Integrated Auditors and Management ตอน 1

ธันวาคม 25, 2010

วันนี้ผมขอเล่าสู่กันฟังในเรื่องเกี่ยวกับ Integrated Audit และ CAE ว่าในอดีตที่ผ่านมาและจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า องค์กรส่วนมากยังเข้าใจความหมายของ Integrated Audit และประโยชน์ของการตรวจสอบในลักษณะนี้ที่แตกต่างกันมาก จากการที่องค์กรไม่ได้มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของการผสมผสานการตรวจสอบและใช้ประโยชน์จากแนวคิดที่เป็นลักษณะ Interdependent Approach ของกระบวนการตรวจสอบระหว่าง IT Audit และ Non – IT Audit เข้ามาใช้เป็นพลังร่วม (Synergy) ในการขับเคลื่อนกระบวนการตรวจสอบไปสู่การจัดทำรายงานการตรวจสอบที่มีคุณภาพสูงสุด จากการหลอมรวมกระบวนความคิด ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจในการวางแผนการตรวจสอบ ที่คำนึงถึง Audit Universe หรือเรื่องที่ควรได้รับการทดสอบในภาพโดยรวมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเชื่อมโยงหรือมีผลกระทบต่อกระบวนการจัดทำรายงาน ทั้งทางด้าน IT และ Non – IT ที่จะสัมพันธ์กับการควบคุมความเสี่ยงจาก Risk Universe ในแง่มุมต่าง ๆ ในมุมมองของ Business Balanced Scorecard และ Information Balanced Scorecard หรือแม้กระทั่งเป้าประสงค์หลักของการควบคุมความเสี่ยง ตามหลักการของ COSO – ERM ซึ่งก็ได้แก่ Strategic Risk – S, Operation Risk – O, Reporting Risk – R or F, Compliance Risk – C ที่ส่วนใหญ่จะเคยชินกับคำที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า S – O – F – C

แนวทางการบริหารและการจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร ตามแนวทางของ COSO – ERM ที่นิยมใช้กันทั่วโลกและในประเทศไทยนั้น แทบจะไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบ หรือ Impact จาก Risk IT และ IT Risk ที่มีผลต่อกระบวนการบริหารและการจัดการ รวมทั้งการจัดทำรายงานที่เป็นรูปธรรม

ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ผู้กำกับ ในฐานะ Regulators และผู้ปฏิบัติ ในฐานะ Operators ส่วนใหญ่ได้มองข้ามความสำคัญของกระบวนการระบุปัจจัยเสี่ยงจาก IT Risk ที่มีผลกระทบต่อกระบวนการควบคุม กระบวนการบริหารและกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการจัดการที่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน การทุจริต รวมทั้งการลดโอกาสที่จะสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ การสร้างคุณค่าเพิ่ม การสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม ทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กรอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ที่นำไปสู่การบริหารและการจัดการ รวมทั้งการตรวจสอบในลักษณะ Integrated Thinking และ Integrated Audit ในทางปฏิบัติ

จากจุดอ่อนดังกล่าว ในทางปฏิบัติของหลาย ๆ องค์กร ทั้งภายในและต่างประเทศหลายแห่ง เกิดจากการบริหารและการจัดการที่มีแนวความคิดจากโครงสร้างขององค์กร ที่ส่วนใหญ่ยังแบ่งงานในลักษณะ Silo – Based นั่นคือ การแบ่งงานตามหน้าที่ หรือตาม Function มากกว่า การคำนึงถึงกระบวนการในการดำเนินงาน ที่ในปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในแทบทุกองค์กร ซึ่งกระบวนการทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ในขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นส่วนใหญ่นั้น จะมีลักษณะเป็น Integrated – Based ซึ่งอาจจะกล่าวโดยย่อได้คือ เป็นการดำเนินงานที่เชื่อมต่อ กระบวนการทำงานในแต่ละกิจกรรมและในแต่ละขั้นตอนเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ภายในสายงานเดียวกันและข้ามสายงานอย่างอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขั้นตอนการประมวลผล (Process) ซึ่งในขั้นตอนนี้ องค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักในการดำเนินงาน เช่น ในวงการการเงิน การธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทการบิน และการให้บริการแบบอัตโนมัติ ทั้งในลักษณะ Online และ Offline โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้บริการที่เป็นลักษณะ One Stop Service จะมีลักษณะการใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ และมีนัยสำคัญยิ่งต่อความพึงพอใจของลูกค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ความเป็นจริงดังกล่าวตามวรรคต้น มีนัยสำคัญยิ่งต่อกระบวนการควบคุมความเสี่ยง ที่เกี่ยวข้องกับ IT Risk และ IT – Related Risk ที่มีผลต่อ Business Risk ที่เชื่อมโยงกับ Business Process และ Business Control และลึกลงไปถึง Application Control และ General Control ตามหลักการจัดการบริหารที่เป็นกระบวนการที่ใช้ Computer – Based เป็นหลักทั้งสิ้น

เรื่องของ Integrated Auditors and Management ที่ผมเล่าในวันนี้ ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ครั้งหน้าไปติดตามกันต่อนะครับ


