • กำหนดนโยบายความปลอดภัยไซเบอร์ที่ชัดเจนและครอบคลุม
      • จัดให้มีการฝึกอบรมด้านความตระหนักรู้ด้านไซเบอร์สำหรับพนักงานทุกคนอย่างสม่ำเสมอ
    2. เสริมสร้างข่าวกรองภัยคุกคาม:
      • พิจารณาเข้าร่วม FS-ISAC หรือแหล่งข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือ
      • ลงทุนในเครื่องมือหรือบริการที่ช่วยในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคาม
    3. ปรับปรุงการควบคุม:
      • พิจารณาการนำระบบ SIEM (Security Information and Event Management) มาใช้เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ Log การใช้งาน
      • ดำเนินการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) และการทดสอบการเจาะระบบ (Penetration Testing) โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอกอย่างน้อยปีละครั้ง
    4. ยกระดับการจัดการบุคคลภายนอก:
      • สร้างกระบวนการประเมินความปลอดภัยไซเบอร์ของผู้ให้บริการภายนอก (Third-Party Risk Assessment) ที่เข้มงวดขึ้น
      • กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในสัญญาอย่างชัดเจน
    5. พัฒนาการจัดการเหตุการณ์:
      • พัฒนากระบวนการตอบสนองเหตุการณ์ไซเบอร์ (Cyber Incident Response Plan) โดยเฉพาะ
      • จัดการฝึกซ้อมแผน (Tabletop Exercise) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแผนและบทบาทของทีมงานอย่างน้อยปีละครั้ง

บทบาทของ “อิสรภาพ” ในการปฏิบัติ:

  • ความยืดหยุ่นในการนำไปใช้: FFIEC CAT ไม่ได้บังคับให้ธนาคารต้องมี “ระดับ Innovative” ในทุกโดเมน ธนาคารสามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะยกระดับความพร้อมไปถึงระดับใด โดยพิจารณาจากขนาด, ความซับซ้อน, และโปรไฟล์ความเสี่ยงของตนเอง
  • การประเมินตนเอง: ธนาคารมีอิสระในการใช้ CAT เป็นเครื่องมือในการประเมินตนเอง และใช้ผลลัพธ์เพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงภายในโดยไม่ต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลเสมอไป
  • การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: CAT เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินซ้ำได้ ทำให้ธนาคารสามารถติดตามความคืบหน้าของตนเองในการปรับปรุง Cyber Resilience ได้อย่างอิสระและต่อเนื่อง

ด้วยตัวอย่างนี้ ผมหวังว่าจะช่วยให้เข้าใจถึงวิธีการนำ FFIEC CAT ไปใช้ในการปฏิบัติเพื่อประเมินและปรับปรุง Cyber Resilience ของสถาบันการเงินได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ

สำหรับการกำกับและควบคุม Cyber Resilience ของธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา FFIEC (Federal Financial Institutions Examination Council) และหน่วยงานกำกับดูแลสมาชิก (เช่น FRB, FDIC, OCC) จะมีแนวทางที่เข้มงวดและซับซ้อนกว่าธนาคารขนาดเล็กมาก เนื่องจากความซับซ้อนของโครงสร้างองค์กร เทคโนโลยี และปริมาณข้อมูลที่ธนาคารขนาดใหญ่จัดการ รวมถึงบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

แม้ว่า FFIEC Cybersecurity Assessment Tool (CAT) จะเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ธนาคารทุกขนาดสามารถใช้ได้ แต่ธนาคารขนาดใหญ่จะก้าวข้ามไปใช้กรอบการทำงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น NIST Cybersecurity Framework (CSF) 2.0 ซึ่ง FFIEC ก็สนับสนุนให้ธนาคารหันมาใช้มากขึ้น และยังรวมไปถึงมาตรฐานอื่นๆ เช่น ISO/IEC 27001 หรือ Center for Internet Security (CIS) Controls

ตัวอย่าง: การกำกับ / ควบคุม Cyber Resilience ของธนาคารขนาดใหญ่ (กรณีสมมติ: “โกลบอล แบงก์ คอร์ป” – Global Bank Corp)

ข้อมูลเบื้องต้นของธนาคาร:

  • ขนาด: ธนาคารขนาดใหญ่ระดับโลก ให้บริการเต็มรูปแบบ (ค้าปลีก, พาณิชย์, วาณิชธนกิจ, การลงทุน, การบริหารความมั่งคั่ง)
  • โครงสร้าง: มีการดำเนินงานในหลายประเทศ, มีบริษัทย่อยจำนวนมาก, มีระบบเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและหลากหลาย (Legacy systems, Cloud-native, FinTech integrations)
  • บุคลากร: มีทีมงานด้าน IT และ Cybersecurity ขนาดใหญ่ พร้อมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวนมาก

1. การประเมินความเสี่ยงและกำหนดโปรไฟล์ความเสี่ยง (Inherent Risk Profile & Continuous Risk Assessment)

ธนาคารขนาดใหญ่จะไม่ได้ใช้ FFIEC CAT ในการประเมิน Inherent Risk Profile เพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ กรอบการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม (Enterprise Risk Management – ERM) ที่บูรณาการความเสี่ยงด้านไซเบอร์เข้าไปในทุกมิติของธุรกิจ