การบริหารความเสี่ยงในมุมมองของการพิจารณาโครงการลงทุน (4)

ธันวาคม 19, 2010

ข้อสังเกตในการประเมินผลการบริหารความเสี่ยง ในด้านของการพิจารณาโครงการลงทุนนั้น ควรมีกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยง มีการประเมินความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยง และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมทั้งผลกระทบของโครงการลงทุนที่มีผลต่อเป้าหมายขององค์กร

กระบวนการบริหารความเสี่ยง ควรเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ผู้บริหารองค์กร ใช้ในการตัดสินใจถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการที่สำคัญ ๆ นอกเหนือจากเกณฑ์อื่นในการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ เช่น NPV, IRR, PB Period, ROI, Intangible Cost ฯลฯ ดังรูป

การบริหารความเสี่ยงในมุมมองของการพิจารณาการลงทุน

องค์กรควรแสดงให้เห็นถึง การมีกระบวนการสร้างความมั่นใจถึงความสมดุลระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุน และการจัดการด้าน IT กับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยมีการศึกษาผลตอบแทนด้านการลงทุนด้าน IT ในมุมของผลประโยชน์ ทั้งที่เป็นตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน รวมถึงการพิจารณาในเชิงของการระบุความเสี่ยง การประเมินความรุนแรงและการบริหารความเสี่ยง

COSO model for technology controls

ครั้งหน้าไปติดตามการบริหารความเสี่ยงในมุมมองของการพิจารณาผลตอบแทน หรือความดีความชอบกันครับ


ความเข้าใจในเรื่อง Risk Map เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (3)

ธันวาคม 12, 2010

ความเข้าใจในเรื่องของ Risk Map เพื่อหาความสัมพันธ์ของ Root Cause จากปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อปัจจัยอื่น ๆ ทั้งในระดับองค์กร เช่น Stratigic Risk – S, Operational Risk – O, Financial Risk/Reporting Risk – F, Compliance Risk – C ตามแนวทางของ COSO – ERM รวมถึง Root Cause จากความเสี่ยงที่มีผลกระทบในระดับขั้นตอน + กระบวนการ + กิจกรรม ของจุดอ่อนในแต่ละกรอบข้างต้น ที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับกรอบการควบคุมด้านอื่น ๆ ในทุกมุมมอง ทั้งด้าน IT และ Non – IT นั้น จะมีประโยชน์ต่อการบริหารความเสี่ยงเป็นอย่างมาก ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจและควบคุมความเสี่ยงจากต้นเหตุที่แท้จริง ก็จะสามารถควบคุมความเสี่ยงที่มีผลต่อเนื่องจากความเสี่ยงที่มาจากต้นเหตุนั้นได้เป็นอย่างมาก และบางกรณีอาจได้ทั้งหมด +++

ลองพิจารณาและทำความเข้าใจในเกณฑ์การประเมิน Risk Map ของทาง Tris จะมีแนวทางบางประการดังนี้

1. การกำหนดสาเหตุของปัจจัยเสี่ยง และกำหนดระดับความรุนแรงของสาเหตุนั้น

2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงในระดับองค์กร และความสัมพันธ์ของสาเหตุ (ต้นเหตุื –> ปลายเหตุ)

3. การวิเคราะห์ผลกระทบทั้งเชิงการเงิน และมิใช่เชิงการเงิน (กระทบมาก/น้อย) ระหว่าง
3.1. ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยง
3.2. สาเหตุกับสาเหตุ
3.3. ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุ

4. การนำ Risk Map ไปใช้ในการกำหนดแผนการบริหารความเสี่ยง ทุกกิจกรรมในแผนบริหารความเสี่ยง จะต้องมีความสอดคล้องกับสาเหตุและจัดลำดับตามระดับความรุนแรงของสาเหตุ รวมถึงความสัมพันธ์อื่นที่มากระทบต่อสาเหตุนั้น

5. การสร้างความเข้าใจในเรื่อง Risk Map ให้กับบุคลากรในองค์กร และวาระการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ฝ่ายบริหารความเสี่ยง และ Risk Owner ทุกปัจจัยเสี่ยง

เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประเมินที่หน่วยงานภาครัฐยังต้องปรับปรุง เพราะพิจารณาได้ว่าหน่วยงานนั้นยังไม่ผ่านเกณฑ์การบริหาร Risk Map เนื่องจากพิจารณาความเสี่ยงเพียงระดับเดียว โดยยังไม่พิจารณาความเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กันอย่างครบถ้วน ซึ่งพิจารณาได้ดังนี้

Layer - Special Viewpoints in IAF

1. หน่วยงาน/องค์กร ทำการกำหนดสาเหตุเพียง Layer เดียว ทั้ง ๆ ที่่บางสาเหตุสามารถแตกออกเป็น Layer ที่สองได้ และ/หรือไม่ได้กำหนดระดับความรุนแรงของสาเหตุ

Risk Map and Layer of Controls

2. หน่วยงาน/องค์กรนั้น สามารถอธิบายความสัมพันธ์ได้ แต่ไม่สามารถแสดงความสัมพันธ์ได้ครบถ้วน

3. หน่วยงาน/องค์กร ส่วนใหญ่จะวิเคราะห์ผลกระทบระหว่างปัจัยเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยงได้ แต่มีบางหน่วยงานที่วิเคราะห์ผลกระทบระหว่างสาเหตุกับสาเหตุไม่ได้ รวมถึงไม่สามารถอธิบายได้ถึงผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงการเงินได้อย่างชัดเจน

Mapping and Layer - Strategic Alignment between

4. หน่วยงาน/องค์กร มีการจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยง เกิดก่อนการทำ Risk Map หรือกิจกรรมในแผนบริหารความเสี่ยง ไม่สอดคล้องกับการบริหารที่สาเหตุที่เกิดปัจจัยเสี่ยง

5. หน่วยงาน/องค์กรส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจและไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำ Risk Map ขององค์กร

เกณฑ์การประเมิน Risk Map

นอกจากการอธิบาย Risk Map ตามแผนภาพข้างต้น ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความเสี่ยงตามแนวทางของ COSO – ERM ที่ไม่ได้กล่าวถึงความเสี่ยงทางด้าน IT Risk ที่มีผลกระทบต่อ Business Process และ Business Objectives จึงขออธิบาย Risk Map ในรูปแบบของการ Mapping ระหว่าง CobiT และ COSO เพียงบางโดเมน รวมทั้งการนำเสนอ Risk Map ที่เกี่ยวข้องกับ Operational Risk ซึ่งอธิบายด้วยแผนภาพได้ดังนี้

Operation Risk and Mapping

CobiT and COSO Mapping

ผมได้เพิ่มเติมภาพต่าง ๆ เพื่อใช้อธิบายประกอบความเข้าใจในเรื่อง Risk Map ในระดับต่าง ๆ และเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่อง Layer of Risk and Controls เพื่อ Monitoring และ Auditing ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้

ขอให้ท่านผู้อ่านได้โปรดพิจารณาแผนภาพและใช้ดุลยพินิจไปพร้อม ๆ กับการดูแผนภาพข้างต้น ซึ่งอธิบายได้ดีกว่าการใช้ถ้อยคำในแต่ละภาพได้อย่างมากมาย ข้อสำคัญก็คือ ท่านควรได้เข้าใจถึงคำจำกัดความ และความหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Risk Map และ Layer of Risk and Controls เป็นต้น ท่านที่เห็นภาพและเข้าใจคำจำกัดความจะสามารถทำความเข้าใจที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงในมุมมองต่าง ๆ เพื่อการจัดการที่ดีต่อไปอย่างได้ผลครับ


พรฎ. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2553

ธันวาคม 5, 2010

วันนี้ ผมมีเรื่องใหม่ล่าสุดมาเล่าสู่กันฟังถึง 2 เรื่องเลยทีเดียวครับ เรื่องแรก เป็นประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่กล่าวถึง หลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2553 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๑๒๔ ง หน้า ๔๗ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓

ในช่วงเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมานี้ มีพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออกมาก่อนหน้านี้อย่างน้อย 2 เรื่องตามที่ผมได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วครับ และครั้งนี้ขอนำเสนออีก 2 เรื่องใหม่ ที่คณะกรรมการและผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องติดตาม และปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ ซึ่งมีใจความโดยสรุปดังนี้

การจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ตามประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ ๓ นั้นก็คือ

1) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดทำหรือแปลง ต้องมีความหมายหรือรูปแบบเหมือนกับเอกสาร
และขอความเดิม ซึ่งนำมาจัดทำหรือแปลงให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้จัดทำหรือแปลงจะต้องตรวจสอบและรับรองว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีความหมายหรือรูปแบบเหมือนกับเอกสารและข้อความเดิม

2) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต้องจัดทำหรือแปลงขึ้นด้วยวิธีการที่เชื่อถือได้ในการระบุตัวตน
ผู้จัดทำหรือแปลงที่รับผิดชอบในการจัดทำหรือแปลงนั้น

3) ข้อมููลอิเล็กทรอนิกส์ต้องจัดทำหรือแปลง โดยมีเทคโนโลยีและมาตรการป้องกัน มิให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเกิดขึ้นกับข้อมูลนั้น เว้นแต่การรับรองหรือบันทึกเพิ่มเติม ซึ่งไม่มีผลต่อความหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ส่วนรายละเอียดของวิธีการในการจัดทำ หรือแปลงเอกสาร และข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกสให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหัวข้อ ๔ ถึงหัวข้อ ๙ โดยสรุปดังนี้

๔. การจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ให้มีกระบวนการในการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความอย่างน้อย คือ

1) กระบวนการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วยวิธีการ
ทางอิเล็กทรอนิกส์

2) กระบวนการตรวจสอบและรับรองว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดทำหรือแปลงนั้น
มีความหมายเหมือนกับเอกสารและข้อความเดิม