  • การระบุความเสี่ยงเชิงลึก:
    • การวิเคราะห์สินทรัพย์วิกฤต (Critical Asset Identification): ระบุและจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล ลูกค้า ระบบ และบริการที่สำคัญที่สุด (เช่น ระบบชำระเงิน, ข้อมูลส่วนบุคคลลูกค้า, ระบบซื้อขายหลักทรัพย์)
    • การวิเคราะห์ภัยคุกคาม (Threat Intelligence & Analysis):
      • มีทีม Threat Intelligence โดยเฉพาะที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ (FS-ISAC, หน่วยงานรัฐ, บริษัทรักษาความปลอดภัยชั้นนำ, Dark Web) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มภัยคุกคาม การโจมตีแบบ Zero-day และกลุ่มผู้บุกรุก (APT groups) ที่อาจเป็นเป้าหมาย
      • ใช้ AI/ML เพื่อตรวจจับรูปแบบภัยคุกคามและพฤติกรรมที่ผิดปกติ
    • การประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Management): ดำเนินการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) อย่างต่อเนื่องและการทดสอบการเจาะระบบ (Penetration Testing) ที่ซับซ้อน ทั้งภายในและภายนอก (Red Teaming, Purple Teaming) ครอบคลุมทุกระบบ รวมถึง Cloud และ Mobile Applications
    • การประเมินความเสี่ยงบุคคลที่สาม (Third-Party Risk Management – TPRM):
      • มีกระบวนการประเมินความเสี่ยงไซเบอร์ของผู้ให้บริการภายนอก (Vendors) และพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้มงวดมาก ตั้งแต่การคัดเลือกผู้ให้บริการไปจนถึงการตรวจสอบและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
      • กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในสัญญา (SLA) ที่เข้มงวด
  • การจัดหมวดหมู่ความเสี่ยง: มีการจำแนกความเสี่ยงออกเป็นระดับละเอียด (เช่น High, Medium, Low) และอาจใช้ การประเมินความเสี่ยงเชิงปริมาณ (Quantitative Risk Assessment) โดยประเมินเป็นมูลค่าทางการเงินที่อาจเสียหาย (เช่น Loss Event Frequency x Loss Magnitude) เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการสามารถเข้าใจผลกระทบทางธุรกิจได้ชัดเจน

โปรไฟล์ความเสี่ยงโดยธรรมชาติของ Global Bank Corp: โดยทั่วไปจะอยู่ในระดับ “Significant” ถึง “Most” Inherent Risk เนื่องจากมีบริการที่หลากหลาย, เทคโนโลยีซับซ้อน, มีการเชื่อมต่อจำนวนมาก และเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีไซเบอร์

2. การยกระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Maturity – NIST CSF 2.0 / ISO 27001)

ธนาคารขนาดใหญ่จะตั้งเป้าที่ระดับความพร้อมที่สูงกว่า Baseline มาก โดยอาจเทียบเคียงกับระดับ “Advanced” หรือ “Innovative” ตามแนวคิดของ FFIEC CAT แต่จะใช้กรอบการทำงานที่ละเอียดกว่า เช่น NIST CSF 2.0 ซึ่งมี 6 ฟังก์ชันหลัก: Govern, Identify, Protect, Detect, Respond, Recover

  • Govern (ธรรมาภิบาล):
    • คณะกรรมการและผู้บริหาร: คณะกรรมการธนาคารมีคณะอนุกรรมการด้านความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและไซเบอร์โดยเฉพาะ มีการประชุมและรายงานผลเป็นประจำ
    • นโยบายและกลยุทธ์: มีนโยบายความปลอดภัยไซเบอร์ระดับองค์กรที่ครอบคลุมทุกบริษัทย่อยและทุกภูมิภาค รวมถึงกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ
    • งบประมาณและทรัพยากร: จัดสรรงบประมาณมหาศาลและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (เช่น CISO, Chief Privacy Officer, Incident Response Team, Red Team, Security Architects)
  • Identify (ระบุ):
    • การบริหารสินทรัพย์: มีระบบ Asset Management ที่ละเอียดอ่อนเพื่อระบุและจัดประเภทสินทรัพย์ทั้งหมด (ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, ข้อมูล, Cloud instances) พร้อมกำหนดเจ้าของสินทรัพย์
    • การบริหารความเสี่ยง: ใช้แพลตฟอร์ม GRC (Governance, Risk, and Compliance) ขนาดใหญ่เพื่อรวมการประเมินความเสี่ยง, การควบคุม, การตรวจสอบ และการรายงานผล
    • การบริหารความรู้: มีฐานข้อมูลความรู้เกี่ยวกับช่องโหว่, ภัยคุกคาม, และมาตรการป้องกันที่ทันสมัย
  • Protect (ป้องกัน):
    • การควบคุมการเข้าถึง (Access Control): ใช้ Zero Trust Architecture, Multi-Factor Authentication (MFA) สำหรับการเข้าถึงทุกระดับ, มีระบบ Identity and Access Management (IAM) และ Privileged Access Management (PAM) ที่ซับซ้อน
    • การป้องกันข้อมูล (Data Protection): ใช้ Data Loss Prevention (DLP) solution, การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ทั้ง In-transit และ At-rest สำหรับข้อมูลสำคัญทุกประเภท
    • ความปลอดภัยเครือข่าย: Next-Gen Firewalls, Intrusion Prevention Systems (IPS), Segmentation เครือข่ายอย่างละเอียด, Micro-segmentation สำหรับ Workloads ที่สำคัญ
    • ความปลอดภัยแอปพลิเคชัน: Secure Software Development Life Cycle (SSDLC), Static/Dynamic Application Security Testing (SAST/DAST)
  • Detect (ตรวจจับ):
    • SIEM/SOAR: มีระบบ Security Information and Event Management (SIEM) และ Security Orchestration, Automation, and Response (SOAR) ที่รวบรวม Log จากทุกระบบทั่วโลก พร้อมทีม SOC (Security Operations Center) ที่ทำงาน 24/7
    • Endpoint Detection and Response (EDR)/Extended Detection and Response (XDR): ติดตั้งบน Endpoint ทุกตัวเพื่อตรวจจับกิจกรรมที่ผิดปกติ
    • Threat Hunting: มีทีมงาน Threat Hunter ที่ค้นหาภัยคุกคามเชิงรุกภายในเครือข่าย
  • Respond (ตอบสนอง):
    • แผนรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์ (Incident Response Plan – IRP): มี IRP ที่ละเอียดอ่อน ครอบคลุมสถานการณ์หลากหลาย (Ransomware, Data Breach, DDoS) พร้อมการกำหนดบทบาทหน้าที่และกระบวนการที่ชัดเจน
    • การฝึกซ้อม: จัดการฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์ (Tabletop Exercises, Simulation Exercises) อย่างสม่ำเสมอ ทั้งภายในและร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและอุตสาหกรรม
    • Forensics: มีความสามารถในการสืบสวนทางดิจิทัล (Digital Forensics) ภายในองค์กร หรือใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่พร้อมตลอดเวลา
  • Recover (กู้คืน):
    • Business Continuity Planning (BCP) & Disaster Recovery Planning (DRP): มี BCP/DRP ที่ซับซ้อน เพื่อให้มั่นใจว่าบริการสำคัญสามารถกู้คืนและดำเนินงานต่อได้ในเวลาที่กำหนด (RTO/RPO) แม้เกิดการโจมตีไซเบอร์รุนแรง
    • Immutable Backups: มีการสำรองข้อมูลสำคัญแบบ Immutable เพื่อป้องกันการแก้ไขหรือลบโดยผู้โจมตี
    • การทดสอบการกู้คืน: ทดสอบแผน BCP/DRP และการกู้คืนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอในสภาพแวดล้อมจำลอง

3. บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล (FFIEC Member Agencies)

สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ หน่วยงานกำกับดูแลจะไม่เพียงแค่ใช้ FFIEC CAT เพื่อประเมินเท่านั้น แต่จะทำการตรวจสอบเชิงลึกและเข้มงวดมากขึ้น:

  • การตรวจสอบเฉพาะทาง: ส่งผู้ตรวจสอบที่มีความเชี่ยวชาญด้านไซเบอร์โดยเฉพาะเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงการทบทวนเอกสาร, การสัมภาษณ์บุคลากร, การทดสอบระบบ และการทบทวนผลการทดสอบการเจาะระบบ
  • การติดตามอย่างใกล้ชิด: มีการติดตามสถานะความเสี่ยงและมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่องผ่านการรายงานผลและข้อมูลที่ธนาคารส่งให้
  • การออกคำสั่งกำกับ (Supervisory Orders): หากพบช่องโหว่หรือความบกพร่องที่สำคัญ อาจมีการออกคำสั่งกำกับให้ธนาคารแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจรวมถึงการปรับโครงสร้าง, การลงทุนในเทคโนโลยี, หรือการเปลี่ยนแปลงบุคลากร
  • การสนับสนุนการทำงานร่วมกัน: ส่งเสริมและอาจบังคับให้ธนาคารขนาดใหญ่เข้าร่วมแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคาม เช่น FS-ISAC และการฝึกซ้อมร่วมกับภาครัฐ (เช่น “Cyber Storm” Exercise)

“อิสรภาพ” ในบริบทของธนาคารขนาดใหญ่

ในขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังมี “อิสรภาพ” ในด้านต่างๆ:

  • อิสระในการเลือก Framework/Solution: ธนาคารมีอิสระในการเลือกกรอบการทำงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (เช่น NIST CSF, ISO 27001) และโซลูชันเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดกับโครงสร้างและกลยุทธ์ของตนเอง ตราบใดที่ยังคงบรรลุเป้าหมายด้าน Cyber Resilience ตามที่หน่วยงานกำกับดูแลคาดหวัง
  • นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่: ธนาคารมีอิสระในการทดลองและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ (เช่น AI/ML, Quantum Computing) มาใช้ในการป้องกันภัยคุกคาม หรือปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยต้องมีการประเมินความเสี่ยงและมีมาตรการควบคุมที่เหมาะสมรองรับ
  • การจัดการความเสี่ยงแบบปรับตัว (Adaptive Risk Management): ด้วยภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ธนาคารขนาดใหญ่มีอิสระในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และมาตรการป้องกันได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกจากทีม Threat Intelligence และการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารจัดการภายใน: หน่วยงานกำกับดูแลจะเน้นที่ผลลัพธ์และความสามารถในการจัดการความเสี่ยงของธนาคารเป็นหลัก ไม่ได้เข้ามาสั่งการในทุกรายละเอียดของวิธีการดำเนินการ ธนาคารมีอิสระในการจัดโครงสร้างทีมงาน, กำหนดกระบวนการภายใน, และจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพตามดุลยพินิจของตนเอง

สรุปได้ว่า สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ การกำกับดูแล Cyber Resilience เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและครอบคลุมทุกมิติ โดยเน้นที่การมีกรอบการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง, การลงทุนในเทคโนโลยีและบุคลากรระดับสูง, และความสามารถในการตอบสนองและกู้คืนจากเหตุการณ์ไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ยังคงมี “อิสรภาพ” ในการนำแนวทางและเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทและความซับซ้อนขององค์กรตนเอง ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด

การบริหารความเสี่ยงที่เชื่อถือได้ด้วย GRC: แนวทางจาก FFIEC สำหรับองค์กรการเงิน

ในบริบทของสถาบันการเงิน การบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Governance, Risk, and Compliance: GRC) ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ภัยคุกคามด้านไซเบอร์มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในบริบทที่จะกล่าวถึงนี้เป็นแนวทางที่ผมชอบและใช้มานานแล้วจนกระทั่งปัจจุบัน เพราะเข้าใจได้ง่ายและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทุกระดับของกระบวนการกำกับและการบริหารในภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างกว้างขวาง