3) กระบวนการบันทึกหลักฐานการดำเนินงานการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความ
ให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

4) กระบวนการบันทึกเมตาดาตาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นข้อความบรรยายสาระสำคัญ
ของเอกสารและข้อความ ซึ่งต้องครอบคลุมให้สามารถสืบค้นเอกสารและข้อความนั้นได้ถูกต้อง

๕. การจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้มี
ผู้รับผิดชอบดำเนินงานในการจัดทำหรือแปลงในเรื่องของวิธีการดังนี้

1) จัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

2) ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องและครบถ้วนของข่้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้จากการ
จัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยูในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มีความหมายหรือรูปแบบเหมือนกับเอกสารและข้อความเดิม

3) ตรวจสอบกระบวนการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูล
อิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามที่กาหนดไว้

4) ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องและครบถ้วนของเมตาดาตา ตามข้อ ๔ (4)

๖. การจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีการ
กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้ อย่างน้อยต้องครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้

1) การระบุตัวตน (Identification)

2) การยืนยันตัวตน (Authentication)

3) อนุญาตเฉพาะผู้มีสิทธิเข้าถึง (Authorization)

4) ความรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ (Accountability)

๗. การจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มีความละเอียดและความชัดเจนของเอกสารและข้อความเดิม

๘. ให้ผู้จัดทำหรือแปลงมีหน้าที่รักษาและดำรงสภาพของระบบการจัดทำหรือแปลง
เอกสารไว้ให้สมบูรณ์ เพื่อให้มีการกำกับดูแลหรือการตรวจสอบได้ตลอดเวลาจากคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือหน่วยงานอื่นที่คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มอบหมาย

๙. การดำเนินการตามข้อ ๔ ถึง ข้อ ๘ ให้ผู้จัดทำหรือแปลง จัดทำวิธีปฏิบัติที่สอดคล้องกับลักษณะงานองค์กร และประเภทของการทำธุรกรรมอย่างเหมาะสม โดยให้ใช้ข้อกำหนดวิธีปฏิบัติทั่วไป หรือตามข้อกำหนดวิธีปฏิบัติเฉพาะธุรกรรมบางประเภท ในการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามข้อกำหนดแนบท้ายประกาศนี้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำในการดำเนินงานแล้วแต่กรณี หรือหน่วยงานที่กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในประกาศฉบับนี้

สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2553 รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ และข้อกำหนดแนบท้ายนั้น สามารถติดตามได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/E/124/47.PDF ครับ

นอกจาก หลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2553 แล้ว ยังมีประกาศ เรื่องแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2553 ได้รับการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2553 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
download ได้ที่
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/E/126/31.PDF


ข้อสังเกตจากการประเมินการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานภาครัฐ บางประการ ประจำปี 2552 (2)

พฤศจิกายน 29, 2010

จากการประเมินการบริหารการจัดการความเสี่ยงของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2552 มีข้อสังเกตจากการรวบรวมของ บริษัทที่ปรึกษา/Tris บางประการ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการยกระดับการบริหารความเสี่ยงในเชิงคุณภาพ โดยการทำความเข้าใจกับเกณฑ์ประเมิน Risk Map ในส่วนที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

ประเด็นการให้คะแนนเชิงคุณภาพ
พิจารณาจากระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีสามารถป้องกันไม่ให้เกิด Incident โดยมีการสื่อสารให้บุคลากรในองค์กรรับทราบและมีมาตรการในการป้องกันไม่ให้ Incident เกิดขึ้นอีก ซึ่งมีแนวปฏิบัติัดังนี้

1. สายการรายงานและสายการบังคับบัญชีของระบบงานบริหารความเสี่ยง สามารถให้ผู้บริหารได้รับทราบและพิจารณาแก้ไขได้อย่างรวดเร็วหรือไม่

2. แผนบริหารความเสี่ยงได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร

3. การวิเคราะห์ผลกระทบของ Incident ต่อระบบงานทุกระบบในองค์กร

ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่สนใจจะยกระดับการบริหารความเสี่ยงในเชิงคุณภาพ ก็อาจพิจารณาปัจจัยข้างต้น โดยนำมาปรับปรุงใช้กับแผนการบริหารความเสี่ยงในปีต่อ ๆ ไปให้เหมาะสมยิ่งขึ้น


แนวการประเมินการให้คะแนนเชิงคุณภาพของการบริหารความเสี่ยง (1)

พฤศจิกายน 23, 2010

ทางการโดย สคร. กระทรวงการคลัง และที่ปรึกษา สคร. คือ Tris อาจจะประเมินคุณภาพการบริหารความเสี่ยง และอาจปรับลดคะแนนลงได้ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่อไปนี้

1. ความครบถ้วนของปัจจัยเสี่ยง

– ความสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการประจำปี ตัวชี้วัดขององค์กร รวมถึง การวิเคราะห์ SWOT

– เทคนิค/วิธีการที่ รส. ใช้ในการค้นหาปัจจัยเสี่ยง

– Incident ที่เกิดขึ้นในระหว่างปี และ Incident ที่เกี่ยวข้องกับ Stakeholder ขององค์กร ได้นำมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อองค์กรหรือไม่