แม้ว่า FFIEC (Federal Financial Institutions Examination Council) จะไม่ได้จัดทำคู่มือ GRC แบบเฉพาะเจาะจง แต่ก็ได้ให้แนวทางการกำกับดูแลที่ครอบคลุมในหลายด้าน ซึ่งสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับโครงสร้าง GRC ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risk) และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

FFIEC เน้นให้สถาบันการเงินมีกรอบการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง และส่งเสริมการใช้ GRC Platform หรือ GRC Solution เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการประเมิน การควบคุม การตรวจสอบ และการรายงาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและความคาดหวังของหน่วยงานกำกับดูแล

ต่อไปนี้คือคำแนะนำทั่วไปที่ FFIEC เน้นย้ำเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง การควบคุม การตรวจสอบ และการรายงาน ซึ่งสถาบันการเงินสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบ GRC ที่เชื่อถือได้:

1. การบริหารความเสี่ยง (Risk Assessment and Management):

  • การประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง: FFIEC คาดหวังให้สถาบันการเงินดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ทำครั้งเดียวแล้วจบไป การประเมินนี้ควรรวมถึง:
    • การระบุสินทรัพย์ (Asset Identification): ระบุและจัดหมวดหมู่สินทรัพย์ข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆ
    • การระบุภัยคุกคาม (Threat Identification): ระบุภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ (เช่น มัลแวร์, ฟิชชิ่ง, DDoS, การโจมตีแบบ Zero-day, ภัยคุกคามจากบุคคลภายใน)
    • การระบุช่องโหว่ (Vulnerability Identification): ระบุจุดอ่อนในระบบ กระบวนการ หรือบุคลากรที่อาจถูกใช้ประโยชน์จากภัยคุกคาม
    • การวิเคราะห์ผลกระทบ (Impact Analysis): ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยง (ทางการเงิน, ชื่อเสียง, การดำเนินงาน, กฎระเบียบ)
    • การวิเคราะห์โอกาส (Likelihood Analysis): ประเมินความเป็นไปได้ที่ภัยคุกคามจะใช้ช่องโหว่เพื่อส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์
  • การจัดทำทะเบียนความเสี่ยง (Risk Register): ต้องมีระบบกลาง (เช่น ใน GRC Platform) เพื่อบันทึก จัดการ และติดตามความเสี่ยงทั้งหมด รวมถึงการกำหนดเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) และสถานะการแก้ไข
  • การใช้กรอบการทำงาน: FFIEC สนับสนุนให้ใช้กรอบการทำงานที่เป็นที่ยอมรับ เช่น NIST Cybersecurity Framework (CSF) ซึ่งช่วยในการจัดหมวดหมู่และจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์อย่างเป็นระบบ (แม้ FFIEC CAT จะถูกยกเลิกในเดือนสิงหาคม 2025 แต่แนวคิดหลักยังคงมีความสำคัญ)
  • การประเมินความเสี่ยงของบุคคลที่สาม (Third-Party Risk Management): เป็นส่วนสำคัญที่ FFIEC เน้นย้ำอย่างมาก ธนาคารต้องมีกระบวนการที่เข้มงวดในการประเมินและบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากผู้ให้บริการภายนอก (vendors) รวมถึงการตรวจสอบสถานะด้านความปลอดภัยของผู้ให้บริการอย่างละเอียดและต่อเนื่อง

2. การควบคุม (Controls Implementation and Management):

  • การนำมาตรการควบคุมมาใช้: สถาบันการเงินต้องนำมาตรการควบคุมที่เหมาะสมมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่ระบุ โดย FFIEC IT Examination Handbook มีรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการควบคุมในด้านต่างๆ เช่น:
    • การควบคุมการเข้าถึง (Access Controls): การยืนยันตัวตน (Authentication), การให้สิทธิ์ (Authorization), การจัดการสิทธิ์พิเศษ (Privileged Access Management – PAM)
    • ความปลอดภัยเครือข่าย (Network Security): Firewall, Intrusion Detection/Prevention Systems (IDS/IPS), การแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Segmentation)
    • การป้องกันข้อมูล (Data Protection): การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption), Data Loss Prevention (DLP)
    • ความปลอดภัยแอปพลิเคชัน (Application Security): Secure Software Development Life Cycle (SSDLC), การทดสอบความปลอดภัยแอปพลิเคชัน
    • การจัดการช่องโหว่ (Vulnerability Management): การสแกนช่องโหว่, การทดสอบการเจาะระบบ (Penetration Testing)
  • การตรวจสอบประสิทธิภาพของการควบคุม (Control Effectiveness Testing): ต้องมีการตรวจสอบและทดสอบมาตรการควบคุมอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการเหล่านั้นมีประสิทธิภาพตามที่คาดหวัง
  • การจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management): ต้องมีกระบวนการจัดการการเปลี่ยนแปลงระบบและแอปพลิเคชันที่รัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้ควบคุม

3. การตรวจสอบ (Auditing):

  • การตรวจสอบภายในที่เป็นอิสระ (Independent Internal Audit): FFIEC คาดหวังให้สถาบันการเงินมีฟังก์ชันการตรวจสอบภายในที่แข็งแกร่งและเป็นอิสระ โดยผู้ตรวจสอบภายในควร:
    • มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้าน IT และ Cybersecurity อย่างลึกซึ้ง
    • ดำเนินการตรวจสอบตามแผนการตรวจสอบที่อิงตามความเสี่ยง (Risk-Based Audit Plan)
    • ประเมินความเพียงพอและประสิทธิภาพของการควบคุมภายในด้าน IT และ Cybersecurity
    • ระบุจุดอ่อน, เสนอข้อเสนอแนะในการปรับปรุง, และติดตามการแก้ไขให้แล้วเสร็จ
  • การตรวจสอบภายนอก (External Audit/Assurance): สถาบันการเงินควรพิจารณาให้มีการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบภายนอกหรือได้รับรายงานการรับรอง (เช่น SOC 1, SOC 2) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ให้บริการเทคโนโลยีภายนอก เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและการควบคุมของบุคคลที่สาม

4. การรายงาน (Reporting):

  • การรายงานต่อคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง: GRC Platform ควรสามารถสร้างรายงานที่เข้าใจง่ายสำหรับคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง โดยเน้นที่:
    • โปรไฟล์ความเสี่ยงโดยรวมขององค์กร (Overall Risk Profile): สถานะความเสี่ยงในปัจจุบันและแนวโน้ม
    • ช่องโหว่และจุดอ่อนที่สำคัญ (Key Vulnerabilities and Gaps): ระบุปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข
    • สถานะการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Status): ประเมินว่าองค์กรปฏิบัติตามกฎระเบียบและแนวทางของ FFIEC ได้ดีเพียงใด
    • ผลการตรวจสอบและการแก้ไข (Audit Findings and Remediation Status): ความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่องที่พบจากการตรวจสอบ
    • ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก (Key Risk Indicators – KRIs) และดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพหลัก (Key Performance Indicators – KPIs) ด้านความปลอดภัยไซเบอร์: เพื่อติดตามสถานะและแนวโน้มของความปลอดภัย
  • การรายงานเหตุการณ์ (Incident Reporting): มีกระบวนการรายงานเหตุการณ์ด้านไซเบอร์ที่ชัดเจนและทันท่วงทีไปยังผู้บริหารและหน่วยงานกำกับดูแลตามที่กำหนด
  • การรายงานสำหรับการตรวจสอบ (Audit-Ready Reporting): GRC Solution ควรช่วยในการรวบรวมหลักฐานและจัดทำรายงานที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้กระบวนการตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

FFIEC และ GRC Tools/Platforms

แม้ FFIEC จะไม่บังคับใช้แพลตฟอร์ม GRC เฉพาะ แต่ก็สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในการจัดการความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด แพลตฟอร์ม GRC ที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้:

  • การรวมศูนย์ข้อมูล: รวบรวมข้อมูลความเสี่ยง, การควบคุม, การตรวจสอบ, และนโยบายไว้ในที่เดียว
  • การทำให้เป็นมาตรฐาน: ช่วยให้กระบวนการประเมินและการจัดการเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  • ระบบอัตโนมัติ (Automation): ช่วยให้การรวบรวมข้อมูล, การประเมิน, การติดตาม, และการสร้างรายงานเป็นไปโดยอัตโนมัติ ลดภาระงานด้วยมือ
  • การวิเคราะห์และการแสดงผล (Analytics and Dashboards): นำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ผ่าน Dashboard และรายงานที่ปรับแต่งได้
  • การเชื่อมโยงกับ Frameworks: สามารถเชื่อมโยงการควบคุมและกิจกรรมต่างๆ เข้ากับกรอบการทำงานเช่น NIST CSF หรือมาตรฐานอื่นๆ เพื่อช่วยในการแสดงหลักฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนด

ข้อควรทราบ: FFIEC CAT จะถูก “ยกเลิก” (sunset) ในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 (2025) โดย FFIEC สนับสนุนให้สถาบันการเงินหันไปใช้กรอบการทำงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น เช่น NIST CSF 2.0 ซึ่งเน้นผลลัพธ์ (outcome-based) มากกว่าการประเมินระดับความพร้อม (maturity-level assessment) การเปลี่ยนผ่านนี้จะยิ่งเน้นความสำคัญของการมีระบบ GRC ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการ เพื่อรองรับการบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงด้วย GRC ที่เชื่อถือได้ตามคำแนะนำของ FFIEC คือการสร้างระบบที่ครอบคลุมและต่อเนื่องในการระบุ ประเมิน ควบคุม ตรวจสอบ และรายงานความเสี่ยงด้านไซเบอร์ โดยอาศัยเทคโนโลยี GRC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

สรุป FFIEC ไม่ได้ให้คู่มือ GRC แบบเฉพาะเจาะจง แต่ให้แนวทางที่สำคัญในด้านการบริหารความเสี่ยง การควบคุม การตรวจสอบ และการรายงาน ที่สามารถนำไปบูรณาการเข้ากับระบบ GRC ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ การนำ GRC Platform มาใช้ควบคู่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยง และทำให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภัยไซเบอร์และข้อกำหนดได้อย่างยั่งยืน


การสร้าง Cyber Resilience แบบบูรณาการและได้มาตรฐาน

กรกฎาคม 2, 2025

ในยุคดิจิทัลที่ภัยคุกคามไซเบอร์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้นทุกวัน การพึ่งพาเพียงระบบป้องกันไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องมีความสามารถในการฟื้นตัว ปรับตัว และดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งแนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “Cyber Resilience” หรือ ความสามารถในการยืนหยัดท่ามกลางภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน โดยโพสต์นี้ผมอยากจะอธิบายแนวทางการสร้าง Cyber Resilience แบบบูรณาการและได้มาตรฐาน ด้วยกรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงเป้าหมาย วัตถุประสงค์ เทคนิค และแนวทางปฏิบัติเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

เข้าใจ Cyber Resilience คืออะไร?