– รส. ควรวิเคราะห์ Impact ของ Stakeholder ที่มีต่อองค์กรประกอบในการค้นหาปัจจัยเสี่ยง

The Five Forces That Shape Industry Competition

การประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพ

2. การประเมินความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญ (Risk Assessment & Prioritize)

– เกณฑ์การประเมินในปี 53 หน่วยงาน/องค์กรมีการกำหนดเกณฑ์ระดับความรุนแรงแยกรายปัจจัยเสี่ยง และควรมีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ดังนั้น ควรแสดงถึงการใช้ฐานข้อมูลของหน่วยงานมาใช้ในการกำหนดโอกาส/ผลกระทบ รวมถึงสามารถอธิบายได้ถึงระดับความรุนแรงในมุมมองต่าง ๆ ที่สามารถเทียบเคียงกันได้

– แนวคิดในการจัดลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะ Compliance Risk

การประเมินความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญ

อาจสรุปได้ว่า ประเด็นการประเมินเชิงคุณภาพ จะเน้นการประเมินการบริหารความเสี่ยง และการจัดระดับความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง ที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กรนั้น โดยหลักการจะเกี่ยวข้องกับการบริหาร IT Risk และ Non – IT Risk อย่างผสมผสานและเป็นบูรณาการ ที่จะสัมพันธ์กับกรอบใหญ่ของการขับเคลื่อน Integrity – Driven Performance ตามแนวทางของ GRC เป็นสำคัญ


Integrated Management / Audit and CAE – Chief Audit Executive ตอน 3

พฤศจิกายน 11, 2010

ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ เมื่ออ่านจบตอนที่ 2 ในหัวข้อของ Integrated Management / Audit และเมื่อท่านได้อ่านเรื่อง GRC ซึ่งเป็นการหลอมรวมการบริหารจัดการของ Governance + Risk Management + Compliance ให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ร่มใบเดียวกัน มิใช่ภายใต้ร่มของแต่ละ G R C ซึ่งเป็นร่ม 3 อัน มารวมกัน เพราะในหลักการบริหารในการจัดการ GRC นั้น มีองค์ประกอบที่แตกต่างกับ G + R + C มากทีเดียว

วันนี้ ผมจะคุยในหัวข้อ Integrated Managment / Audit ต่อจากครั้งที่ 2 นะครับว่า มาตรฐานการปฏิบัติงานทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศทางการสื่อสาร (ICT) ที่เป็นสากล หรือที่เป็น Best Practice หรือ Good Practice ได้ถูกนำมาใช้ หรือถูกนำมาบังคับใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในกรณีที่การปฏิบัติงานไม่มีกรอบ Standard หรือ Best Practice ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องนำ Guideline ในเรื่องนั้น ๆ มาใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการยอมรับต่อผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholders) ทั้งภายในและต่างประเทศ

Integrated Thinking แนวคิด หรือการคิดให้ครบจนจบความ / ครบถ้วน ความคิดให้กว้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Thinking) การคิดให้ลึกเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) เพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยรวมของทั้งระบบ (System Thinking) เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย-วัตถุประสงค์อย่างเป็นระบบเพื่อการจัดการที่ดี (Systematic Thinking Approach) เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ความครบถ้วน ความถูกต้อง ที่จะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน และยกระดับการแข่งขัน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งของการบริหารองค์กรยุคใหม่ ที่นำไปสู่หลักการที่นำไปสู่กระบวนการบริหารที่รวมเป็นชุด ที่มีความสัมพันธ์กันและกันในองค์ประกอบหลักการบริหารด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance – CG + ITG) การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Risk หรือ ERM) และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และกติกาสังคม ทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ (Compliance) เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม (Stakeholders) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่เรียกว่า GRC จึงเกิดขึ้น และเป็นแนวการบริหารยุคใหม่ล่าสุดที่จะยั่งยืนไปอีกนานแสนนาน

อย่างไรก็ดี การก้าวสู่กระบวนขับเคลื่อนการบริหารที่เน้น “กระบวนการ” หรือ “Process” ที่หลอมรวมการบริหาร PPT หรือ People + Process + Technology ที่เน้น Operational Management และเป็น Core Function ในการผลักดันองค์กรไปสู่ Integrity – Driven Performance ภายใต้องค์ประกอบหลัก GRC เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วมอย่างผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวของธุรกิจนั้น จะเป็นสุดยอดของกระบวนการบริหารการจัดการ ที่องค์กรชั้นนำของโลกได้นำมาใช้ในการบริหารในปัจจุบัน และผู้กำกับ (Regulators) ได้นำกรอบแนวคิดนี้ไปใช้กับผู้ปฏิบัติ (Operators) ในองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการที่ดี เพื่อก้าวไปสู่ Corporate Governance หรือบรรษัทภิบาลที่เป็นรูปธรรม +++

ก่อนการก้าวสู่ GRC ตามวรรคต้น แนวความคิดในเรื่อง Integrated Thinking โดยการคิดให้ครบจนจนความ โดยดูเป้าประสงค์สุดท้ายที่ใช้กรอบ Business Balanced Scorecard เชื่อมโยงกับ Information Balanced Scorecard จะเป็นขั้นตอนแรก ๆ ขององค์กรส่วนใหญ่ ซึ่งจะกำหนดเป็นนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ของการผสมผสานการบริหาร การจัดการของ Business Objectives และ IT Objectives เป็นหนึ่งเดียวหรือภายใต้ร่มเดียวกัน นั่นคือ จะไม่แยกนโยบายเรื่อง Business Objectives กับ IT Objectives ออกจากกัน นี่คือ Integrated Thinking ในเบื้องต้น ก่อนจะก้าวไปสู่ GRC ที่ท้าทายต่อไป

กระบวนการบริหารความเสี่ยง กระบวนการควบคุม กระบวนการตรวจสอบ กระบวนการติดตามการบริหารและการจัดการ รวมทั้ง กระบวนการตัดสินใจ ของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง จะเกี่ยวข้องกับ Integrated Thinking เป็นอย่างน้อยทั้งสิ้น

ดังนั้น คณะกรรมการและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง คณะกรรมการตรวจสอบ CAE และผู้ตรวจสอบ ทั้งภายในและภายนอก ที่มีความเข้าใจภาพดังกล่าวข้างต้นไปในทิศทางเดียวกัน จะสามารถยกระดับการบริหารการจัดการ เพื่อก้าวสู่การกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผมขอสรุปในตอนที่ 3 ในหัวข้อนี้ส่งท้ายเป็นการเบื้องต้น แต่มิใช่ตอนจบนะครับว่า Integrated Thinking ที่นำไปสู่ Integrated Management / Audit สามารถสร้าง Value Added และ Value Creation ได้มากกว่า Silo – Based มากนักนั้น เป็นเพียงก้าวหนึ่งในก้าวแรก ๆ เพื่อไปสู่ GRC เท่านั้นนะครับ


Corporate Governance and the Role of Internal Audit in Asia

พฤศจิกายน 6, 2010

จากการร่วมประชุม 2010 Asian Chief Audit Executives Leadership Forum ที่สิงคโปร์ มีเอกสารที่น่าสนใจเล่มหนึ่งที่แจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้อ่าน ในชื่อเรื่องว่า Corporate Governance and the Role of Internal Audit in Asia ซึ่งดำเนินการโดย Asian Developement Bank, September 2010

ในปลายปี ค.ศ. 2007 คณะกรรมการบริหาร (EXCO – Executive Committee) ของ ACIIA (Asian Confederation of institutes of Internal Auditors) ให้การรับรองโครงการจัดทำเอกสารจากการค้นคว้าในหัวข้อ Corporate Governance and the Role of Internal Audit in Asia การจัดทำหนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมบทบาทของผู้ตรวจสอบใน Asia ที่เกี่ยวข้องกับ CG เป็นหลัก เพื่อประเมินว่า ในย่านเอเชียนั้น ผู้ตรวจสอบภายในมีบบบาทที่เกี่ยวข้องกับบรรษัทภิบาล หรือ CG ภายในองค์กรของตนอย่างไรบ้าง

CG and Auditors

เอกสารนี้สรุปสั้น ๆ ได้ดังนี้ว่า บทบาทของผู้ตรวจสอบภายในที่เกี่ยวข้องกับ CG ของประเทศในย่านเอเชีย จะขึ้นกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมของสถาบันต่าง ๆ ภายในองค์กร และของประเทศนั้น ๆ

และยังให้แนวความคิดว่า บทบาทของผู้ตรวจสอบภายในยังรวมถึง การติดตาม การควบคุมภายในตามฐานความเสี่ยง การประเมินผล และการวิเคราะห์ความเสี่ยง รวมทั้งการควบคุมความเสี่ยงในระดับองค์กร และทบทวน รวมทั้งการยืนยันความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูลสารสนเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และมิใช่การเงิน รวมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ ว่าสอดคล้องกับแนวทางกำกับที่มาจากกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ นั้นหรือไม่

เอกสารฉบับนี้ได้รวบรวมเนื้อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้าง ๆ ของบทบาทผู้ตรวจสอบภายในที่เกี่ยวข้องกับ CG ในประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย มาเลเซีย เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ในมุมมองส่วนตัวของผม เอกสารเล่มนี้ได้ให้แนวทางเกี่ยวกับบทบาทของผู้ตรวจสอบภายในกับบรรษัทภิบาลเบื้องต้นมาก และอิงมาตรฐานในยุคก่อนปี ค.ศ. 2007 เป็นหลัก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสรรสาระที่ผมได้รับจากการประชุมในที่ประชุม CAE Leadship Forum ในหัวข้อต่าง ๆ ตามที่ผมได้นำเสนอในเรื่อง Integrated Management / Audit ซึ่งเป็นความคิดที่ผมได้รับจากภาพโดยรวม จากการประชุมที่ผมได้กล่าวไว้ในหัวข้อ คุยกับผู้เขียนนั้น จะมีสาระที่แตกต่างกันค่อนข้างมากในเนื้อหาที่ได้รับ สำหรับ CAE Leadship Forum ซึ่งเน้นการนำเสนอในลักษณะ Panel Discussion เป็นหลัก

บทบาทของผู้ตรวจสอบภายในทางด้าน Governance ตามเอกสารเล่มนี้จะประกอบด้วยแนวทางดังนี้

the Role of IA in governance (Hermanson and Rittenberg, 2003)

Role of Internal Audit
– Risk Assessment
– Control Assurance
– Compliance Work
– Consulting & Operations

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ข้อมูลข้างต้นจะเป็นข้อมูลก่อนปี ค.ศ. 2007 แต่ก็มีเรื่องที่พูดถึง Future of Asian IA: Learning from the best practice ในลักษณะที่พยายาม update ข้อมูลตอนสุดท้ายให้ดูเหมาะสมกับการบริหารความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง ให้คำแนะนำว่าให้ผู้ตรวจสอบภายในปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบภายในสากล ของ IIA เป็นหลัก

เอกสารเล่มนี้จึงกล่าวถึงแนวทางที่สมาคมผู้ตรวจสอบภายในสากล ได้สนับสนุนกระบวนการวิเคราะห์ ประเมิน ความเสี่ยงตามแนวทางของ COSO – ERM Framework และได้นำเสนอ Internal Audit’s Role in ERM ตามภาพที่น่าสนใจด้านล่างนี้

ITG_GRC_COSO_Value Creation

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ใน ACIIA (Asian Confederation of institutes of Internal Auditors) และเป็นผู้นำในหลายด้านของกระบวนการจัดการที่ดี ทั้งด้าน CG ด้าน Risk Management ซึ่งในที่ประชุม ACIIA ได้ให้ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศพี่เลี้ยงหลักกับประเทศอื่น ๆ ในย่านเอเชีย โดยมีหลักการที่ว่า ประเทศที่มีศักยภาพที่ดีกว่า ที่วัดจาก Performance Report ของสมาคม IIA ย่านเอเชียเป็นหลัก และให้ประเทศเหล่านี้ดูแลประเทศที่ดีศักยภาพน้อยกว่าต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะสอดคล้องกับหลักการของ IIA สากล ที่กล่าวว่า Profit by Sharing ครับ


Integrated Management / Audit and CAE – Chief Audit Executive ตอน 2

พฤศจิกายน 1, 2010

จากแนวความคิดและการบริหารแบบ Silo – Based ที่องค์กรหลายแห่งก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่ในปัจจุบัน ตามที่ได้กล่าวใน Integrated Audit ตอนแรกแล้วนั้นจนนำผู้อ่านมาสู่แนวคิด และแนวปฏิบัติที่สามารถสร้างศักยภาพ และ Value Creation รวมทั้ง ยกระดับการแข่งขันเพื่อการขับเคลื่อน หลักการธรรมมาภิบาลไปสู่การปฏิบัติจริงได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้ Integrated Management ซึ่งเป็นขั้นตอนแรก ๆ ที่จะนำไปสู่ Integrity – Driven Performance หรือ GRC ต่อไปนะครับ

จากจุดอ่อนตามที่กล่าวในตอนที่ 1 แล้วนั้น ในทางปฏิบัติของหลาย ๆ องค์กร ทั้งภายในและต่างประเทศหลายแห่ง เกิดจากการบริหารและการจัดการที่มีแนวความคิดจากโครงสร้างขององค์กร ที่ส่วนใหญ่ยังแบ่งงานในลักษณะ Silo – Based นั่นคือ การแบ่งงานตามหน้าที่ หรือตาม Function มากกว่า การคำนึงถึงกระบวนการในการดำเนินงาน ที่ในปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในแทบทุกองค์กร ซึ่งกระบวนการทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ในขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นส่วนใหญ่นั้น จะมีลักษณะเป็น Integrated – Based ซึ่งอาจจะกล่าวโดยย่อได้คือ เป็นการดำเนินงานที่เชื่อมต่อ กระบวนการทำงานในแต่ละกิจกรรมและในแต่ละขั้นตอนเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ภายในสายงานเดียวกันและข้ามสายงานอย่างอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขั้นตอนการประมวลผล (Process) ซึ่งในขั้นตอนนี้ องค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักในการดำเนินงาน เช่น ในวงการการเงิน การธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทการบิน และการให้บริการแบบอัตโนมัติ ทั้งในลักษณะ Online และ Offline โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้บริการที่เป็นลักษณะ One Stop Service จะมีลักษณะการใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ และมีนัยสำคัญยิ่งต่อความพึงพอใจของลูกค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ความเป็นจริงดังกล่าวตามวรรคต้น มีนัยสำคัญยิ่งต่อกระบวนการควบคุมความเสี่ยง ที่เกี่ยวข้องกับ IT Risk และ IT – Related Risk ที่มีผลต่อ Business Risk ที่เชื่อมโยงกับ Business Process และ Business Control และลึกลงไปถึง Application Control และ General Control ตามหลักการจัดการบริหารที่เป็นกระบวนการที่ใช้ Computer – Based เป็นหลักทั้งสิ้น

ถึงแม้บทบาทของคอมพิวเตอร์ และระบบอัตโนมัติจะมีความสำคัญยิ่งยวดเพียงใด และนับวันช่องว่างระหว่าง Technology Computer กับศักยภาพหรือ Competency ของบุคลากร ในระดับบริหารจนถึงระดับปฏิบัติการ มีช่องว่างเพิ่มขึ้นตามลำดับ นี่คือความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญยิ่ง และมีผลสำคัญมากต่อกระบวนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการดำเนินงานที่แท้จริง ที่หลายองค์กรยังต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงผลกระทบต่อ IT Risk ที่มีผลต่อ Business Risk และกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารในภาพโดยรวม

ผู้บริหารของหลายองค์กรส่วนใหญ่ มักจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เรื่องของเทคโนโลยี การควบคุมทางเทคโนโลยี และการจัดการทางด้านเทคโนโลยี เป็นของ CIO – Chief Information Officer จึงมีการมอบหมายงานสำคัญ ๆ ในการตัดสินใจไปยัง CIO และ CIO เกือบทั้งหมดก็มอบความไว้วางใจต่อ ๆ ไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้ง Outsource ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในกระบวนการตัดสินใจ อันเกิดจากผลกระทบของ IT Risk ซึ่งมีผลต่อ Enterprise Risk Management อย่างสำคัญยิ่ง ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นความรับผิดและความรับชอบ ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่าเป็น Accountability ของผู้บริหารระดับสูงสุด รวมถึงคณะกรรมการที่จะต้องกำหนดนโยบายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารความเสี่ยง ทั้งทางด้าน IT และ Non – IT ในภาพโดยรวมให้เป็นภาพเดียวกัน มิใช่เพียงมาเชื่อมกัน หรือ นำมาต่อกันในภายหลัง+++ เท่านั้น

ท่านคิดอย่างไรบ้างครับ เมื่อได้อ่านเรื่อง Integrated Management / Audit ซึ่งเป็นการผสมผสานการตรวจสอบ IT Audit และ Non – IT Audit เข้าด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวในเป้าประสงค์ของการตรวจสอบโดยรวม แต่อาจแยกการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีแนวความคิดและการวางแผนการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับ Audit Universe ในลักษณะการเชื่อมโยงความเกี่ยวพันกัน ระหว่างการควบคุมความเสี่ยงทางด้าน IT และ Non – IT ไปสู่เป้าประสงค์ของการตรวจสอบ เพื่อฝ่ายบริหารระดับสูงและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้รายงานนี้เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นสำคัญ มิใช่เป็นเพียงการจัดทำรายงานด้าน IT และคำแนะนำจุดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความเสี่ยงทางด้าน ICT เท่านั้น เพราะผู้บริหารจะให้ความสนใจอย่างจำกัด

ดังนั้น ในทางตรงกันข้าม การตรวจสอบทางด้าน IT Audit การตั้งสมมุติฐานว่า IT Security Control น่าเชื่อถือได้ โดยไม่สนใจความเป็นจริงตามหลักการและกระบวนการตรวสอบทางด้าน IT Audit และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับ Business Process ที่กระเพื่อมมาถึง Business Objective จากข้อมูลทางการเงิน และสารสนเทศที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเชื่อถือได้อย่างจำกัด ก็เป็นความล้มเหลวของการตรวจสอบทางด้าน IT Audit ในมุมมองต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง

ตัวอย่างดังกล่าวมีมากมาย ทั้งในและต่างประเทศ ที่ผมจะได้มีโอกาสเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อ ๆ ไป


การทดสอบข้อมูลโดยวิธี Test Data (ต่อ)

ตุลาคม 27, 2010

ในหัวข้อของ IT Audit นี้ จากครั้งที่ผ่านมา ผมได้ยกตัวอย่างของการทดสอบข้อมูลโดย Test Data Method – TDM ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 1 Cycle ไปหลายตัวอย่างพอสมควร สำหรับครั้งนี้ผมจะขอยกตัวอย่าง TDM ในระบบงานเงินฝากขององค์กร แบบ 2 Cycle ที่ได้กล่าวถึงไว้ในครั้งก่อน ๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาถึงความแตกต่างของการทดสอบข้อมูลโดย Test Data Method ทั้ง 2 แบบ ดังนั้น เราไปติดตามกันเลยนะครับว่า การทดสอบข้อมูลโดย TDM แบบ 2 Cycle ที่จะกล่าวถึงนี้เป็นอย่างไร

ตัวอย่าง Test Data Method 2 Cycle

Test Data 2 Cycle_ตย 1

Test Data 2 Cycle_ตย 2

Test Data 2 Cycle_ตย 3_1
Test Data 2 Cycle_ตย 3_2

Test Data 2 Cycle_ตย 4_1
Test Data 2 Cycle_ตย 4_2