Cyber Resilience คือ ความสามารถขององค์กรในการ “ป้องกัน-ตอบสนอง-ฟื้นตัว-และปรับตัว” ต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยยังสามารถดำเนินภารกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้แตกต่างจากการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบเดิมที่มุ่งเน้นเฉพาะการป้องกัน (Protection) เท่านั้น

Cyber Resilience จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยง บุคลากร กระบวนการ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยจำเป็นต้องมีการบูรณาการจากหลายมิติอย่างสอดประสาน

เป้าหมาย (Goals) ของ Cyber Resilience

เป้าหมายหลักของ Cyber Resilience มี 4 ประการ

  • Adapt (ปรับตัว): ความสามารถพัฒนาในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงระบบ การทำงาน และกระบวนการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อภัยใหม่ ๆ และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ซึ่งการที่ระบบและกระบวนการสามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ จะช่วยลดช่วงโหว่และเพิ่มความอยู่รอดในระยะยาว
  • Recover (ฟื้นตัว): ความสามารถในการกู้คืนระบบ ข้อมูล และการดำเนินงานให้กลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ หลังจากเกิดเหตุการณ์โจมตีหรือขัดข้อง จะช่วยลดเวลาหยุดชะงัก (Downtime) และความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
  • Anticipate (คาดการณ์): ความสามารถในการระบุ ประเมิน และทำความเข้าใจภัยคุกคาม ช่องโหว่ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันและเตรียมการรับมือ ซึ่งอาจจะเปลี่ยนจากการตอบโต้ไปสู่การเป็นฝ่ายรุกในการจัดการความเสี่ยง
  • Withstand (ทนทาน/ต้านทาน): ความสามารถของระบบและกระบวนการในการรับมือและคงประสิทธิภาพการทำงานไว้ได้ แม้จะตกอยู่ภายใต้การโจมตีหรือแรงกดดัน เพื่อป้องกันไม่ให้การโจมตีเล็กน้อยลุกลามกลายเป็นความเสียหายใหญ่

เป้าหมายเหล่านี้เป็นรากฐานที่เชื่อมโยงไปสู่การกำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์และการเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสม

วัตถุประสงค์ (Objectives): สะพานเชื่อมเป้าหมายสู่แนวทางปฏิบัติ

วัตถุประสงค์ของการสร้าง Cyber Resilience ได้แก่:

  • Re-Architect (ออกแบบใหม่): เพื่อเป้าหมาย Adapt โดยการพิจารณาและออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบ หรือกระบวนการใหม่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และความสามารถในการปรับตัว เช่น การย้ายไปใช้สถาปัตยกรรมแบบ Microservices, การออกแบบระบบแบบกระจายศูนย์
  • Transform (เปลี่ยนแปลง): เพื่อเป้าหมาย Adapt โดยการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง ทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และวัฒนธรรม เพื่อให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามและโอกาสใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น เช่น การนำ DevSecOps มาใช้, การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย
  • Prevent or Avoid (ป้องกันหรือหลีกเลี่ยง): เพื่อเป้าหมาย Anticipate, Withstand โดยการดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อลดโอกาสที่เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จะเกิดขึ้น หรือลดผลกระทบหากเกิดขึ้น เช่น การใช้ Firewall, Antivirus, การฝึกอบรมพนักงาน
  • Reconstitute (ประกอบใหม่/ฟื้นฟู): เพื่อเป้าหมาย Recover โดยการฟื้นคืนระบบหรือข้อมูลที่เสียหายให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งในสถานะที่เชื่อถือได้ เช่น การกู้คืนจาก Backup, การสร้างสภาพแวดล้อมใหม่
  • Prepare (เตรียมพร้อม): เพื่อเป้าหมาย Anticipate โดยมีการวางแผน การฝึกซ้อม และการสร้างขีดความสามารถที่จำเป็นล่วงหน้า เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ความปลอดภัย เช่น การจัดทำแผน Incident Response, การซ้อมแผนความปลอดภัยต่าง ๆ
  • Continue (ดำเนินการต่อ): เพื่อเป้าหมาย Withstand โดยการรักษาการดำเนินงานทางธุรกิจที่สำคัญให้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดภัย เช่น การมีระบบสำรอง, การกระจายความเสี่ยง
  • Understand (ทำความเข้าใจ): เพื่อเป้าหมาย Anticipate โดยมีการรวบรวม วิเคราะห์ และตีความข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคาม ช่องโหว่ และความเสี่ยง เช่น การทำ Vulnerability Assessment, Threat Intelligence
  • Constrain (จำกัด/ควบคุม): เพื่อเป้าหมาย Withstand มีการจำกัดขอบเขตความเสียหายและผลกระทบของเหตุการณ์ความปลอดภัยไม่ให้ลุกลาม และควบคุมภัยคุกคามได้ดี เช่น การแบ่ง Segment เครือข่าย, การจำกัดสิทธิ์ผู้ใช้งาน

การบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ต้องอาศัยเทคนิคและเครื่องมือที่เหมาะสม ตามลักษณะและบริบทขององค์กร วัตถุประสงค์เหล่านี้คือขั้นตอนหรือสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นการแปลงเป้าหมายนามธรรมให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้

เทคนิค (Techniques): เครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันองค์กร

เทคนิคที่มีบทบาทสำคัญใน Cyber Resilience มีหลายรูปแบบ เช่น:

  • Realignment (การจัดแนวใหม่) เช่น การจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล, การกระจายความรับผิดชอบ
  • Redundancy (ความซ้ำซ้อน) มีระบบสำรอง ข้อมูลสำรอง เพื่อให้ทำงานต่อเนื่องได้ เช่น การมีศูนย์ข้อมูลแบบ Active-Active หรือ Backup อัตโนมัติ
  • Adaptive Response (การตอบสนองแบบปรับตัว) สามารถปรับเปลี่ยนการรับมือได้ตามสถานการณ์
  • Coordinated Protection (การป้องกันแบบประสานงาน) ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันในการป้องกัน
  • Segmentation (การแบ่งส่วน) การแยกส่วนเครือข่ายหรือระบบเพื่อจำกัดความเสียหาย หรือลดความเสียหายจากจุดเดียว
  • Diversity (ความหลากหลาย) การมี/การใช้ระบบหรือซอฟต์แวร์หลายรูปแบบ หรือผู้ให้บริการที่หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงที่จุดเดียว ไม่ให้เกิด Single Point of Failure
  • Deception (การล่อหลอก) การสร้างกับดักเพื่อหลอกล่อผู้บุกรุก หรือแฮกเกอร์ เช่น Honeypots
  • Non-Persistence (การไม่ถาวร) การทำให้ข้อมูลหรือระบบไม่คงอยู่ถาวร เพื่อลดโอกาสที่แฮกเกอร์จะฝังตัว
  • Dynamic Positioning (การวางตำแหน่งแบบไดนามิก) เป็นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของทรัพยากรเพื่อลดการคาดเดา
  • Privilege Restriction (การจำกัดสิทธิ์) การให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและระบบเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
  • Contextual Awareness (การรับรู้บริบท) การเข้าใจสถานะของระบบ รับรู้ความเสี่ยงโดยอิงจากบริบทของธุรกิจและภัยคุกคามแบบเรียลไทม์
  • Substantiated Integrity (ความสมบูรณ์ที่ได้รับการยืนยัน) ตรวจสอบว่าข้อมูลถูกต้องและไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • Analytic Monitoring (การเฝ้าระวังด้วยการวิเคราะห์) การเฝ้าระวัง ตรวจสอบและวิเคราะห์กิจกรรมในระบบอย่างต่อเนื่องพร้อมแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์

เทคนิคเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเมื่อถูกใช้อย่างสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และแนวทางปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม

แนวทางปฏิบัติ (Approaches): จากทฤษฎีสู่การลงมือทำ

แนวทางปฏิบัติ (Approaches) ที่เฉพาะเจาะจงซึ่งองค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันที เช่น:

Purposing, Offloading, Restriction, Replacement, Specialization, Evolvability: แนวทางในการจัดสรรทรัพยากร, การโอนภาระ, การจำกัด, การเปลี่ยน, การสร้างความเชี่ยวชาญ, การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Dynamic Reconfiguration, Dynamic Resource Allocation, Adaptive Management, Protected Backup and Restore, Surplus Capacity: แนวทางในการปรับโครงสร้าง, การจัดสรรทรัพยากรแบบไดนามิก, การจัดการแบบปรับตัว, การสำรองและกู้คืนข้อมูลที่มีการป้องกัน, การมีทรัพยากรสำรอง

Replication, Self-Challenge, Calibrated Defense-in-Depth, Conscious Analysis, Orchestration: แนวทางในการทำสำเนา, การท้าทายตัวเอง, การป้องกันเชิงลึก, การวิเคราะห์อย่างรอบคอบ, การจัดระเบียบ

Predefined Segmentation, Dynamic Segmentation and Isolation, Obfuscation, Disinformation, Misdirection, Tampering: แนวทางในการแบ่งส่วน, การแยกส่วนแบบไดนามิก, การทำให้เข้าใจผิด, การบิดเบือนข้อมูล, การนำทางผิด, การดัดแปลง

Architectural Diversity, Design Diversity, Synthetic Diversity, Information Diversity, Path Diversity, Supply Chain Diversity: แนวทางในการสร้างความหลากหลายในสถาปัตยกรรม, การออกแบบ, การสังเคราะห์, ข้อมูล, เส้นทาง, และห่วงโซ่อุปทาน

Functional Relocation, Deceptive Response, Functional Relocation of Cyber Resources: แนวทางในการย้ายฟังก์ชัน, การตอบสนองที่หลอกลวง, การย้ายทรัพยากรทางไซเบอร์

Temporal Unpredictability, Fragmentation, Contextual Unpredictability, Obfuscated Functionality, Non-Persistent Information, Non-Persistent Services, Non-Persistent Connectivity: แนวทางในการสร้างความไม่แน่นอนทางเวลา, การแบ่งส่วน, ความไม่แน่นอนตามบริบท, ฟังก์ชันที่ทำให้เข้าใจผิด, ข้อมูลที่ไม่คงอยู่ถาวร, บริการที่ไม่คงอยู่ถาวร, การเชื่อมต่อที่ไม่คงอยู่ถาวร

Trust-Based Privilege Management, Attribute-Based Usage Restriction, Dynamic Privileges: แนวทางในการจัดการสิทธิ์ตามความเชื่อถือ, การจำกัดการใช้งานตามคุณสมบัติ, สิทธิ์แบบไดนามิก

Dynamic Resource Awareness, Dynamic Throughput: แนวทางในการรับรู้ทรัพยากรแบบไดนามิก, ปริมาณงานแบบไดนามิก

Mission Dependency and Status Visualization, Integrity Checks, Provenance Tracking, Behavior Validation: แนวทางในการแสดงผลความสัมพันธ์ระหว่างภารกิจและสถานะ, การตรวจสอบความสมบูรณ์, การติดตามที่มา, การตรวจสอบพฤติกรรม

Monitoring and Damage Assessment, Sensor Fusion and Analysis, Forensic and Behavioral Analysis: แนวทางในการเฝ้าระวังและประเมินความเสียหาย, การหลอมรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์, การวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์และพฤติกรรม

แนวทางปฏิบัติเหล่านี้สามารถผสานเข้ากับเฟรมเวิร์กมาตรฐาน เช่น NIST Cybersecurity Framework หรือ ISO/IEC 27001 เพื่อยกระดับมาตรฐานขององค์กรได้

การบูรณาการและได้มาตรฐานทำได้อย่างไร?

มองเป็นระบบ: ไม่ได้มองแค่การติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส แต่เป็นการวางแผนตั้งแต่ระดับนโยบาย ไปจนถึงการปฏิบัติงาน

ความร่วมมือ: IT, ผู้บริหาร, ฝ่ายปฏิบัติงาน, ทุกคนต้องเข้าใจบทบาทและทำงานร่วมกัน

ใช้กรอบมาตรฐาน: อาจจะอ้างอิงกรอบมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ เช่น NIST Cybersecurity Framework, ISO 27001 หรือมาตรฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย กระบวนการ และการเลือกใช้เทคนิค

ฝึกอบรมและสร้างความตระหนัก: ทุกคนในองค์กรต้องได้รับการฝึกอบรมเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ และตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Cyber Resilience

ทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: ต้องมีการทดสอบแผนรับมือภัยคุกคามเป็นประจำ (เช่น การทำ Simulation, Red Team/Blue Team Exercise) และนำผลลัพธ์มาปรับปรุงแผนและกระบวนการให้ดียิ่งขึ้นเสมอ

การนำไปใช้จริง: จากแนวคิดสู่ระบบงานองค์กร

การสร้าง Cyber Resilience อย่างได้ผล ต้องเริ่มจาก…

เริ่มต้นด้วยการประเมิน: ประเมินจุดอ่อนของระบบที่มีอยู่ว่า องค์กรของคุณมีความสามารถในการรับมือภัยไซเบอร์ได้แค่ไหนในปัจจุบัน? มีจุดแข็ง จุดอ่อนตรงไหนบ้าง?

กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน: จากนั้นกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน อยากให้องค์กร “ทนทาน” แค่ไหนเมื่อเกิดภัย?

วางแผนแบบครบวงจร: เลือกเทคนิคที่สอดคล้องและออกแบบแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับทรัพยากรและความเสี่ยงเฉพาะขององค์กร โดยคิดตั้งแต่ “ป้องกัน” “ตรวจจับ” “ตอบสนอง” และ “ฟื้นตัว”

กระจายความรับผิดชอบ: ไม่ใช่แค่หน่วยงาน IT แต่ทุกคนในองค์กรต้องมีส่วนร่วม

ลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสม: เลือกใช้เครื่องมือที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย เช่น ระบบสำรองข้อมูล, ระบบตรวจจับการบุกรุก, ระบบบริหารจัดการสิทธิ์

ฝึกซ้อมอยู่เสมอ: หมั่นซ้อมแผนรับมือภัยคุกคาม เพื่อให้พร้อมเสมอ

ตารางเช็คลิสต์สำหรับการสร้าง Cyber Resilience แบบบูรณาการและได้มาตรฐาน

องค์กรสามารถใช้ “ตารางเช็ค” เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผน ประเมิน ตรวจสอบ และติดตาม การดำเนินการด้าน Cyber Resilience ให้มีความพร้อมอยู่เสมอ รวมถึงพัฒนาการดำเนินการด้าน Cyber Resilience ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในภาคการเงิน ภาครัฐ หรือองค์กรเอกชน

หมวดเป้าหมาย (Goals)สิ่งที่ต้องดำเนินการ (Checklist)ดำเนินการแล้ว ✔️ความสำคัญ (1–5)
1. การป้องกันเชิงรุกPrevent / Withstand☐ มีระบบสำรอง (Redundancy) ที่ผ่านการทดสอบจริง
☐ ใช้การแบ่ง Segment เครือข่าย / ระบบที่สำคัญแยกออกจากกัน
☐ มีระบบจำกัดสิทธิ์แบบ Least Privilege (Privilege Restriction)
☐ มีระบบการหลอกล่อผู้บุกรุก (Deception เช่น honeypot)
2. การตรวจจับและเฝ้าระวังUnderstand / Anticipate☐ มีการ Monitor ความผิดปกติแบบ Real-time
☐ ใช้ Contextual Awareness วิเคราะห์ความเสี่ยงแบบมีบริบท
☐ มีการใช้ Forensic / Behavioral Analysis ในกรณีเกิดเหตุ
☐ มีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning System)
3. การตอบสนองและฟื้นตัวRecover / Reconstitute☐ มีแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response Plan) ที่ซ้อมจริง
☐ สำรองข้อมูลเป็นประจำ + ทดสอบการกู้คืนข้อมูล (Backup & Restore)
☐ มีระบบ Dynamic Reconfiguration / Self-healing system
☐ มีรายชื่อบุคคลรับผิดชอบในทุกขั้นตอน
4. การเตรียมพร้อมและเรียนรู้Prepare / Adapt☐ ฝึกอบรมพนักงานด้าน Cybersecurity Awareness เป็นประจำ
☐ มีการประเมินภัยคุกคามล่วงหน้า (Threat Intelligence / Threat Modeling)
☐ บูรณาการ Cyber Resilience เข้ากับ Business Continuity Plan (BCP)
☐ สร้างวัฒนธรรม “ความยืดหยุ่น” (Resilience Culture) ในองค์กร
5. การควบคุมและติดตามผลConstrain / Continue☐ ใช้มาตรฐาน เช่น NIST CSF, ISO/IEC 27001 เป็นแนวทางหลัก
☐ มีการประเมินความเสี่ยงและทดสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ
☐ ใช้ Dashboard / Report ติดตามความพร้อมของระบบ

วิธีการใช้ตารางเช็คลิสต์

  • กำหนดทีมงานรับผิดชอบ (IT, Security, Compliance)
  • ตรวจสอบแต่ละหัวข้อในองค์กรของคุณว่าดำเนินการแล้วหรือยัง
  • ระบุความสำคัญเร่งด่วน (ระดับ 1–5)
  • นำรายการที่ยังไม่ดำเนินการเข้าวางแผน / ลงทุน / จัดลำดับความสำคัญ

สรุป Cyber Resilience ไม่ใช่เป้าหมายที่ทำครั้งเดียวจบ แต่คือการเดินทางที่ต้องมีการบูรณาการ ปรับตัว และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง องค์กรที่สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างยืดหยุ่น จะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า คู่ค้า และสังคมโดยรวมไว้ได้ในระยะยาว ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ การมีระบบ Cyber Resilience ที่ได้มาตรฐานจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง