คณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง กับความเข้าใจในกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ IT และการทุจริต

มิถุนายน 1, 2009

วันนี้ผมขอพูดต่อถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งมีข่าวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ในวงการสถาบันการเงินในระยะนี้ ข่าวล่าสุดก็คือ ข่าวของธนาคารออมสินที่ลูกค้า update สมุดบัญชีเงินฝากพบว่า มีเงินเข้าบัญชี จำนวนกว่า 8 หมื่นล้านบาท เรื่องนี้เกิดขึ้นมาอาจจะนานพอสมควร แต่เพิ่งมาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เอง รวมทั้งกรณีที่ลูกค้าของธนาคารออมสินรายหนึ่ง ฝากเงินในบัญชีประมาณ 4 แสน แต่เจ้าหน้าที่ของธนาคารคีย์ตัวเลขเป็นเงิน 4 ล้านบาท ตามที่ปรากฎเป็นข่าว ผู้บริหารของธนาคารได้ชี้แจงในกรณีแรกว่า เกิดจากเครื่องพิมพ์ขัดข้องและพิมพ์ผิด? และในกรณีหลังเกิดจากเจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูลผิดพลาด…

ผมตั้งใจจะเร่งรัดกรณีศึกษาที่เป็น Lesson – Learned ของการทุจริตการบริหารเงินกองทุนเลี้ยงชีพของ Virginia ให้จบในวันนี้ เพื่อจะได้ให้ข้อสังเกตและข้อคิดเห็นในเชิงสร้างสรรตามหลักการของกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่เกี่ยวข้องกับ IT Risk Management บางมุมมองของ ธอส. ธนาคารออมสิน ธนาคารธนชาต สาขาอุบลราชธานี

กรณีการทุจริตด้านคอมพิวเตอร์ของ Virginia มีข้อคิดที่ท่านผู้อ่านควรพิจารณาควบคู่กันไประหว่างการอ่านเพื่อการวิเคราะห์การทุจริต ซึ่งใช้เป็น Lesson – Learned ได้ดี มีดังต่อไปนี้

การควบคุมภายในระบบ MCA (MCA Control Process)
เนื่องจากเอกสารคำอธิบายเกี่ยวกับระบบ MCA และ Refund System ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นผู้ตรวจสอบต้องอาศัยการสอบถามเรื่องการควบคุมจากพนักงานของ VSRS

VSRS ใช้ Control Book ควบคุมยอดคงเหลือของ MCA รายการบันชีใด ๆ ก็ตามที่มีผลกระทบต่อยอดเงินรับฝากคงเหลือ (Contribution Balances) จะต้องบันทึกลงใน Control Book ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นๆ (Control Sheet) แผ่นหนึ่งใช้สำหรับบันทึกรายการของนายจ้าง 1 ราย ในเวลา 1 เดือน รูปภาพที่ 5 เป็นตัวอย่าง Control Sheet ของนายจ้างรหัสเลขที่ 5234 เดือนพฤศจิกายน 2518 บรรทัดแรกของยอดยกมาของเดือนก่อน บรรทัดต่อมาเป็นจำนวนเงินรวมที่ส่งในเดือน พฤศจิกายน US $2,805.20 ในระหว่างเดือนมีรายการขอถอนเงินคืนจากสมาชิก 2 ราย US $4,527.64 และ $179.64 ดอกเบี้ย US $2,275.68 และ $51.00 ตามลำดับ ยอดคงเหลือสิ้นเดือนพฤศจิกายนจะเป็นยอดที่ยกไปเดือนธันวาคม

Control Book ของแต่ละเดือนจะรวม Control sheet ของนายจ้างแต่ละใบ ดังนั้นยอดคงเหลือใน Control Book จะต้องตรงกับยอดคงเหลือในบัญชีของนายจ้างแต่ละรายเช่นเดียวกัน รายการฝากและถอนเงินบันทึกไว้ MCA Master File และ Control Book ก็จะต้องตรงกับรายการในสมุดบัญชีเงินสดรับ และเงินสดจ่ายตามระบบการบัญชีรวม (Central Accounting System)

เมื่อสิ้นสุดปีการเงินแต่ละปี ฝ่ายประมวลข้อมูลจะคัดลอก (Copy) ข้อมูลใน MCA Master File ไปลงในเทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) ซึ่งเรียกว่า MCA Year End History Tape เทปนี้จะมีข้อมูลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อนายจ้างรายสุดท้ายได้ส่งรายงาน Contribution Report ของเดือนมิถุนายน สิ้นสุดวันที่ 30 มาให้เรียบร้อยแล้ว เทปม้วนนี้มีความสำคัญต่อการตรวจสอบ (Audit Trail) เพราะมียอดคงเหลือในบุญชีของสมาชิกแต่ละราย ณ วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วควรจะเท่ากันกับยอดรวมในสมุดบัญชีคุมยอดทั่วไป (General Ledger)

สิ่งที่ค้นพบจาการตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary Review Findings)
การตรวจสอบระบบ MCA และ Refund เบื้องต้นเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม 2520 ผู้ตรวจสอบ พบว่าระบบการควบคุมภายในมีจุดอ่อนที่ร้ายแรง (Serious Weakness) จึงแจ้งให้ฝ่ายบริหารของ VSRS ยุตินโยบายการถอนเงินคืนไปโดยที่ยังไม่ได้รับรายงาน Contribution จากฝ่ายนายจ้าง (Policy of Refunding Unreported Contributions) แต่ฝ่ายบริหารของ VSRS ไม่มีทีท่าว่าจะทำตามคำแนะนำดังกล่าว ดังนั้นผู้ตรวจสอบจึงตัดสินใจที่ทดลองทำการทุจริตโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ (Computer Fraud) เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า Refund System นั้นง่ายต่อการฉ้อฉลโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (Manipulation)

ผู้ตรวจสอบวางแผนจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาร่องรอยของการทุจริตที่อาจเป็นไปได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพนักงานของ VSRS คนใดคนหนึ่งที่มีความชำนาญด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีความรู้เกี่ยวกับระบบ MCA และ Refund และเรียกใช้ MCA Master File ได้ ก็สามารถทำการทุจริตได้ตามลำพังโดยไม่ต้องกระทำหรือวางแผนร่วมกับผู้อื่นทั้งนี้ก่อนที่จะดำเนินการตรวจสอบวิธีการทุจริตโดยใช้คอมพิวเตอร์ผู้ตรวจสอบได้ขออนุมัติจากผู้อำนวยการของ APA ก่อนแล้ว

ในเดือนกรกฎาคม 2520 ผู้ตรวจสอบเริ่มดำเนินการามแผนงานตรวจสอบการยักยอกเงินจาก VSRS โดยการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างบัญชีปลอมใน MCA Master File จากนั้นก็ใช้โปรแกรมบัญชีที่สองโอนเงินจากบัญชีอื่นมาใส่ไว้ในบัญชีปลอม เสร็จแล้วก็ปลอมแปลงเอกสาร VSRS-1 นำไปเก็บไว้ในแฟ้มภายในห้องเก็บ VSRS-1 ปลอม ส่ง VSRS-3 ไปให้ VSRS โดยทางไปรษณีย์ 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะมีเช็ค 3 ใบ มูลค่ามากกว่า US $ 3,000 เหรียญ ส่งโดยทางไปรษณีย์มาตามที่อยู่ในท่อนล่างของ VSRS-3 การทดลองทำการทุจริตในครั้งนี้ผู้ตรวจสอบอาศัยเพียงแต่ความรู้ด้านการตรวจสอบเท่านั้น ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่อื่นใดในฐานะผู้ตรวจสอบ ซึ่งพนักงานของ VSRS ไม่สามารถกระทำได้

เมื่อฝ่ายบริหารทราบผลของการทดลองการทำการทุจริต ก็แสดงอาการไม่พอใจที่ผู้ตรวจสอบเข้าไปแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์ของ VSRS และชี้ให้เห็นว่าผู้ตรวจสอบสามารถยักยอกได้แต่เพียงเงินจำนวนน้อย ๆ เท่านั้น หากเป็นรายการใหญ่ ๆ จะต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน

ผู้ตรวจสอบจะดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นต่อไปตามจุดอื่น ๆ ของ VSRS และหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ได้สรุปสิ่งสำคัญ ๆ ที่พบจากการตรวจสอบ ส่งให้กับผู้บริหารของ VSRS ดังนี้
1. ใน MCA Master File ไม่แสดงรายการเคลื่อนไหวของบัญชี คงมีเฉพาะยอดคงเหลือปัจจุบันและดอกเบี้ยเท่านั้น
2. ในระหว่างปีการเงิน 2516 และ 2517 บัญชีสมาชิกทั้งหมดของนายจ้าง 470 ราย สูญหายและถูกทำลาย, ปี 2518 เทปที่ใช้เก็บข้อมูลการเงินคืนในอดีต (Refund Transaction History Tape) มีรอยขูดขีด และไม่มีเทปชุดสำรอง
3. VSRS มีปัญหาสำคัญยิ่งในด้านการควบคุมความถูกต้องของข้อมูลทางบัญชี เนื่องจากการที่นายจ้างไม่ส่ง Contribution Reports มาให้เพียงแต่ส่งเช็คและใบนำส่งเช็คให้ภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นเดือน (Reporting Period) ตัวอย่าง เช่น งวด 30 มิถุนายน 2517 มีองค์การของรัฐ 94 แห่งที่ไม่ส่งรายงานดังกล่าวให้ VSRS จนกระทั่งเลยกำหนดไปแล้ว 5 เดือนหรือมากกว่านั้น ในจำนวนนี้มี 6 แห่งที่ไม่ได้รายงานเป็นเวลา 1 หรือ 2 ปี ทำให้ VSRS ไม่สามารถจัดทำงบแสดงการเงินได้
4. ฝ่ายบริหารยินยอมให้คืนเงินแก่สมาชิกรายที่ออกจากงานในระหว่างนายจ้างยังส่ง Contribution Report มาให้ไม่ครบถ้วน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่นายจ้างไม่ยอมส่งรายงานให้ทันเวลา
5. นับตั้งแต่ปี 2516 ไม่มีการกระทบยอด (Reconciliation) ข้อมูลใน MCA Master File กับรายการบัญชีในสมุดบัญชีเงินสดรับและเงินสดจ่าย ในปีแรกที่เริ่มใช้ระบบ MCA การกระทบยอดข้อมูลทำได้ไม่ยุ่งยากนัก ต่อมาเมื่อมีการยินยอมให้คืนเงินได้โดยไม่ต้องรอรายงานจากนายจ้าง ประกอบกับเอกสารที่ใช้ในการบันทึกรายการใน MCA Master File และสมุดบัญชีไม่สามารถใช้ยันกันได้ จึงทำให้ไม่สามารถกระทบยอดได้โดยสิ้นเชิง ในขณะที่ตรวจสอบพบว่ามีผลต่างระหว่างจำนวนเงินในบัญชีกับ Control Book อยู่ US $10 เหรียญ
6. การแบ่งแยกหน้าที่ในฝ่ายประมวลยังไม่ดีพอ แผนก Contribution Reporting Section ซึ่งมีหน้าที่จัดทำรายการนำฝาก (Contribution Transactions) และคืนเงิน (Refund Cards) อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูล และยิ่งไปกว่านั้นผู้จัดการฝ่ายฯ ยังรับผิดชอบในการดูแลความถูกต้องของยอดรวมใน Control Books อีกด้วย
7. ผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลในฐานะที่เป็นผู้วิเคราะห์ระบบงานและเขียนโปรแกรม สามารถเข้าไปใช้แฟ้มข้อมูลและโปรแกรมได้โดยไม่จำกัด

จากผลของการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบได้สั่งการอีกครั้งหนึ่ง
– ให้ VSRS ยุติการยินยอมคืนเงินโดยที่ยังไม่ได้รับรายงาน Contribution ทันที
– ให้ VSRS จัดทำเอกสารคำอธิบายระบบงาน คู่มือปฏิบัติงาน
– ให้กระทำการกระทบยอดข้อมูลในคอมพิวเตอร์ กับรายการในสมุดบัญชีที่สำคัญๆ และจะต้องทำให้เสร็จก่อนที่ APA จะเริ่มงานตรวจสอบต่อไป ดังนั้น VSRS จึงจ้างบริษัทสอนบัญชีมาดำเนินการกระทบยอดข้อมูลตามคำสั่งของผู้สอบบัญชี แต่การทำงานของบริษัทสอบบัญชีล่าช้า กลุ่มผู้ตรวจสอบของ APA จึงตัดสินใจทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จเอง เพื่อประหยัดเงินที่จ่ายให้กับบริษัทสอบบัญชี

กรอบการกำกับดูแลของ ธปท.

กรอบการกำกับดูแลของ ธปท.

การค้นพบการทุจริต (The Discovery of Fraud)
ผู้ตรวจสอบกะว่าจะทำการกระทบยอดข้อมูลให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2520 จากนั้นก็จะกระทบยอดรายการในสมุดบัญชีของ VSRS กับรายการในสมุดบัญชีของสำนักงานบัญชีกลางของรัฐ ซึ่งเป็นมาตรฐานการตรวจสอบที่ APA ใช้เป็นประจำในการตรวจสอบองค์กรของรัฐ

เช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2521 ผู้ตรวจสอบค้นพบว่าจำนวนเงินที่บันทึกในสมุดบัญชีเงินสดจ่ายของ VSRS ไม่ตรงกับที่บันทึกในสมุดบัญชีของสำนักงานบัญชีกลาง ผู้ตรวจสอบจึงขอสลิป (Refund Voucher) ต้นฉบับจากสำนักงานบัญชีกลางมาเปรียบเทียบกับสลิปชุดสำเนาที่เก็บไว้ในแฟ้มของแผนก Refund Section ผู้ตรวจสอบพบว่ามีการแก้ไขสลิปต้นฉบับ และแก้ไขยอดเงินรวมในใบปะหน้าสลิปให้สอดคล้องกัน แต่มิได้แก้ไขเอกสารชุดสำเนา

ผู้ตรวจสอบได้นำสลิปที่ได้รับการแก้ไขไปให้หัวหน้าผู้ตรวจสอบที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ VSRS และผู้อำนวยการของ APA พิจารณา ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานสรรพากรของรัฐ (State Department of Taxation) เพื่อพิสูจน์ว่าชื่อผู้รับเงินและหมายเลขประกันสังคมนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม ผลการพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นรายงานถอนเงินปลอม

ประมาณ 2 โมงเช้า เจ้าหน้าที่ของ APA ที่ควบคุมการตรวจสอบ IT ได้รับแจ้งว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น และขอให้ตรวจสอบายละเอียดของเอกสารที่เกี่ยวข้องใหม่ เนื่องจากรายการถอนเงินปลอมนั้นปรากฏอยู่ในสลิปที่พิมพ์ด้วยเรื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นผู้ควบคุมการตรวจสอบ IT จึงสรุปได้ว่ามีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการทำทุจริตโดยทางใดทางหนึ่ง

4 โมงเช้า ผู้ตรวจสอบได้ยื่นหลักฐานการทุจริตให้แก่ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการของ VSRS และได้รายงานการทุจริตให้สำนักงานอัยการประจำรัฐ ตำรวจประจำรัฐ และผู้ว่าการรัฐ Virginia ทราบเช่นเดียวกัน

สิ่งที่ต้องทำในการตรวจสอบ (Audit Functions)
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นกรทุจริตครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกในมลรัฐ Virginia ถึงแม้ว่าผู้ตรวจสอบไม่ได้ทำการทดสอบความถูกต้องของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเมื่อพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ความรู้เกี่ยวกับระบบ Member Contribution Accounts (MCA) และระบบ Refund ที่ได้จากการตรวจสอบเบื้องต้นจะเป็นพื้นฐานช่วยให้ตรวจสอบการทุจริตนี้สำเร็จลงได้จากขั้นพื้นฐานที่จะต้องทำในการตรวจสอบ ได้แก่

1. การป้องกันรักษาข้อมูลการบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต รวมทั้งแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คัดลอกข้อมูลจาก History Tape, Current MCA master file และ Program Libraries ไปลงไว้ในเทปแม่เหล็ก

เมื่อทำการค้นหาต่อไป ผู้ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตเพิ่มขึ้นอีก สำหรับ Refund Vouchers ที่ออกในปี 2520 และ 2521 และขณะนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายจับกุมอดีตพนักงานในแผนก Refund Section 2 คน แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่บุคคลทั้งสองลาออกไปแล้ว การทุจริตก็ยังคงดำเนินต่อไป ผู้ตรวจสอบสงสัยว่าพนักงานปัจจุบันมีส่วนในการทุจริต ดังนั้นจึงสั่งให้ VSRS ปิดสถานที่ประกอบการ 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ในระหว่างนั้นก็ทำการตรวจสอบรายการคืนเงินทุกรายการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และส่งเรื่องให้ตำรวจออกหมายจับกุมหัวหน้าแผนก Refund Section เมื่อพบหลักฐานว่ากระทำการทุจริตจริง

2. การวางแผนและประสานงานตรวจสอบ (Planning and Coordination the Audit)
การค้นหาการทุจริตใน 4 วันแรก มีสภาพค่อนข้างสับสนวุ่นวาย ทั้งนี้เพราะ
2.1. ขาดการติดต่อระหว่างกัน
2.2. ทำงานซ้ำซ้อนกัน
2.3. ใช้วิธีการตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิผล
2.4. ไม่เข้าใจระบบ MCA และระบบ Refund อย่างลึกซึ้ง

จนกระทั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ คณะผู้ตรวจสอบได้จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาผลงานของวันก่อนๆ วิธีการบริหารงาน และการตรวจสอบที่จะที่จะทำในอนาคต ที่ประชุมตกลงมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบให้แก่ผู้เกี่ยวข้องในการตรวจสอบการทุจริต ดังนี้
1. ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์ (IT Audit Group) รับผิดชอบในการศึกษาระบบงานในการวางแผนการตรวจสอบ และมอบหมายงาน แบ่งแยกงานการตรวจ IT และแนะนำแนวทางการตรวจแก่ Financial Auditors และจัดทำรายงานทางคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับข้อมูลใน MCA และ Refund file ส่งให้ผู้ตรวจสอบด้านการเงิน
2. ผู้ตรวจสอบด้านการเงิน (Financial Audit Staff) รับผิดชอบในการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น ข้อมูลการบัญชี และหลักฐานการทุจริตตามรายงานคอมพิวเตอร์
3. ตำรวจสอบสวนของรัฐ (State Police Investigators) รับผิดชอบในงานการสอบสวนสถานที่เกิดเหตุ และออกหมายจับกุมตามเอกสารสำคัญที่ได้จากผู้ตรวจสอบ
4. สำนักงานอัยการประจำรัฐ (Commonwealth Attorney’s Office) มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ตำรวจสอบสวนของรัฐ

กลุ่มบุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการค้นหาการทุจริต แต่มีส่วนช่วยในการตรวจสอบ
1. The Joint Legislative Audit and Review Committee (JLARC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการคณะหนึ่งของสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ Virginia ได้มอบหมายให้ผู้วิเคราะห์กลุ่มหนึ่งทำการเช็คสอบการบริหารงานของ VSRS อย่างกว้าง ๆ
2. สำนักงานสอบบัญชีซึ่งเดิมเคยรับจ้างกระทบยอดข้อมูลให้ VSRS ทำสัญญาที่จะออกแบบและพัฒนาระบบงานให้ดีขึ้น รวมทั้งจัดวางการควบคุมและวิธีปฏิบัติงานใหม่

3.การเขียนเค้าโครงเรื่องของการทุจริต (Developing Fraud Scenarios) และการปฏิบัติงานของ IT examiners และ Financial examiners
ในขั้นแรกที่มีการพบว่าการทุจริตเกิดขึ้น ผู้ตรวจสอบก็ได้เขียนโครงเรื่องหยาบๆ ไว้แล้ว แต่ไม่มีเวลาที่จะเขียนรายละเอียดเพิ่มขึ้น เพราะจะต้องค้นหารายการทุจริตเพิ่มเติม ผู้ตรวจสอบด้านการเงินซึ่งทำหน้าที่ค้นหารายการทุจริตไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงไม่สามารถเข้าใจระบบการบัญชีและการควบคุมภายในด้านคอมพิวเตอร์ จึงไม่อาจกำหนดรูปแบบและวิธีการตรวจสอบการทุจริตได้ ดังนั้นผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์จึงต้องเข้ามาช่วยศึกษาระบบ และกำหนดรูปแบบของการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้ และเป็นผู้แนะนำวิธีการตรวจสอบและแนวการตรวจสอบแต่ละขั้นตอนในเรื่องที่เกี่ยวข้องให้แก่ Financial Examiner เพื่อการปฏิบัติงานการตรวจสอบร่วมกันด้วย และเพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์จะติดตามรายการข้อมูลแต่ละรายการของระบบงานตั้งแต่ต้นจนจบ และจะบันทึกวิธีปฏิบัติด้วยมือและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่ใช้ตรวจสอบ (Audit Trail Document) จากข้อมูลอันนี้ผู้ตรวจสอบสามารถทราบได้ว่าใครคือผู้อนุมัติรายการทุจริตที่เกิดขึ้น และที่สำคัญมากไปกว่านี้คือ ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์สามารถแยกรายการที่มีลักษณะเหมือนกับรายกาทุจริตออกมาต่างหากได้

ลักษณะการตรวจสอบทุจริตแยกได้เป็น 2 แบบ คือ
1. Dynamic คือ การให้ผู้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์เป็นผู้ดึงรายการข้อมูลที่น่าสงสัย โดยพิจารณาจากลักษณะของรายการทุจริตที่เกิดมาแล้ว ส่งให้ผู้ตรวจสอบด้านการเงินตรวจสอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมในกรณีที่เป็นการทุจริตอันเกิดมาจากการแก้ไขข้อมูลที่บันทึกในคอมพิวเตอร์ ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์จะต้องพิจารณาดูว่าเค้าโครงเรื่องของการทุจริตเหมือนกับที่เกิดมาแล้วหรือเป็นเรื่องใหม่
2. Descriptive คือ การให้ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์เป็นผู้ศึกษาการควบคุมภายในระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์อย่างกว้าง ๆ เพื่อปรับปรุงเค้าโครงเรื่องการทุจริตที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น หรือกำหนดรูปแบบของการทุจริตอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ตรวจสอบบรรลุเป้าหมายคือ การทำผังการควบคุมภายใน (Control Flowcharting)

การจัดระดับความเสี่ยงรวม

การจัดระดับความเสี่ยงรวม

4.การจัดทำผังควบคุมภายในระบบงาน (Preparing Control Flowcharts)
เพื่อจะให้เข้าใจการควบคุมภายในระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จำเป็นต้องจัดทำแผนรายละเอียดของการควบคุมของแต่ละระบบงาน ผังการควบคุมนี้จะแสดงวิธีการปฏิบัติงานระบบทั้งมดของระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งของระบบเรียบร้อยแล้ว

5. การใช้โปรแกรมตรวจสอบ (Using Audit Software)
ในการตรวจสอบสอบการทุจริตเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์และดึงข้อมูลออกมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นหากไม่ใช้โปรแกรมตรวจสอบช่วยแล้ว ก็ไม่อาจจะตรวจสอบการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิผล ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์ที่ VSRS มีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรมตรวจสอบมาแล้วมากกว่า 1 ปี ดังนั้นภายในเวลา 2 สัปดาห์ก็สามารถใช้โปรแกรมตรวจสอบออกรายงานต่างๆ ได้ประมาณ 150 ชนิด

6. การเข้าไปร่วมในการพัฒนาระบบงานใหม่ (Participating in New System Developing)
จากผลชองการทุจริตที่เกิดขึ้น VSRS จำเป็นต้องวางวิธีการควบคุมใหม่ภายในระบบ Refund โดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ได้ส่งย้ายพนักงานของแผนก Refund Section ไปทำหน้าที่อื่นโดยให้ผู้ตรวจสอบด้านการเงินทำหน้าที่แทน สำนักงานสอบบัญชีดำเนินการวางระบบการควบคุมและวิธีปฏิบัติงานใหม่เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองการเปลี่ยนแปลงนี้ และยังมีส่วนในการออกแบบและพัฒนาระบบงานร่วมกับบริษัทสืบสวนและสอนสวนทางด้านการบัญชีและการทุจริตด้วย

ผลที่ได้จากการตรวจค้นการทุจริต (Results of the Fraud Investigation)
ผู้ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริต 4 แบบ และจำนวนเงินที่ถูกยักยอกไปเท่ากับ US $111,149.92 เหรียญ ดังนี้
1. การแก้ไขรายการในสลิปถองเงิน (The Alteration of Refund Vouchers)
2. การสร้างบัญชีสมาชิกปลอม (Creation of Fictitious Member Contribution Accounts)
3. การยักยอกเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว (Looting Inactive Member Contribution Accounts)
4. การสร้างรายการถอนเงินปลอม (Creation of Fictitious Refund Voucher Transactions)

จากการที่ผู้ตรวจสอบได้พบว่าการทุจริตมี 4 แบบข้างต้นนั้น ท่านที่สนใจเมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ และนึกถึงเหตุการณ์การทุจริตของสถาบันการเงินของไทย ที่ปรากฏเป็นข่าวประมาณ 2 เดือนนี้ นั้น ท่านคิดว่าการทุจริตในอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว สามารถเกิดซ้ำอีกในสถาบันการเงินของไทยได้หรือไม่ ผมขอเกริ่นเล็กน้อยในที่นี้ว่า Lesson – Learned ดี ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการต่าง ๆ รวมทั้งวงการสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศ มีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกแทบทุกกรณี ทั้งนี้เพราะผู้บริหารที่รับผิดชอบและผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบยังขาดความเอาใจใส่ในกระบวนการบริหารความเสี่ยง อย่างเป็นระบบทั้งทางด้าน IT และ Non-IT เท่าที่ควรหลายแห่ง เมื่อใช้บริการจากบุคคลภายนอกแล้ว ก็ค่อนข้างละเลยในมาตรการกำกับและการควบคุมดูแลความเสี่ยง การควบคุมภายในและการตรวจสอบภายในที่ควรกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดไป ลองอ่านต่อไปนะครับ

1. การแก้ไขรายการในสลิปถอนเงิน (The Alteration of Refund Vouchers)
การทุจริตวิธีนี้เกิดจากการที่เสมียนเพิ่มจำนวนในสลิปถอนเงินที่ส่งไปยัง สำนักงานคลังของรัฐเพื่อจ่ายเงินให้แก่สมาชิก ฝ่ายบริหารของ VSRS ไม่สามารถตรวจพบการทุจริตวิธีนี้ได้ เพราะการแก้ไขรายการในสลิปเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้อำนวยการของ VSRS ได้ตรวจสอบและลงรายชื่อในสลิปเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น แก้ไขจำนวนเงินในสลิปถอนเงินจาก US $1,444.49 เหรียญเป็น US $7,444.49 เหรียญ เพิ่มขึ้น US $6,000 เหรียญ ผู้ตรวจสอบพบรายการทุจริตโดยเพียงแต่ตรวจสอบสลิปถอนเงินของ VSRS ทั้งหมดที่ส่งไปยังสำนักงานคลังของรัฐกับใบปะหน้า และรายชื่อของสมาชิกผู้รับเงินและจำนวนเงินที่ได้รับในรายงานคอมพิวเตอร์ ผู้ตรวจสอบยังค้นพบว่าอดีตอดีตพนักงานในแผนก Refund Section สองคนเป็นผู้กระทำการทุจริต และสามารถยักยอกเงินไปได้ US $62,797.72 เหรียญ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 17 พฤษภาคม 2520

ท่านผู้อ่านที่ได้อ่านมาถึงตอนนี้ก็จะพบว่า การทุจริตของบริษัท VSRS เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่เสียหายในอดีตกับความเสียหายจากการทุจริตกรณีธนาคาร Socgen ที่เป็นเงินประมาณ 7,000,000,000 ล้านเหรียญ US (เจ็ดพันล้านเหรียญสหรัฐ) นั้น มีมูลค่าต่างกันอย่างมหาศาล และเมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายของวงการสถาบันการเงินต่าง ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริการและยุโรป ในยุค Hamburger Crisis ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการละเลย การยกเว้น ความมั่นใจจนเกินขอบเขต การไม่กำหนดและการไม่ปฏิบัติตามหลักการ Risk Appetite และ Risk Tolerance ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ ที่ทุกองค์กรต้องจัดให้มีขึ้น และการละเลย ติดตาม ตรวจสอบ รายงานที่สำคัญ ๆ ทั้งการเงินและไม่ใช่การเงิน ++ ซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารความเสี่ยงที่ดี ทำให้แทบทุกประเทศในโลกก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

การตรวจสอบการควบคุมภายในและ Operational Risk ของสถาบันการเงิน โดย ธปท.

การตรวจสอบการควบคุมภายในและ Operational Risk ของสถาบันการเงิน โดย ธปท.

ดังนั้น การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายในตามฐานความเสี่ยงและการตรวจสอบตามฐานความเสี่ยง ที่ต้องมีจริยธรรม และความมุ่งมั่นที่จะเห็นองค์กรก้าวไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปกับการบริหารและการตรวจสอบการทุจริตที่ไม่อาจละเว้นได้ในทุกองค์กร ขอให้ท่านลองอ่านบทความของ VSRS ต่อไป และลองพิจารณาดูว่า COSO – ERM มีความสำคัญอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง IT Risk ที่เกี่ยวข้องกับ COSO

2. การสร้างบัญชีสมาชิกปลอม (Creation of Fictitious Member Contribution Accounts – MCA)
การตรวจพบว่ามีการแก้ไขจำนวนเงินในสลิป ทำให้ผู้ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตแบบอื่นอีกที่ใช้วิธีสร้างรายการแปลกปลอมเข้าไปเก็บไว้ใน Refund Systems ดังนั้นผู้ที่จะช่วยเหลือในการตรวจค้นการทุจริตวิธีนี้ก็คือ ผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูล ซึ่งมีความรู้ความชำนาญด้านเทคนิคเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ของ VSRS เป็นอย่างดี

จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับลักษณะของรายการทุจริต ประกอบกับความรู้ความชำนาญด้านเทคนิคทำให้ผู้จัดการฝ่ายประมวลผลข้อมูลสามารถดึงรายการทุจริตออกมาได้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเป็นผลทำให้ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบและเจ้าหน้าตำรวจเริ่มสงสัยผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูล เนื่องจากสามารถค้นหารายการทุจริตได้รวดเร็วมาก และเท่ากับย้ำความคิดที่ว่าผู้ทุจริตจะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่พบหลักฐานใดที่แสดงว่าผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลเป็นผู้ที่กระทำการทุจริตเอง

ลักษณะทั่ว ๆ ไป ของบัญชีปลอมใน MCA master file มีดังนี้
1. บัญชีที่มี State Code เป็น 3
2. ช่องที่ใช้สำหรับบันทึกจำนวนเงิน (Contribution Update File) มียอดเป็นศูนย์
3. ไม่มีแบบฟอร์มใยสมัครเป็นสมาชิก (VSRS-1)

3. การยักยอกเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว (Looting Inactive Member Contribution Accounts)
ผู้ทุจริตได้ถูกยักยอกเงินตามวิธีที่ 2 ในเดือนมิถุนายน 25820 เพราะนายจ้างที่เคยส่งรายงานล่าช้า รวมทั้ง Fairfax Country ได้ปรับปรุงการส่งรายงานให้เร็วขึ้นแล้ว จึงคิดว่าไม่มีทางยักยอกเงินได้อีก แต่ถ้าหากทราบว่าไม่มีการควบคุมภายในระบบ Refund เพียงพอที่จะค้นพบบัญชีปลอมได้ ก็คงจะยังทำเช่นนี้ต่อไป เวลาต่อมาเสมียนในแผนกคนหนึ่งได้ลาออกไป

ในระหว่างเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2520 เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการตรวจสอบ EDP ได้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมการสอบถามพนักงานในแผนก Refund ด้วย เมื่อผู้จัดการฝ่าย Operation ทราบว่าผู้ตรวจสอบกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับความอ่อนแอของการควบคุม ก็ได้ลาอกไปตอนปลายเดือนมิถุนายน 2520

ในเดือนกันยายน 2520 ก็มีรายการทุจริตแบบใหม่เกิดขึ้นอีก คราวนี้เป็นการลักลอบถอนเงินจากบัญชีสมาชิกรายที่ไม่มีรายการเคลื่อนไหวในแผนก MCA master file ผู้ตรวจสอบค้นพบการทุจริตวิธีนี้ได้โดยการคัดเลือกสลิปคืนเงินที่มีชื่อ L.A. Tanner ซึ่งเป็นชื่อบัญชีปลอมในการทุจริตกรณีอื่นๆ ปรากฏว่ามีสลิปใบหนึ่งลงวันที่ 17 ตุลาคม 2520 ลงนาม L.A. Tanner และเมื่อสอบถามรายละเอียดในสลิปย้อนกลับไป แทนที่จะพบว่าเป็นรายการถอนเงินจากบัญชีปลอม กลับกลายเป็นรายการถอนเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว ซึ่งยังคงมียอดคงเหลืออยู่ และชื่อบัญชีในคอมพิวเตอร์ก็เป็นชื่อจริง แต่ในสลิปถอนเงินลงชื่อ L.A. Tanner

เมื่อผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์ทำการวิเคราะห์เพิ่มเติม ก็ทราบว่าการทุจริตเกิดขึ้นได้เพราะเสมียนในแผนก Refund เป็นผู้เจาะบัตรถอนเงินบางรายจากเอกสารเบื้องต้น (เช่น VSRS-3 หรือรายงานบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว) ซึ่งรวมถึงการเจาะรายชื่อลงบัตรด้วย เมื่อส่งบัตรที่เจาะแล้วไปเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะพิมพ์รายงาน ชื่อ และจำนวนเงินที่ถอนคืน ตามข้อมูลในบัตรเจาะโดยที่ไม่ได้เช็คสอบกับชื่อในยอดคงเหลือในบัญชีที่แท้จริงในคอมพิวเตอร์ และถ้าหากจะมีผลต่างเกิดขึ้นก็ไม่มีใครตรวจพบ เพราะเสมียนเป็นผู้ควบคุมงานตั้งแต่ต้นจนจบ บัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวเป็นบัญชีซึ่งไม่มีรายการฝากถอนมานานแล้ว และเจ้าของบัญชีบางรายสิ้นชีวิตไปแล้ว ผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินจึงไม่ทราบยอดเงินคงเหลือในบัญชี

ดังนั้นเสมียน Refund เพียงแต่เจาะชื่อปลอมลงในบัตรถอนเงินคืน (Refund Card) เท่านั้นก็ยักยอกเงินมาใช้ได้ นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์ของ VSRS ไม่มีโปรแกรมที่จะป้องกันการถอนเงินจากบัญชีที่มียอดคงเหลือเป็นศูนย์ ฉะนั้นเสมียนจึงสามารถถอนเงินออกไปเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้ ไม่ว่าในบัญชีจะมียอดคงเหลือหรือไม่ก็ตาม

ผู้ตรวจสอบได้ดำเนินการค้นหารายการที่ทุจริตโดยยึดถือรายงานบัญชีไม่เคลื่อนไหวฉบับก่อนเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าเสมียน Refund ใช้รายงานนี้เป็นแหล่งของข้อมูลที่ใช้ในการทุจริต ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2520 VSRS มีบัญชีไม่เคลื่อนไหวรหัส (Status) 3, 4 และ 5 ประมาณ 5,000 บัญชี ยอดคงเหลือในบัญชีเป็นบวกและลบทั้งสิ้นมากกว่า US $+200,000 เหรียญ และ US $-125,000 เหรียญ ตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีบัญชีไม่เคลื่อนไหวรหัส 2 กว่า 62,000 บัญชี ยอดคงเหลือรวมมากกว่า US $100 ล้านเหรียญ เนื่องจากบัญชีไม่เคลื่อนไหวมีมาก

ดังนั้นผู้ตรวจสอบจึงใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตรวจสอบและวิเคราะห์ ผู้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ใช้โปรแกรมเปรียบเทียบรายการถอนเงิน (Refund Transactions) ใน History Tape กับบัญชี MCA master file ของปีปัจจุบันและปีก่อนที่มีหมายเลขประกันสังคมตรงกัน เสมียน Refund ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมายเลขประกันสังคมได้เมื่อเจาะบัตรถอนเงินคืน เพราะหมายเลขประกันสังคมเป็นข้อบังคับส่วนหนึ่งของการนำเข้าข้อมูล MCA master file เข้าไปในคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์จะดึงรายการถอนเงินใน History Tape ที่มีหมายเลขประกันสังคมเหมือนกับบัญชีใน MCA master file แต่มีชื่อสมาชิกเจ้าของบัญชีต่างกันออกมาประมาณ 3,000 รายการ และพิมพ์เป็นรายงานส่งให้ผู้ตรวจสอบด้านการเงิน (Financial Auditors) ทำการตรวจสอบความถูกต้องของรายการเหล่านี้ต่อไป

อย่างไรก็ตามรายการถอนเงินซึ่งมีหมายเลขประกันสังคมและชื่อบัญชีเหมือนกันใน MCA master file ก็อาจจะเป็นรายการที่ทุจริตได้ เพราะอาจจะมีการส่งเช็คไปให้แก๊งผู้ทุจริต ฉะนั้นวิธีที่จะค้นพบการทุจริตเช่นนี้ คือ สอบถามไปยังเจ้าของบัญชีว่าได้รับเงินที่ถอนไปหรือไม่ นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2520 จนถึงมกราคม 2521 เสมียนและหัวหน้าแผนก Refund ยักยอกเงินไปได้เพียง US $10,670.40 เหรียญ ในนามของตนเอง ญาติและเพื่อน ๆ

4. การสร้างรายการถอนเงินปลอม (Creation of Fictitious Refund Voucher Transactions)
การทุจริตแบบวิธีนี้ง่ายมากหัวหน้าแผนก Refund เป็นผู้ปลอมแปลงสลิปถอนเงินเองโดยไม่ผ่านคอมพิวเตอร์ ประทับตรา “ด่วนมาก” (RUSH) ลงในสลิป แล้วส่งให้ผู้อำนวยการของ VSRS ลงนามอนุมัติเพื่อส่งต่อไปให้สำนักงานคลังของรัฐและสำนักบัญชีกลางของรัฐ ต่อมาสำนักงานคลังของรัฐก็จะส่งเช็คมาให้ผู้ทุจริตหัวหน้าแผนก Refund กล้าทำวิธีนี้เพราะทราบจากการที่ได้พูดคุยกับผู้ตรวจสอบด้านการเงินระหว่างที่ทำการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบ Refund ว่า ผู้ตรวจสอบไม่ทราบมาก่อนว่าการจัดทำสลิปถอนเงินด้วยมือสามารถกระทำได้

การจัดระดับโดยรวม

การจัดระดับโดยรวม

สรุปกรณีศึกษาการทุจริตของ Virginia
1. การตรวจสอบเพื่อค้นหารายการทุจริตทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงในเดือนพฤษภาคม 2521 สรุปได้ว่ามีผู้ทุจริตทั้งสิ้น 16 คน เป็นพนักงานของ VSRS 3 คน และบุคคลภายนอก 13 คน ถูกส่งฟ้องในข้อหาโจรกรรมและมีส่วนร่วมในการโจรกรรม ศาลพิพากษาให้จำคุกรวมทั้งสิ้น 50 ปี ผู้ที่ได้รับโทษหนักที่สุดคือ หัวหน้าแผนก Refund 8 ปี เสมียนแผนก Refund 2 คน คนละ 6 ปี จนถึงมิถุนายน 2521 ผู้ตรวจสอบก็กลับไปตรวจสอบด้านการเงินตามปกติต่อไปจนเสร็จสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2521 แล้วส่งรายงานงบแสดงฐานะการเงินของ VSRS พร้อมทั้งความเห็นของผู้สอบบัญชีให้แก่ฝ่ายบริหารของ VSRS

2. ในการตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ของ VSRS ครั้งนี้ ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์ได้พบอุปสรรคในการตรวจสอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ
2.1. ฝ่ายบริหารของ VSRS ไม่ให้ความร่วมมือและแสดงอาการไม่พอใจที่ผู้ตรวจสอบเข้าไปแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์
2.2. เนื่องจาก VSRS จัดทำคู่มือประกอบระบบงาน ( System Document) ไม่ดีพอ ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับระบบงานส่วนใหญ่ได้มาจากการสอบถามพนักงานของ VSRS โดยตรง ผลเสียของการใช้วิธีการสอบถามก็คือ พนักงานของ VSRS จะทราบในระหว่างที่สอบถามว่าผู้ตรวจสอบยังไม่ทราบเรื่องใดบ้าง และจะพยายามไม่ตอบหรือเปิดเผยสิ่งที่นอกเหนือคำถาม ฉะนั้นจึงทำให้ผู้ตรวจสอบไม่สามารถเข้าใจระบบงานนั้นได้อย่างลึกซึ้งและมองข้ามจุดอ่อนบางอย่างไปได้

3. ความร่วมมือและการชี้แนะของ EDP/IT examiner ต่อ Financial examiner เพื่อการตรวจสอบการทุจริตทางการเงิน มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานในครั้งนี้ ทั้งนี้เพราะการตรวจพบการทุจริตทั้ง 4 แบบ เป็นงานการตรวจสอบด้าน Financial แต่การ process งานด้านบัญชีกระทำโดยระบบคอมพิวเตอร์ดังนั้นความร่วมมือและการประสานงานของผู้ตรวจสอบในแต่ละด้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องดำเนินการควบคู่กันไปเสมอ

4. จุดอ่อนของระบบงานที่ช่องทางให้เกิดการทุจริต
4.1. ไม่มีการควบคุมการเข้าและออก Storeroom ซึ่งเป็นห้องที่ใช้เก็บ VSRS-1 และ VSRS-3 ทำให้พนักงาน VSRS สามารถปลอมแปลงเอกสารดังกล่าวไปเก็บไว้ในห้อง หรือนำเอกสารออกมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง เสมียนในแผนก Refund อาศัยจุดอ่อนนี้ปลอมแปลง VSRS-3 เพื่อสร้างบัญชีสมาชิกปลอมขึ้นตามผลที่ได้จากการตรวจค้นการทุจริต จากการสร้างบัญชีสมาชิกปลอม
4.2. การยินยอมให้ถอนเงินก่อนและจะบันทึกหักบัญชีภายหลังเมื่อนายจ้างส่งรายงาน Contribution Report มาให้ครบถ้วนแล้ว เสมียนในแผนก Refund อาศัยจุดอ่อนนี้แก้ไขจำนวนเงินใน สลิปถอนเงินโดยไม่ต้องพะวงว่ายอดในบัญชีจะมียอดคงเหลือพอหรือไม่ ตามผลที่ได้จากการตรวจค้นการทุจริต การแก้ไขรายการในสลิปถอนเงิน
4.3. การยินยอมให้เสมียนในแผนก Refund เป็นผู้มีอำนาจเจาะบัตรถอนเงินในบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว และรายงานถอนเงินนี้จะไม่ปรากฏใน Refund Inventory Tape เสมียนในแผนก Refund อาศัยจุดอ่อนนี้ยักยอกเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวตามผลที่ได้จากการตรวจค้นการทุจริต การยักยอกเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว
4.4. การแบ่งแยกหน้าที่ในฝ่ายประมวลข้อมูลไม่เหมาะสม แผนก Contribution Reporting Section ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการรับเงินฝากและถอนเงินฝากอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลและฝ่ายประมวลข้อมูลยังมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความถูกต้องของยอดรวมใน Control Book ด้วย
4.5. ผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลซึ่งเป็นผู้ที่เขียนโปรแกรม และวิเคราะห์ระบบงานสามารถเข้าไปใช้แฟ้มข้อมูลและโปรแกรมทั้งหมดโดยไม่จำกัด


คณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง กับความเข้าใจในกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ IT และการทุจริต

มิถุนายน 1, 2009

วันนี้ผมขอพูดต่อถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งมีข่าวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ในวงการสถาบันการเงินในระยะนี้ ข่าวล่าสุดก็คือ ข่าวของธนาคารออมสินที่ลูกค้า update สมุดบัญชีเงินฝากพบว่า มีเงินเข้าบัญชี จำนวนกว่า 8 หมื่นล้านบาท เรื่องนี้เกิดขึ้นมาอาจจะนานพอสมควร แต่เพิ่งมาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เอง รวมทั้งกรณีที่ลูกค้าของธนาคารออมสินรายหนึ่ง ฝากเงินในบัญชีประมาณ 4 แสน แต่เจ้าหน้าที่ของธนาคารคีย์ตัวเลขเป็นเงิน 4 ล้านบาท ตามที่ปรากฎเป็นข่าว ผู้บริหารของธนาคารได้ชี้แจงในกรณีแรกว่า เกิดจากเครื่องพิมพ์ขัดข้องและพิมพ์ผิด? และในกรณีหลังเกิดจากเจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูลผิดพลาด…

ผมตั้งใจจะเร่งรัดกรณีศึกษาที่เป็น Lesson – Learned ของการทุจริตการบริหารเงินกองทุนเลี้ยงชีพของ Virginia ให้จบในวันนี้ เพื่อจะได้ให้ข้อสังเกตและข้อคิดเห็นในเชิงสร้างสรรตามหลักการของกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่เกี่ยวข้องกับ IT Risk Management บางมุมมองของ ธอส. ธนาคารออมสิน ธนาคารธนชาต สาขาอุบลราชธานี

กรณีการทุจริตด้านคอมพิวเตอร์ของ Virginia มีข้อคิดที่ท่านผู้อ่านควรพิจารณาควบคู่กันไประหว่างการอ่านเพื่อการวิเคราะห์การทุจริต ซึ่งใช้เป็น Lesson – Learned ได้ดี มีดังต่อไปนี้

การควบคุมภายในระบบ MCA (MCA Control Process)
เนื่องจากเอกสารคำอธิบายเกี่ยวกับระบบ MCA และ Refund System ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นผู้ตรวจสอบต้องอาศัยการสอบถามเรื่องการควบคุมจากพนักงานของ VSRS

VSRS ใช้ Control Book ควบคุมยอดคงเหลือของ MCA รายการบันชีใด ๆ ก็ตามที่มีผลกระทบต่อยอดเงินรับฝากคงเหลือ (Contribution Balances) จะต้องบันทึกลงใน Control Book ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นๆ (Control Sheet) แผ่นหนึ่งใช้สำหรับบันทึกรายการของนายจ้าง 1 ราย ในเวลา 1 เดือน รูปภาพที่ 5 เป็นตัวอย่าง Control Sheet ของนายจ้างรหัสเลขที่ 5234 เดือนพฤศจิกายน 2518 บรรทัดแรกของยอดยกมาของเดือนก่อน บรรทัดต่อมาเป็นจำนวนเงินรวมที่ส่งในเดือน พฤศจิกายน US $2,805.20 ในระหว่างเดือนมีรายการขอถอนเงินคืนจากสมาชิก 2 ราย US $4,527.64 และ $179.64 ดอกเบี้ย US $2,275.68 และ $51.00 ตามลำดับ ยอดคงเหลือสิ้นเดือนพฤศจิกายนจะเป็นยอดที่ยกไปเดือนธันวาคม

Control Book ของแต่ละเดือนจะรวม Control sheet ของนายจ้างแต่ละใบ ดังนั้นยอดคงเหลือใน Control Book จะต้องตรงกับยอดคงเหลือในบัญชีของนายจ้างแต่ละรายเช่นเดียวกัน รายการฝากและถอนเงินบันทึกไว้ MCA Master File และ Control Book ก็จะต้องตรงกับรายการในสมุดบัญชีเงินสดรับ และเงินสดจ่ายตามระบบการบัญชีรวม (Central Accounting System)

เมื่อสิ้นสุดปีการเงินแต่ละปี ฝ่ายประมวลข้อมูลจะคัดลอก (Copy) ข้อมูลใน MCA Master File ไปลงในเทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) ซึ่งเรียกว่า MCA Year End History Tape เทปนี้จะมีข้อมูลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อนายจ้างรายสุดท้ายได้ส่งรายงาน Contribution Report ของเดือนมิถุนายน สิ้นสุดวันที่ 30 มาให้เรียบร้อยแล้ว เทปม้วนนี้มีความสำคัญต่อการตรวจสอบ (Audit Trail) เพราะมียอดคงเหลือในบุญชีของสมาชิกแต่ละราย ณ วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วควรจะเท่ากันกับยอดรวมในสมุดบัญชีคุมยอดทั่วไป (General Ledger)

สิ่งที่ค้นพบจาการตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary Review Findings)
การตรวจสอบระบบ MCA และ Refund เบื้องต้นเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม 2520 ผู้ตรวจสอบ พบว่าระบบการควบคุมภายในมีจุดอ่อนที่ร้ายแรง (Serious Weakness) จึงแจ้งให้ฝ่ายบริหารของ VSRS ยุตินโยบายการถอนเงินคืนไปโดยที่ยังไม่ได้รับรายงาน Contribution จากฝ่ายนายจ้าง (Policy of Refunding Unreported Contributions) แต่ฝ่ายบริหารของ VSRS ไม่มีทีท่าว่าจะทำตามคำแนะนำดังกล่าว ดังนั้นผู้ตรวจสอบจึงตัดสินใจที่ทดลองทำการทุจริตโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ (Computer Fraud) เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า Refund System นั้นง่ายต่อการฉ้อฉลโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (Manipulation)

ผู้ตรวจสอบวางแผนจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาร่องรอยของการทุจริตที่อาจเป็นไปได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพนักงานของ VSRS คนใดคนหนึ่งที่มีความชำนาญด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีความรู้เกี่ยวกับระบบ MCA และ Refund และเรียกใช้ MCA Master File ได้ ก็สามารถทำการทุจริตได้ตามลำพังโดยไม่ต้องกระทำหรือวางแผนร่วมกับผู้อื่นทั้งนี้ก่อนที่จะดำเนินการตรวจสอบวิธีการทุจริตโดยใช้คอมพิวเตอร์ผู้ตรวจสอบได้ขออนุมัติจากผู้อำนวยการของ APA ก่อนแล้ว

ในเดือนกรกฎาคม 2520 ผู้ตรวจสอบเริ่มดำเนินการามแผนงานตรวจสอบการยักยอกเงินจาก VSRS โดยการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างบัญชีปลอมใน MCA Master File จากนั้นก็ใช้โปรแกรมบัญชีที่สองโอนเงินจากบัญชีอื่นมาใส่ไว้ในบัญชีปลอม เสร็จแล้วก็ปลอมแปลงเอกสาร VSRS-1 นำไปเก็บไว้ในแฟ้มภายในห้องเก็บ VSRS-1 ปลอม ส่ง VSRS-3 ไปให้ VSRS โดยทางไปรษณีย์ 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะมีเช็ค 3 ใบ มูลค่ามากกว่า US $ 3,000 เหรียญ ส่งโดยทางไปรษณีย์มาตามที่อยู่ในท่อนล่างของ VSRS-3 การทดลองทำการทุจริตในครั้งนี้ผู้ตรวจสอบอาศัยเพียงแต่ความรู้ด้านการตรวจสอบเท่านั้น ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่อื่นใดในฐานะผู้ตรวจสอบ ซึ่งพนักงานของ VSRS ไม่สามารถกระทำได้

เมื่อฝ่ายบริหารทราบผลของการทดลองการทำการทุจริต ก็แสดงอาการไม่พอใจที่ผู้ตรวจสอบเข้าไปแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์ของ VSRS และชี้ให้เห็นว่าผู้ตรวจสอบสามารถยักยอกได้แต่เพียงเงินจำนวนน้อย ๆ เท่านั้น หากเป็นรายการใหญ่ ๆ จะต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน

ผู้ตรวจสอบจะดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นต่อไปตามจุดอื่น ๆ ของ VSRS และหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ได้สรุปสิ่งสำคัญ ๆ ที่พบจากการตรวจสอบ ส่งให้กับผู้บริหารของ VSRS ดังนี้
1. ใน MCA Master File ไม่แสดงรายการเคลื่อนไหวของบัญชี คงมีเฉพาะยอดคงเหลือปัจจุบันและดอกเบี้ยเท่านั้น
2. ในระหว่างปีการเงิน 2516 และ 2517 บัญชีสมาชิกทั้งหมดของนายจ้าง 470 ราย สูญหายและถูกทำลาย, ปี 2518 เทปที่ใช้เก็บข้อมูลการเงินคืนในอดีต (Refund Transaction History Tape) มีรอยขูดขีด และไม่มีเทปชุดสำรอง
3. VSRS มีปัญหาสำคัญยิ่งในด้านการควบคุมความถูกต้องของข้อมูลทางบัญชี เนื่องจากการที่นายจ้างไม่ส่ง Contribution Reports มาให้เพียงแต่ส่งเช็คและใบนำส่งเช็คให้ภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นเดือน (Reporting Period) ตัวอย่าง เช่น งวด 30 มิถุนายน 2517 มีองค์การของรัฐ 94 แห่งที่ไม่ส่งรายงานดังกล่าวให้ VSRS จนกระทั่งเลยกำหนดไปแล้ว 5 เดือนหรือมากกว่านั้น ในจำนวนนี้มี 6 แห่งที่ไม่ได้รายงานเป็นเวลา 1 หรือ 2 ปี ทำให้ VSRS ไม่สามารถจัดทำงบแสดงการเงินได้
4. ฝ่ายบริหารยินยอมให้คืนเงินแก่สมาชิกรายที่ออกจากงานในระหว่างนายจ้างยังส่ง Contribution Report มาให้ไม่ครบถ้วน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่นายจ้างไม่ยอมส่งรายงานให้ทันเวลา
5. นับตั้งแต่ปี 2516 ไม่มีการกระทบยอด (Reconciliation) ข้อมูลใน MCA Master File กับรายการบัญชีในสมุดบัญชีเงินสดรับและเงินสดจ่าย ในปีแรกที่เริ่มใช้ระบบ MCA การกระทบยอดข้อมูลทำได้ไม่ยุ่งยากนัก ต่อมาเมื่อมีการยินยอมให้คืนเงินได้โดยไม่ต้องรอรายงานจากนายจ้าง ประกอบกับเอกสารที่ใช้ในการบันทึกรายการใน MCA Master File และสมุดบัญชีไม่สามารถใช้ยันกันได้ จึงทำให้ไม่สามารถกระทบยอดได้โดยสิ้นเชิง ในขณะที่ตรวจสอบพบว่ามีผลต่างระหว่างจำนวนเงินในบัญชีกับ Control Book อยู่ US $10 เหรียญ
6. การแบ่งแยกหน้าที่ในฝ่ายประมวลยังไม่ดีพอ แผนก Contribution Reporting Section ซึ่งมีหน้าที่จัดทำรายการนำฝาก (Contribution Transactions) และคืนเงิน (Refund Cards) อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูล และยิ่งไปกว่านั้นผู้จัดการฝ่ายฯ ยังรับผิดชอบในการดูแลความถูกต้องของยอดรวมใน Control Books อีกด้วย
7. ผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลในฐานะที่เป็นผู้วิเคราะห์ระบบงานและเขียนโปรแกรม สามารถเข้าไปใช้แฟ้มข้อมูลและโปรแกรมได้โดยไม่จำกัด

จากผลของการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบได้สั่งการอีกครั้งหนึ่ง
– ให้ VSRS ยุติการยินยอมคืนเงินโดยที่ยังไม่ได้รับรายงาน Contribution ทันที
– ให้ VSRS จัดทำเอกสารคำอธิบายระบบงาน คู่มือปฏิบัติงาน
– ให้กระทำการกระทบยอดข้อมูลในคอมพิวเตอร์ กับรายการในสมุดบัญชีที่สำคัญๆ และจะต้องทำให้เสร็จก่อนที่ APA จะเริ่มงานตรวจสอบต่อไป ดังนั้น VSRS จึงจ้างบริษัทสอนบัญชีมาดำเนินการกระทบยอดข้อมูลตามคำสั่งของผู้สอบบัญชี แต่การทำงานของบริษัทสอบบัญชีล่าช้า กลุ่มผู้ตรวจสอบของ APA จึงตัดสินใจทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จเอง เพื่อประหยัดเงินที่จ่ายให้กับบริษัทสอบบัญชี

กรอบการกำกับดูแลของ ธปท.

กรอบการกำกับดูแลของ ธปท.

การค้นพบการทุจริต (The Discovery of Fraud)
ผู้ตรวจสอบกะว่าจะทำการกระทบยอดข้อมูลให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2520 จากนั้นก็จะกระทบยอดรายการในสมุดบัญชีของ VSRS กับรายการในสมุดบัญชีของสำนักงานบัญชีกลางของรัฐ ซึ่งเป็นมาตรฐานการตรวจสอบที่ APA ใช้เป็นประจำในการตรวจสอบองค์กรของรัฐ

เช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2521 ผู้ตรวจสอบค้นพบว่าจำนวนเงินที่บันทึกในสมุดบัญชีเงินสดจ่ายของ VSRS ไม่ตรงกับที่บันทึกในสมุดบัญชีของสำนักงานบัญชีกลาง ผู้ตรวจสอบจึงขอสลิป (Refund Voucher) ต้นฉบับจากสำนักงานบัญชีกลางมาเปรียบเทียบกับสลิปชุดสำเนาที่เก็บไว้ในแฟ้มของแผนก Refund Section ผู้ตรวจสอบพบว่ามีการแก้ไขสลิปต้นฉบับ และแก้ไขยอดเงินรวมในใบปะหน้าสลิปให้สอดคล้องกัน แต่มิได้แก้ไขเอกสารชุดสำเนา

ผู้ตรวจสอบได้นำสลิปที่ได้รับการแก้ไขไปให้หัวหน้าผู้ตรวจสอบที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ VSRS และผู้อำนวยการของ APA พิจารณา ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานสรรพากรของรัฐ (State Department of Taxation) เพื่อพิสูจน์ว่าชื่อผู้รับเงินและหมายเลขประกันสังคมนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม ผลการพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นรายงานถอนเงินปลอม

ประมาณ 2 โมงเช้า เจ้าหน้าที่ของ APA ที่ควบคุมการตรวจสอบ IT ได้รับแจ้งว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น และขอให้ตรวจสอบายละเอียดของเอกสารที่เกี่ยวข้องใหม่ เนื่องจากรายการถอนเงินปลอมนั้นปรากฏอยู่ในสลิปที่พิมพ์ด้วยเรื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นผู้ควบคุมการตรวจสอบ IT จึงสรุปได้ว่ามีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการทำทุจริตโดยทางใดทางหนึ่ง

4 โมงเช้า ผู้ตรวจสอบได้ยื่นหลักฐานการทุจริตให้แก่ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการของ VSRS และได้รายงานการทุจริตให้สำนักงานอัยการประจำรัฐ ตำรวจประจำรัฐ และผู้ว่าการรัฐ Virginia ทราบเช่นเดียวกัน

สิ่งที่ต้องทำในการตรวจสอบ (Audit Functions)
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นกรทุจริตครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกในมลรัฐ Virginia ถึงแม้ว่าผู้ตรวจสอบไม่ได้ทำการทดสอบความถูกต้องของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเมื่อพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ความรู้เกี่ยวกับระบบ Member Contribution Accounts (MCA) และระบบ Refund ที่ได้จากการตรวจสอบเบื้องต้นจะเป็นพื้นฐานช่วยให้ตรวจสอบการทุจริตนี้สำเร็จลงได้จากขั้นพื้นฐานที่จะต้องทำในการตรวจสอบ ได้แก่

1. การป้องกันรักษาข้อมูลการบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต รวมทั้งแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คัดลอกข้อมูลจาก History Tape, Current MCA master file และ Program Libraries ไปลงไว้ในเทปแม่เหล็ก

เมื่อทำการค้นหาต่อไป ผู้ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตเพิ่มขึ้นอีก สำหรับ Refund Vouchers ที่ออกในปี 2520 และ 2521 และขณะนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายจับกุมอดีตพนักงานในแผนก Refund Section 2 คน แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่บุคคลทั้งสองลาออกไปแล้ว การทุจริตก็ยังคงดำเนินต่อไป ผู้ตรวจสอบสงสัยว่าพนักงานปัจจุบันมีส่วนในการทุจริต ดังนั้นจึงสั่งให้ VSRS ปิดสถานที่ประกอบการ 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ในระหว่างนั้นก็ทำการตรวจสอบรายการคืนเงินทุกรายการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และส่งเรื่องให้ตำรวจออกหมายจับกุมหัวหน้าแผนก Refund Section เมื่อพบหลักฐานว่ากระทำการทุจริตจริง

2. การวางแผนและประสานงานตรวจสอบ (Planning and Coordination the Audit)
การค้นหาการทุจริตใน 4 วันแรก มีสภาพค่อนข้างสับสนวุ่นวาย ทั้งนี้เพราะ
2.1. ขาดการติดต่อระหว่างกัน
2.2. ทำงานซ้ำซ้อนกัน
2.3. ใช้วิธีการตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิผล
2.4. ไม่เข้าใจระบบ MCA และระบบ Refund อย่างลึกซึ้ง

จนกระทั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ คณะผู้ตรวจสอบได้จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาผลงานของวันก่อนๆ วิธีการบริหารงาน และการตรวจสอบที่จะที่จะทำในอนาคต ที่ประชุมตกลงมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบให้แก่ผู้เกี่ยวข้องในการตรวจสอบการทุจริต ดังนี้
1. ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์ (IT Audit Group) รับผิดชอบในการศึกษาระบบงานในการวางแผนการตรวจสอบ และมอบหมายงาน แบ่งแยกงานการตรวจ IT และแนะนำแนวทางการตรวจแก่ Financial Auditors และจัดทำรายงานทางคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับข้อมูลใน MCA และ Refund file ส่งให้ผู้ตรวจสอบด้านการเงิน
2. ผู้ตรวจสอบด้านการเงิน (Financial Audit Staff) รับผิดชอบในการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น ข้อมูลการบัญชี และหลักฐานการทุจริตตามรายงานคอมพิวเตอร์
3. ตำรวจสอบสวนของรัฐ (State Police Investigators) รับผิดชอบในงานการสอบสวนสถานที่เกิดเหตุ และออกหมายจับกุมตามเอกสารสำคัญที่ได้จากผู้ตรวจสอบ
4. สำนักงานอัยการประจำรัฐ (Commonwealth Attorney’s Office) มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ตำรวจสอบสวนของรัฐ

กลุ่มบุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการค้นหาการทุจริต แต่มีส่วนช่วยในการตรวจสอบ
1. The Joint Legislative Audit and Review Committee (JLARC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการคณะหนึ่งของสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ Virginia ได้มอบหมายให้ผู้วิเคราะห์กลุ่มหนึ่งทำการเช็คสอบการบริหารงานของ VSRS อย่างกว้าง ๆ
2. สำนักงานสอบบัญชีซึ่งเดิมเคยรับจ้างกระทบยอดข้อมูลให้ VSRS ทำสัญญาที่จะออกแบบและพัฒนาระบบงานให้ดีขึ้น รวมทั้งจัดวางการควบคุมและวิธีปฏิบัติงานใหม่

3.การเขียนเค้าโครงเรื่องของการทุจริต (Developing Fraud Scenarios) และการปฏิบัติงานของ IT examiners และ Financial examiners
ในขั้นแรกที่มีการพบว่าการทุจริตเกิดขึ้น ผู้ตรวจสอบก็ได้เขียนโครงเรื่องหยาบๆ ไว้แล้ว แต่ไม่มีเวลาที่จะเขียนรายละเอียดเพิ่มขึ้น เพราะจะต้องค้นหารายการทุจริตเพิ่มเติม ผู้ตรวจสอบด้านการเงินซึ่งทำหน้าที่ค้นหารายการทุจริตไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงไม่สามารถเข้าใจระบบการบัญชีและการควบคุมภายในด้านคอมพิวเตอร์ จึงไม่อาจกำหนดรูปแบบและวิธีการตรวจสอบการทุจริตได้ ดังนั้นผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์จึงต้องเข้ามาช่วยศึกษาระบบ และกำหนดรูปแบบของการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้ และเป็นผู้แนะนำวิธีการตรวจสอบและแนวการตรวจสอบแต่ละขั้นตอนในเรื่องที่เกี่ยวข้องให้แก่ Financial Examiner เพื่อการปฏิบัติงานการตรวจสอบร่วมกันด้วย และเพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์จะติดตามรายการข้อมูลแต่ละรายการของระบบงานตั้งแต่ต้นจนจบ และจะบันทึกวิธีปฏิบัติด้วยมือและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่ใช้ตรวจสอบ (Audit Trail Document) จากข้อมูลอันนี้ผู้ตรวจสอบสามารถทราบได้ว่าใครคือผู้อนุมัติรายการทุจริตที่เกิดขึ้น และที่สำคัญมากไปกว่านี้คือ ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์สามารถแยกรายการที่มีลักษณะเหมือนกับรายกาทุจริตออกมาต่างหากได้

ลักษณะการตรวจสอบทุจริตแยกได้เป็น 2 แบบ คือ
1. Dynamic คือ การให้ผู้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์เป็นผู้ดึงรายการข้อมูลที่น่าสงสัย โดยพิจารณาจากลักษณะของรายการทุจริตที่เกิดมาแล้ว ส่งให้ผู้ตรวจสอบด้านการเงินตรวจสอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมในกรณีที่เป็นการทุจริตอันเกิดมาจากการแก้ไขข้อมูลที่บันทึกในคอมพิวเตอร์ ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์จะต้องพิจารณาดูว่าเค้าโครงเรื่องของการทุจริตเหมือนกับที่เกิดมาแล้วหรือเป็นเรื่องใหม่
2. Descriptive คือ การให้ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์เป็นผู้ศึกษาการควบคุมภายในระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์อย่างกว้าง ๆ เพื่อปรับปรุงเค้าโครงเรื่องการทุจริตที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น หรือกำหนดรูปแบบของการทุจริตอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ตรวจสอบบรรลุเป้าหมายคือ การทำผังการควบคุมภายใน (Control Flowcharting)

การจัดระดับความเสี่ยงรวม

การจัดระดับความเสี่ยงรวม

4.การจัดทำผังควบคุมภายในระบบงาน (Preparing Control Flowcharts)
เพื่อจะให้เข้าใจการควบคุมภายในระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จำเป็นต้องจัดทำแผนรายละเอียดของการควบคุมของแต่ละระบบงาน ผังการควบคุมนี้จะแสดงวิธีการปฏิบัติงานระบบทั้งมดของระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งของระบบเรียบร้อยแล้ว

5. การใช้โปรแกรมตรวจสอบ (Using Audit Software)
ในการตรวจสอบสอบการทุจริตเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์และดึงข้อมูลออกมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นหากไม่ใช้โปรแกรมตรวจสอบช่วยแล้ว ก็ไม่อาจจะตรวจสอบการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิผล ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์ที่ VSRS มีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรมตรวจสอบมาแล้วมากกว่า 1 ปี ดังนั้นภายในเวลา 2 สัปดาห์ก็สามารถใช้โปรแกรมตรวจสอบออกรายงานต่างๆ ได้ประมาณ 150 ชนิด

6. การเข้าไปร่วมในการพัฒนาระบบงานใหม่ (Participating in New System Developing)
จากผลชองการทุจริตที่เกิดขึ้น VSRS จำเป็นต้องวางวิธีการควบคุมใหม่ภายในระบบ Refund โดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ได้ส่งย้ายพนักงานของแผนก Refund Section ไปทำหน้าที่อื่นโดยให้ผู้ตรวจสอบด้านการเงินทำหน้าที่แทน สำนักงานสอบบัญชีดำเนินการวางระบบการควบคุมและวิธีปฏิบัติงานใหม่เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองการเปลี่ยนแปลงนี้ และยังมีส่วนในการออกแบบและพัฒนาระบบงานร่วมกับบริษัทสืบสวนและสอนสวนทางด้านการบัญชีและการทุจริตด้วย

ผลที่ได้จากการตรวจค้นการทุจริต (Results of the Fraud Investigation)
ผู้ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริต 4 แบบ และจำนวนเงินที่ถูกยักยอกไปเท่ากับ US $111,149.92 เหรียญ ดังนี้
1. การแก้ไขรายการในสลิปถองเงิน (The Alteration of Refund Vouchers)
2. การสร้างบัญชีสมาชิกปลอม (Creation of Fictitious Member Contribution Accounts)
3. การยักยอกเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว (Looting Inactive Member Contribution Accounts)
4. การสร้างรายการถอนเงินปลอม (Creation of Fictitious Refund Voucher Transactions)

จากการที่ผู้ตรวจสอบได้พบว่าการทุจริตมี 4 แบบข้างต้นนั้น ท่านที่สนใจเมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ และนึกถึงเหตุการณ์การทุจริตของสถาบันการเงินของไทย ที่ปรากฏเป็นข่าวประมาณ 2 เดือนนี้ นั้น ท่านคิดว่าการทุจริตในอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว สามารถเกิดซ้ำอีกในสถาบันการเงินของไทยได้หรือไม่ ผมขอเกริ่นเล็กน้อยในที่นี้ว่า Lesson – Learned ดี ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการต่าง ๆ รวมทั้งวงการสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศ มีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกแทบทุกกรณี ทั้งนี้เพราะผู้บริหารที่รับผิดชอบและผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบยังขาดความเอาใจใส่ในกระบวนการบริหารความเสี่ยง อย่างเป็นระบบทั้งทางด้าน IT และ Non-IT เท่าที่ควรหลายแห่ง เมื่อใช้บริการจากบุคคลภายนอกแล้ว ก็ค่อนข้างละเลยในมาตรการกำกับและการควบคุมดูแลความเสี่ยง การควบคุมภายในและการตรวจสอบภายในที่ควรกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดไป ลองอ่านต่อไปนะครับ

1. การแก้ไขรายการในสลิปถอนเงิน (The Alteration of Refund Vouchers)
การทุจริตวิธีนี้เกิดจากการที่เสมียนเพิ่มจำนวนในสลิปถอนเงินที่ส่งไปยัง สำนักงานคลังของรัฐเพื่อจ่ายเงินให้แก่สมาชิก ฝ่ายบริหารของ VSRS ไม่สามารถตรวจพบการทุจริตวิธีนี้ได้ เพราะการแก้ไขรายการในสลิปเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้อำนวยการของ VSRS ได้ตรวจสอบและลงรายชื่อในสลิปเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น แก้ไขจำนวนเงินในสลิปถอนเงินจาก US $1,444.49 เหรียญเป็น US $7,444.49 เหรียญ เพิ่มขึ้น US $6,000 เหรียญ ผู้ตรวจสอบพบรายการทุจริตโดยเพียงแต่ตรวจสอบสลิปถอนเงินของ VSRS ทั้งหมดที่ส่งไปยังสำนักงานคลังของรัฐกับใบปะหน้า และรายชื่อของสมาชิกผู้รับเงินและจำนวนเงินที่ได้รับในรายงานคอมพิวเตอร์ ผู้ตรวจสอบยังค้นพบว่าอดีตอดีตพนักงานในแผนก Refund Section สองคนเป็นผู้กระทำการทุจริต และสามารถยักยอกเงินไปได้ US $62,797.72 เหรียญ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 17 พฤษภาคม 2520

ท่านผู้อ่านที่ได้อ่านมาถึงตอนนี้ก็จะพบว่า การทุจริตของบริษัท VSRS เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่เสียหายในอดีตกับความเสียหายจากการทุจริตกรณีธนาคาร Socgen ที่เป็นเงินประมาณ 7,000,000,000 ล้านเหรียญ US (เจ็ดพันล้านเหรียญสหรัฐ) นั้น มีมูลค่าต่างกันอย่างมหาศาล และเมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายของวงการสถาบันการเงินต่าง ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริการและยุโรป ในยุค Hamburger Crisis ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการละเลย การยกเว้น ความมั่นใจจนเกินขอบเขต การไม่กำหนดและการไม่ปฏิบัติตามหลักการ Risk Appetite และ Risk Tolerance ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ ที่ทุกองค์กรต้องจัดให้มีขึ้น และการละเลย ติดตาม ตรวจสอบ รายงานที่สำคัญ ๆ ทั้งการเงินและไม่ใช่การเงิน ++ ซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารความเสี่ยงที่ดี ทำให้แทบทุกประเทศในโลกก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

การตรวจสอบการควบคุมภายในและ Operational Risk ของสถาบันการเงิน โดย ธปท.

การตรวจสอบการควบคุมภายในและ Operational Risk ของสถาบันการเงิน โดย ธปท.

ดังนั้น การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายในตามฐานความเสี่ยงและการตรวจสอบตามฐานความเสี่ยง ที่ต้องมีจริยธรรม และความมุ่งมั่นที่จะเห็นองค์กรก้าวไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปกับการบริหารและการตรวจสอบการทุจริตที่ไม่อาจละเว้นได้ในทุกองค์กร ขอให้ท่านลองอ่านบทความของ VSRS ต่อไป และลองพิจารณาดูว่า COSO – ERM มีความสำคัญอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง IT Risk ที่เกี่ยวข้องกับ COSO

2. การสร้างบัญชีสมาชิกปลอม (Creation of Fictitious Member Contribution Accounts – MCA)
การตรวจพบว่ามีการแก้ไขจำนวนเงินในสลิป ทำให้ผู้ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตแบบอื่นอีกที่ใช้วิธีสร้างรายการแปลกปลอมเข้าไปเก็บไว้ใน Refund Systems ดังนั้นผู้ที่จะช่วยเหลือในการตรวจค้นการทุจริตวิธีนี้ก็คือ ผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูล ซึ่งมีความรู้ความชำนาญด้านเทคนิคเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ของ VSRS เป็นอย่างดี

จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับลักษณะของรายการทุจริต ประกอบกับความรู้ความชำนาญด้านเทคนิคทำให้ผู้จัดการฝ่ายประมวลผลข้อมูลสามารถดึงรายการทุจริตออกมาได้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเป็นผลทำให้ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบและเจ้าหน้าตำรวจเริ่มสงสัยผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูล เนื่องจากสามารถค้นหารายการทุจริตได้รวดเร็วมาก และเท่ากับย้ำความคิดที่ว่าผู้ทุจริตจะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่พบหลักฐานใดที่แสดงว่าผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลเป็นผู้ที่กระทำการทุจริตเอง

ลักษณะทั่ว ๆ ไป ของบัญชีปลอมใน MCA master file มีดังนี้
1. บัญชีที่มี State Code เป็น 3
2. ช่องที่ใช้สำหรับบันทึกจำนวนเงิน (Contribution Update File) มียอดเป็นศูนย์
3. ไม่มีแบบฟอร์มใยสมัครเป็นสมาชิก (VSRS-1)

3. การยักยอกเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว (Looting Inactive Member Contribution Accounts)
ผู้ทุจริตได้ถูกยักยอกเงินตามวิธีที่ 2 ในเดือนมิถุนายน 25820 เพราะนายจ้างที่เคยส่งรายงานล่าช้า รวมทั้ง Fairfax Country ได้ปรับปรุงการส่งรายงานให้เร็วขึ้นแล้ว จึงคิดว่าไม่มีทางยักยอกเงินได้อีก แต่ถ้าหากทราบว่าไม่มีการควบคุมภายในระบบ Refund เพียงพอที่จะค้นพบบัญชีปลอมได้ ก็คงจะยังทำเช่นนี้ต่อไป เวลาต่อมาเสมียนในแผนกคนหนึ่งได้ลาออกไป

ในระหว่างเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2520 เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการตรวจสอบ EDP ได้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมการสอบถามพนักงานในแผนก Refund ด้วย เมื่อผู้จัดการฝ่าย Operation ทราบว่าผู้ตรวจสอบกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับความอ่อนแอของการควบคุม ก็ได้ลาอกไปตอนปลายเดือนมิถุนายน 2520

ในเดือนกันยายน 2520 ก็มีรายการทุจริตแบบใหม่เกิดขึ้นอีก คราวนี้เป็นการลักลอบถอนเงินจากบัญชีสมาชิกรายที่ไม่มีรายการเคลื่อนไหวในแผนก MCA master file ผู้ตรวจสอบค้นพบการทุจริตวิธีนี้ได้โดยการคัดเลือกสลิปคืนเงินที่มีชื่อ L.A. Tanner ซึ่งเป็นชื่อบัญชีปลอมในการทุจริตกรณีอื่นๆ ปรากฏว่ามีสลิปใบหนึ่งลงวันที่ 17 ตุลาคม 2520 ลงนาม L.A. Tanner และเมื่อสอบถามรายละเอียดในสลิปย้อนกลับไป แทนที่จะพบว่าเป็นรายการถอนเงินจากบัญชีปลอม กลับกลายเป็นรายการถอนเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว ซึ่งยังคงมียอดคงเหลืออยู่ และชื่อบัญชีในคอมพิวเตอร์ก็เป็นชื่อจริง แต่ในสลิปถอนเงินลงชื่อ L.A. Tanner

เมื่อผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์ทำการวิเคราะห์เพิ่มเติม ก็ทราบว่าการทุจริตเกิดขึ้นได้เพราะเสมียนในแผนก Refund เป็นผู้เจาะบัตรถอนเงินบางรายจากเอกสารเบื้องต้น (เช่น VSRS-3 หรือรายงานบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว) ซึ่งรวมถึงการเจาะรายชื่อลงบัตรด้วย เมื่อส่งบัตรที่เจาะแล้วไปเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะพิมพ์รายงาน ชื่อ และจำนวนเงินที่ถอนคืน ตามข้อมูลในบัตรเจาะโดยที่ไม่ได้เช็คสอบกับชื่อในยอดคงเหลือในบัญชีที่แท้จริงในคอมพิวเตอร์ และถ้าหากจะมีผลต่างเกิดขึ้นก็ไม่มีใครตรวจพบ เพราะเสมียนเป็นผู้ควบคุมงานตั้งแต่ต้นจนจบ บัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวเป็นบัญชีซึ่งไม่มีรายการฝากถอนมานานแล้ว และเจ้าของบัญชีบางรายสิ้นชีวิตไปแล้ว ผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินจึงไม่ทราบยอดเงินคงเหลือในบัญชี

ดังนั้นเสมียน Refund เพียงแต่เจาะชื่อปลอมลงในบัตรถอนเงินคืน (Refund Card) เท่านั้นก็ยักยอกเงินมาใช้ได้ นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์ของ VSRS ไม่มีโปรแกรมที่จะป้องกันการถอนเงินจากบัญชีที่มียอดคงเหลือเป็นศูนย์ ฉะนั้นเสมียนจึงสามารถถอนเงินออกไปเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้ ไม่ว่าในบัญชีจะมียอดคงเหลือหรือไม่ก็ตาม

ผู้ตรวจสอบได้ดำเนินการค้นหารายการที่ทุจริตโดยยึดถือรายงานบัญชีไม่เคลื่อนไหวฉบับก่อนเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าเสมียน Refund ใช้รายงานนี้เป็นแหล่งของข้อมูลที่ใช้ในการทุจริต ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2520 VSRS มีบัญชีไม่เคลื่อนไหวรหัส (Status) 3, 4 และ 5 ประมาณ 5,000 บัญชี ยอดคงเหลือในบัญชีเป็นบวกและลบทั้งสิ้นมากกว่า US $+200,000 เหรียญ และ US $-125,000 เหรียญ ตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีบัญชีไม่เคลื่อนไหวรหัส 2 กว่า 62,000 บัญชี ยอดคงเหลือรวมมากกว่า US $100 ล้านเหรียญ เนื่องจากบัญชีไม่เคลื่อนไหวมีมาก

ดังนั้นผู้ตรวจสอบจึงใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการตรวจสอบและวิเคราะห์ ผู้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ใช้โปรแกรมเปรียบเทียบรายการถอนเงิน (Refund Transactions) ใน History Tape กับบัญชี MCA master file ของปีปัจจุบันและปีก่อนที่มีหมายเลขประกันสังคมตรงกัน เสมียน Refund ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมายเลขประกันสังคมได้เมื่อเจาะบัตรถอนเงินคืน เพราะหมายเลขประกันสังคมเป็นข้อบังคับส่วนหนึ่งของการนำเข้าข้อมูล MCA master file เข้าไปในคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์จะดึงรายการถอนเงินใน History Tape ที่มีหมายเลขประกันสังคมเหมือนกับบัญชีใน MCA master file แต่มีชื่อสมาชิกเจ้าของบัญชีต่างกันออกมาประมาณ 3,000 รายการ และพิมพ์เป็นรายงานส่งให้ผู้ตรวจสอบด้านการเงิน (Financial Auditors) ทำการตรวจสอบความถูกต้องของรายการเหล่านี้ต่อไป

อย่างไรก็ตามรายการถอนเงินซึ่งมีหมายเลขประกันสังคมและชื่อบัญชีเหมือนกันใน MCA master file ก็อาจจะเป็นรายการที่ทุจริตได้ เพราะอาจจะมีการส่งเช็คไปให้แก๊งผู้ทุจริต ฉะนั้นวิธีที่จะค้นพบการทุจริตเช่นนี้ คือ สอบถามไปยังเจ้าของบัญชีว่าได้รับเงินที่ถอนไปหรือไม่ นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2520 จนถึงมกราคม 2521 เสมียนและหัวหน้าแผนก Refund ยักยอกเงินไปได้เพียง US $10,670.40 เหรียญ ในนามของตนเอง ญาติและเพื่อน ๆ

4. การสร้างรายการถอนเงินปลอม (Creation of Fictitious Refund Voucher Transactions)
การทุจริตแบบวิธีนี้ง่ายมากหัวหน้าแผนก Refund เป็นผู้ปลอมแปลงสลิปถอนเงินเองโดยไม่ผ่านคอมพิวเตอร์ ประทับตรา “ด่วนมาก” (RUSH) ลงในสลิป แล้วส่งให้ผู้อำนวยการของ VSRS ลงนามอนุมัติเพื่อส่งต่อไปให้สำนักงานคลังของรัฐและสำนักบัญชีกลางของรัฐ ต่อมาสำนักงานคลังของรัฐก็จะส่งเช็คมาให้ผู้ทุจริตหัวหน้าแผนก Refund กล้าทำวิธีนี้เพราะทราบจากการที่ได้พูดคุยกับผู้ตรวจสอบด้านการเงินระหว่างที่ทำการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบ Refund ว่า ผู้ตรวจสอบไม่ทราบมาก่อนว่าการจัดทำสลิปถอนเงินด้วยมือสามารถกระทำได้

การจัดระดับโดยรวม

การจัดระดับโดยรวม

สรุปกรณีศึกษาการทุจริตของ Virginia
1. การตรวจสอบเพื่อค้นหารายการทุจริตทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงในเดือนพฤษภาคม 2521 สรุปได้ว่ามีผู้ทุจริตทั้งสิ้น 16 คน เป็นพนักงานของ VSRS 3 คน และบุคคลภายนอก 13 คน ถูกส่งฟ้องในข้อหาโจรกรรมและมีส่วนร่วมในการโจรกรรม ศาลพิพากษาให้จำคุกรวมทั้งสิ้น 50 ปี ผู้ที่ได้รับโทษหนักที่สุดคือ หัวหน้าแผนก Refund 8 ปี เสมียนแผนก Refund 2 คน คนละ 6 ปี จนถึงมิถุนายน 2521 ผู้ตรวจสอบก็กลับไปตรวจสอบด้านการเงินตามปกติต่อไปจนเสร็จสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2521 แล้วส่งรายงานงบแสดงฐานะการเงินของ VSRS พร้อมทั้งความเห็นของผู้สอบบัญชีให้แก่ฝ่ายบริหารของ VSRS

2. ในการตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ของ VSRS ครั้งนี้ ผู้ตรวจสอบด้านคอมพิวเตอร์ได้พบอุปสรรคในการตรวจสอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ
2.1. ฝ่ายบริหารของ VSRS ไม่ให้ความร่วมมือและแสดงอาการไม่พอใจที่ผู้ตรวจสอบเข้าไปแทรกแซงระบบคอมพิวเตอร์
2.2. เนื่องจาก VSRS จัดทำคู่มือประกอบระบบงาน ( System Document) ไม่ดีพอ ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับระบบงานส่วนใหญ่ได้มาจากการสอบถามพนักงานของ VSRS โดยตรง ผลเสียของการใช้วิธีการสอบถามก็คือ พนักงานของ VSRS จะทราบในระหว่างที่สอบถามว่าผู้ตรวจสอบยังไม่ทราบเรื่องใดบ้าง และจะพยายามไม่ตอบหรือเปิดเผยสิ่งที่นอกเหนือคำถาม ฉะนั้นจึงทำให้ผู้ตรวจสอบไม่สามารถเข้าใจระบบงานนั้นได้อย่างลึกซึ้งและมองข้ามจุดอ่อนบางอย่างไปได้

3. ความร่วมมือและการชี้แนะของ EDP/IT examiner ต่อ Financial examiner เพื่อการตรวจสอบการทุจริตทางการเงิน มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานในครั้งนี้ ทั้งนี้เพราะการตรวจพบการทุจริตทั้ง 4 แบบ เป็นงานการตรวจสอบด้าน Financial แต่การ process งานด้านบัญชีกระทำโดยระบบคอมพิวเตอร์ดังนั้นความร่วมมือและการประสานงานของผู้ตรวจสอบในแต่ละด้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องดำเนินการควบคู่กันไปเสมอ

4. จุดอ่อนของระบบงานที่ช่องทางให้เกิดการทุจริต
4.1. ไม่มีการควบคุมการเข้าและออก Storeroom ซึ่งเป็นห้องที่ใช้เก็บ VSRS-1 และ VSRS-3 ทำให้พนักงาน VSRS สามารถปลอมแปลงเอกสารดังกล่าวไปเก็บไว้ในห้อง หรือนำเอกสารออกมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง เสมียนในแผนก Refund อาศัยจุดอ่อนนี้ปลอมแปลง VSRS-3 เพื่อสร้างบัญชีสมาชิกปลอมขึ้นตามผลที่ได้จากการตรวจค้นการทุจริต จากการสร้างบัญชีสมาชิกปลอม
4.2. การยินยอมให้ถอนเงินก่อนและจะบันทึกหักบัญชีภายหลังเมื่อนายจ้างส่งรายงาน Contribution Report มาให้ครบถ้วนแล้ว เสมียนในแผนก Refund อาศัยจุดอ่อนนี้แก้ไขจำนวนเงินใน สลิปถอนเงินโดยไม่ต้องพะวงว่ายอดในบัญชีจะมียอดคงเหลือพอหรือไม่ ตามผลที่ได้จากการตรวจค้นการทุจริต การแก้ไขรายการในสลิปถอนเงิน
4.3. การยินยอมให้เสมียนในแผนก Refund เป็นผู้มีอำนาจเจาะบัตรถอนเงินในบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว และรายงานถอนเงินนี้จะไม่ปรากฏใน Refund Inventory Tape เสมียนในแผนก Refund อาศัยจุดอ่อนนี้ยักยอกเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวตามผลที่ได้จากการตรวจค้นการทุจริต การยักยอกเงินจากบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว
4.4. การแบ่งแยกหน้าที่ในฝ่ายประมวลข้อมูลไม่เหมาะสม แผนก Contribution Reporting Section ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการรับเงินฝากและถอนเงินฝากอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลและฝ่ายประมวลข้อมูลยังมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความถูกต้องของยอดรวมใน Control Book ด้วย
4.5. ผู้จัดการฝ่ายประมวลข้อมูลซึ่งเป็นผู้ที่เขียนโปรแกรม และวิเคราะห์ระบบงานสามารถเข้าไปใช้แฟ้มข้อมูลและโปรแกรมทั้งหมดโดยไม่จำกัด


แนวทาง/กรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

มิถุนายน 1, 2009

วันนี้ ผมจะนำเสนอถึงกระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน ตามหลักการของ COSO – ERM ในกระบวนการถัดไป ซึ่งเป็นเรื่องของการกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting) และถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารความเสี่ยง COSO – ERM ทั้ง 8 ประการ หลังจากที่ได้พิจารณาสภาพแวดล้อมภายในองค์กรไปแล้ว

การบริหารงานเพื่อก้าวไปสู่พันธกิจ และวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งจะต้องถูกถ่ายทอดเป็นแผนปฏิบัติการและโครงการต่าง ๆ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องเข้าใจการกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เพื่อกำหนดการควบคุมที่เหมาะสมได้ และมีหลักการโดยย่อตามรูปภาพ

การกำหนดวัตถุประสงค์ตามหลัก SMART

การกำหนดวัตถุประสงค์ตามหลัก SMART

เพราะการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นกระบวนการจะชี้ปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ภายใน และเหตุการณ์ภายนอกขององค์กรนั้น จะมุ่งไปสู่การระบุเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของแผนงาน/โครงการต่าง ๆ ขององค์กร เป็นสำคัญ และการจัดการกับความเสี่ยงใด ๆ ก็จะมุ่งไปที่สาเหตุ หรือมูลเหตุที่แท้จริงที่สามารถควบคุมและจัดการกับความเสี่ยงให้ได้ผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า แผนงานและโครงการขององค์กรจะก้าวสู่ความสำเร็จได้ตามแผนงานที่วางไว้

วัตถุประสงค์โดยรวมของทุกองค์กร อาจแบ่งได้เป็นวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ หรือวัตถุประสงค์หลักขององค์กร และตามด้วยวัตถุประสงค์ย่อยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามแผนงาน ซึ่งจะอธิบายโดยแผนภาพย่อ ๆ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร หรือ ERM 8 ประการ ดังนี้

องค์ประกอบสำคัญของการกำหนดวัตถุประสงค์ - หัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารความเสี่ยง

องค์ประกอบสำคัญของการกำหนดวัตถุประสงค์ - หัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารความเสี่ยง

ประเภทของวัตถุประสงค์
ทุก ๆ องค์กร จะต้องเผชิญกับความหลากหลายของความเสี่ยงจากแหล่งภายในและภายนอก รวมทั้งการคาดการณ์สำหรับการระบุเหตุการณ์ให้มีประสิทธิภาพ การประเมินความเสี่ยง การตอบสนองความเสี่ยงเป็นจุดเริ่มต้นของวัตถุประสงค์ โดยเชื่อมโยงกับระดับที่แตกต่างและมีความเหนียวแน่นอยู่ภายใน วัตถุประสงค์ถูกตั้งไว้ที่ระดับกลยุทธ์ เป็นพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติการ การรายงานผล และการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ได้ถูกวางเป็นแนวเดียวกับความเสี่ยงซึ่งผลักดันระดับความทนต่อความเสี่ยงเพื่อสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ในองค์กร

การตั้งวัตถุประสงค์ คือ การคาดการณ์สำหรับการระบุเหตุการณ์ การประเมินความเสี่ยง และการตอบสนองความเสี่ยง การมีวัตถุประสงค์ก่อนการบริหารสามารถระบุความเสี่ยงสำหรับการบรรลุผลสำเร็จและเป็นการนำการปฏิบัติที่จำเป็นมาใช้ในการจัดการกับความเสี่ยง

การกำหนดวัตถุประสงค์จึงต้องมีความชัดเจนเพื่อให้การบ่งชี้ความเสี่ยงมีความน่าเชื่อถือ เมื่อได้กำหนดวัตถุประสงค์ขึ้นมาแล้วควรสื่อสารให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรด้วย เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความเข้าใจตรงกันและสามารถดำเนินการเพื่อมุ่งให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรได้

1. วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Objective)/วัตถุประสงค์หลัก
พันธกิจขององค์กรถูกตั้งไว้อย่างกว้าง ๆ ว่าต้องการความสำเร็จอะไร อาจเรียกว่า พันธกิจ (Mission), วิสัยทัศน์ (Vision), หรือ เป้าหมาย (Purpose) ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญ ซึ่งฝ่ายบริหารที่มีความเอาใส่ใจได้สร้างไว้อย่างกว้าง ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลในการเป็นอยู่ของกิจการ ผู้บริหารเป็นผู้ตั้งวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ สร้างกลยุทธ์และสร้างวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องเพื่อองค์กร ในขณะที่พันธกิจที่เป็นจริงและวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์มีเสถียรภาพ กลยุทธ์และวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องจะมีความเป็นพลวัตรมากกว่าและสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสภาพภายในและภายนอกได้

วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์เป็นเป้าหมายระดับสูง เป็นแนวทางเดียวกันและสนับสนุนพันธกิจ วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์สะท้อนทางเลือกทางการบริหาร ในการทำอย่างไรให้องค์กรช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม

ผู้บริหารเป็นผู้จัดตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (Strategic Objective) โดยเลือกกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายระดับสูง (High-Level goal) และเป้าหมายดังกล่าวต้องสนับสนุนและเป็นไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร

ผู้บริหารระดับรองลงมา จะต้องกำหนดแผนปฏิบัติงานเพื่อรองรับแผนกลยุทธ์ และในแผนปฏิบัติงานนั้นต้องกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงและสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ดังนั้นวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้นจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการพิจารณาความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและมีผลต่อความสำเร็จของวัตถุประสงค์นั้น ๆ

ในการพิจารณาเลือกกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ผู้บริหารเป็นผู้ระบุความเสี่ยงกับระดับของกลยุทธ์ต่าง ๆ และพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การระบุเหตุการณ์ที่หลากหลายและเทคนิคการประเมินความเสี่ยง สามารถนำมาใช้ในกระบวนการตั้งกลยุทธ์

2. วัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้อง
การตั้งวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง (ซึ่งสนับสนุนและเป็นไปในแนวทางเดียวกับกลยุทธ์ที่ได้เลือก) สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กรเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จ หากมุ่งเน้นไปที่วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์และกลยุทธ์ องค์กรได้ถูกวางไว้เพื่อพัฒนาวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ ความสำเร็จจะสร้างและสงวนคุณค่าของวัตถุประสงค์เหล่านั้น ในวัตถุประสงค์แต่ละชุดจะเชื่อมโยงและรวมกับหลาย ๆ วัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ ผ่านองค์กรไปยังวัตถุประสงค์ย่อยซึ่งสร้างกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ยอดขาย การผลิต วิศวกรรมและงานด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น

จากการตั้งวัตถุประสงค์ในระดับเอกลักษณ์และระดับกิจกรรมทำให้สามารถระบุปัจจัยสำคัญในความสำเร็จได้ ซึ่งหากต้องการไปถึงเป้าหมายจะต้องไปในทางที่ถูกต้อง ปัจจัยสำคัญมีอยู่เพื่อความเป็นจริงหน่วยธุรกิจ หน่วยงาน แผนกหรือปัจเจกบุคคล จากการตั้งวัตถุประสงค์ ผู้บริหารสามารถระบุเกณฑ์การวัดผลการปฏิบัติงานซึ่งมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยสำคัญในความสำเร็จ

วัตถุประสงค์จะสอดคล้องกับการฝึกปฏิบัติและผลงาน การเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรม อย่างไรก็ตามหากวัตถุประสงค์ใหม่มีความแตกต่างจากการปฏิบัติที่ผ่านมา ผู้บริหารมักเชื่อมต่อหรือเพิ่มความเสี่ยงขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ความจำเป็นของวัตถุประสงค์ของหน่วยธุรกิจหรือวัตถุประสงค์ย่อยซึ่งสอดคล้องกับทิศทางใหม่จะมีความสำคัญมากกว่า

วัตถุประสงค์ต้องวัดได้และง่ายต่อการทำความเข้าใจ การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจต้องการให้บุคลากรทุกระดับมีความเข้าใจวัตถุประสงค์ขององค์กรในแง่ที่มีความสัมพันธ์กับตนเอง พนักงานทุกคนจะต้องมีความเข้าใจสิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จและค่ากลางในการวัดผลของความสำเร็จ

กลุ่มของวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้อง
เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย จึงได้แบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้
– วัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติการ (Operation)
– เป็นวัตถุประสงค์ที่มุ่งสู่ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงานขององค์กร ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์ย่อยสำหรับการปฏิบัติที่มุ่งการส่งเสริมการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด

– วัตถุประสงค์เชิงรายงาน(Reporting) – เป็นวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของการรายงาน ซึ่งรวมถึงรายงานภายในและภายนอก และอาจรวมถึงข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน การรายงานที่น่าเชื่อถือทำให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสมบูรณ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร รวมทั้งช่วยตรวจสอบผลงานและกิจกรรมของผู้บริหาร ตัวอย่างของรายงานอาจรวมถึงผลของกิจกรรมทางการตลาด รายงานการขายประจำวัน คุณภาพการผลิต ลูกจ้าง และความพึงพอใจของลูกค้า รายงานที่น่าเชื่อถือทำให้ผู้บริหารมั่นใจในการเตรียมรายงานที่น่าเชื่อถือสำหรับการนำไปเผยแพร่ รายงานเหล่านี้รวมถึงเอกสารทางการเงินและเชิงอรรถ การอภิปรายและการวิเคราะห์ในระดับบริหารรวมทั้งรายงานต่างๆ ที่เก็บไว้คู่กับกฎระเบียบบริษัท

– วัตถุประสงค์ด้านการปฏิบัติตาม กฎ ระเบียบ ขององค์กร/ความร่วมมือ (Compliance ) – เป็นวัตถุประสงค์ที่ยึดตามกฎหมายและกฎระเบียบ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น กฎระเบียบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และมีแนวโน้มที่คล้ายคลึงกันทุกองค์กรและทุกอุตสาหกรรมในบางกรณี


แนวทาง/กรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

มิถุนายน 1, 2009

วันนี้ ผมจะนำเสนอถึงกระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน ตามหลักการของ COSO – ERM ในกระบวนการถัดไป ซึ่งเป็นเรื่องของการกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting) และถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารความเสี่ยง COSO – ERM ทั้ง 8 ประการ หลังจากที่ได้พิจารณาสภาพแวดล้อมภายในองค์กรไปแล้ว

การบริหารงานเพื่อก้าวไปสู่พันธกิจ และวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งจะต้องถูกถ่ายทอดเป็นแผนปฏิบัติการและโครงการต่าง ๆ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องเข้าใจการกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เพื่อกำหนดการควบคุมที่เหมาะสมได้ และมีหลักการโดยย่อตามรูปภาพ

การกำหนดวัตถุประสงค์ตามหลัก SMART

การกำหนดวัตถุประสงค์ตามหลัก SMART

เพราะการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นกระบวนการจะชี้ปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ภายใน และเหตุการณ์ภายนอกขององค์กรนั้น จะมุ่งไปสู่การระบุเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของแผนงาน/โครงการต่าง ๆ ขององค์กร เป็นสำคัญ และการจัดการกับความเสี่ยงใด ๆ ก็จะมุ่งไปที่สาเหตุ หรือมูลเหตุที่แท้จริงที่สามารถควบคุมและจัดการกับความเสี่ยงให้ได้ผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า แผนงานและโครงการขององค์กรจะก้าวสู่ความสำเร็จได้ตามแผนงานที่วางไว้

วัตถุประสงค์โดยรวมของทุกองค์กร อาจแบ่งได้เป็นวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ หรือวัตถุประสงค์หลักขององค์กร และตามด้วยวัตถุประสงค์ย่อยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามแผนงาน ซึ่งจะอธิบายโดยแผนภาพย่อ ๆ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร หรือ ERM 8 ประการ ดังนี้

องค์ประกอบสำคัญของการกำหนดวัตถุประสงค์ - หัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารความเสี่ยง

องค์ประกอบสำคัญของการกำหนดวัตถุประสงค์ - หัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารความเสี่ยง

ประเภทของวัตถุประสงค์
ทุก ๆ องค์กร จะต้องเผชิญกับความหลากหลายของความเสี่ยงจากแหล่งภายในและภายนอก รวมทั้งการคาดการณ์สำหรับการระบุเหตุการณ์ให้มีประสิทธิภาพ การประเมินความเสี่ยง การตอบสนองความเสี่ยงเป็นจุดเริ่มต้นของวัตถุประสงค์ โดยเชื่อมโยงกับระดับที่แตกต่างและมีความเหนียวแน่นอยู่ภายใน วัตถุประสงค์ถูกตั้งไว้ที่ระดับกลยุทธ์ เป็นพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติการ การรายงานผล และการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ได้ถูกวางเป็นแนวเดียวกับความเสี่ยงซึ่งผลักดันระดับความทนต่อความเสี่ยงเพื่อสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ในองค์กร

การตั้งวัตถุประสงค์ คือ การคาดการณ์สำหรับการระบุเหตุการณ์ การประเมินความเสี่ยง และการตอบสนองความเสี่ยง การมีวัตถุประสงค์ก่อนการบริหารสามารถระบุความเสี่ยงสำหรับการบรรลุผลสำเร็จและเป็นการนำการปฏิบัติที่จำเป็นมาใช้ในการจัดการกับความเสี่ยง

การกำหนดวัตถุประสงค์จึงต้องมีความชัดเจนเพื่อให้การบ่งชี้ความเสี่ยงมีความน่าเชื่อถือ เมื่อได้กำหนดวัตถุประสงค์ขึ้นมาแล้วควรสื่อสารให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรด้วย เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความเข้าใจตรงกันและสามารถดำเนินการเพื่อมุ่งให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรได้

1. วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Objective)/วัตถุประสงค์หลัก
พันธกิจขององค์กรถูกตั้งไว้อย่างกว้าง ๆ ว่าต้องการความสำเร็จอะไร อาจเรียกว่า พันธกิจ (Mission), วิสัยทัศน์ (Vision), หรือ เป้าหมาย (Purpose) ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญ ซึ่งฝ่ายบริหารที่มีความเอาใส่ใจได้สร้างไว้อย่างกว้าง ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลในการเป็นอยู่ของกิจการ ผู้บริหารเป็นผู้ตั้งวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ สร้างกลยุทธ์และสร้างวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องเพื่อองค์กร ในขณะที่พันธกิจที่เป็นจริงและวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์มีเสถียรภาพ กลยุทธ์และวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องจะมีความเป็นพลวัตรมากกว่าและสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสภาพภายในและภายนอกได้

วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์เป็นเป้าหมายระดับสูง เป็นแนวทางเดียวกันและสนับสนุนพันธกิจ วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์สะท้อนทางเลือกทางการบริหาร ในการทำอย่างไรให้องค์กรช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับผู้มีผลประโยชน์ร่วม

ผู้บริหารเป็นผู้จัดตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (Strategic Objective) โดยเลือกกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายระดับสูง (High-Level goal) และเป้าหมายดังกล่าวต้องสนับสนุนและเป็นไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร

ผู้บริหารระดับรองลงมา จะต้องกำหนดแผนปฏิบัติงานเพื่อรองรับแผนกลยุทธ์ และในแผนปฏิบัติงานนั้นต้องกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงและสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ดังนั้นวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้นจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการพิจารณาความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและมีผลต่อความสำเร็จของวัตถุประสงค์นั้น ๆ

ในการพิจารณาเลือกกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ผู้บริหารเป็นผู้ระบุความเสี่ยงกับระดับของกลยุทธ์ต่าง ๆ และพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การระบุเหตุการณ์ที่หลากหลายและเทคนิคการประเมินความเสี่ยง สามารถนำมาใช้ในกระบวนการตั้งกลยุทธ์

2. วัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้อง
การตั้งวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง (ซึ่งสนับสนุนและเป็นไปในแนวทางเดียวกับกลยุทธ์ที่ได้เลือก) สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กรเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จ หากมุ่งเน้นไปที่วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์และกลยุทธ์ องค์กรได้ถูกวางไว้เพื่อพัฒนาวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ ความสำเร็จจะสร้างและสงวนคุณค่าของวัตถุประสงค์เหล่านั้น ในวัตถุประสงค์แต่ละชุดจะเชื่อมโยงและรวมกับหลาย ๆ วัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ ผ่านองค์กรไปยังวัตถุประสงค์ย่อยซึ่งสร้างกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ยอดขาย การผลิต วิศวกรรมและงานด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น

จากการตั้งวัตถุประสงค์ในระดับเอกลักษณ์และระดับกิจกรรมทำให้สามารถระบุปัจจัยสำคัญในความสำเร็จได้ ซึ่งหากต้องการไปถึงเป้าหมายจะต้องไปในทางที่ถูกต้อง ปัจจัยสำคัญมีอยู่เพื่อความเป็นจริงหน่วยธุรกิจ หน่วยงาน แผนกหรือปัจเจกบุคคล จากการตั้งวัตถุประสงค์ ผู้บริหารสามารถระบุเกณฑ์การวัดผลการปฏิบัติงานซึ่งมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยสำคัญในความสำเร็จ

วัตถุประสงค์จะสอดคล้องกับการฝึกปฏิบัติและผลงาน การเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรม อย่างไรก็ตามหากวัตถุประสงค์ใหม่มีความแตกต่างจากการปฏิบัติที่ผ่านมา ผู้บริหารมักเชื่อมต่อหรือเพิ่มความเสี่ยงขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ความจำเป็นของวัตถุประสงค์ของหน่วยธุรกิจหรือวัตถุประสงค์ย่อยซึ่งสอดคล้องกับทิศทางใหม่จะมีความสำคัญมากกว่า

วัตถุประสงค์ต้องวัดได้และง่ายต่อการทำความเข้าใจ การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจต้องการให้บุคลากรทุกระดับมีความเข้าใจวัตถุประสงค์ขององค์กรในแง่ที่มีความสัมพันธ์กับตนเอง พนักงานทุกคนจะต้องมีความเข้าใจสิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จและค่ากลางในการวัดผลของความสำเร็จ

กลุ่มของวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้อง
เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย จึงได้แบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้
– วัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติการ (Operation)
– เป็นวัตถุประสงค์ที่มุ่งสู่ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงานขององค์กร ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์ย่อยสำหรับการปฏิบัติที่มุ่งการส่งเสริมการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด

– วัตถุประสงค์เชิงรายงาน(Reporting) – เป็นวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของการรายงาน ซึ่งรวมถึงรายงานภายในและภายนอก และอาจรวมถึงข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน การรายงานที่น่าเชื่อถือทำให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสมบูรณ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร รวมทั้งช่วยตรวจสอบผลงานและกิจกรรมของผู้บริหาร ตัวอย่างของรายงานอาจรวมถึงผลของกิจกรรมทางการตลาด รายงานการขายประจำวัน คุณภาพการผลิต ลูกจ้าง และความพึงพอใจของลูกค้า รายงานที่น่าเชื่อถือทำให้ผู้บริหารมั่นใจในการเตรียมรายงานที่น่าเชื่อถือสำหรับการนำไปเผยแพร่ รายงานเหล่านี้รวมถึงเอกสารทางการเงินและเชิงอรรถ การอภิปรายและการวิเคราะห์ในระดับบริหารรวมทั้งรายงานต่างๆ ที่เก็บไว้คู่กับกฎระเบียบบริษัท

– วัตถุประสงค์ด้านการปฏิบัติตาม กฎ ระเบียบ ขององค์กร/ความร่วมมือ (Compliance ) – เป็นวัตถุประสงค์ที่ยึดตามกฎหมายและกฎระเบียบ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น กฎระเบียบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และมีแนวโน้มที่คล้ายคลึงกันทุกองค์กรและทุกอุตสาหกรรมในบางกรณี


ITG กับบางมุมมองของเกณฑ์การประเมินผลภาครัฐด้านการบริหารจัดการสารสนเทศ (ITM)

พ.ค. 30, 2009

การบริหารจัดการความเสี่ยงตามหลักการของ COSO – Enterprise Risk Management ที่คณะกรรมการประเมินผลภาครัฐ นำมาใช้ในเกณฑ์การประเมินผลการบริหารความเสี่ยงตามที่ได้กล่าวมาแล้วในครั้งก่อน ๆ นั้น หลายมุมมองจะเกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากการบริหารและควบคุมสารสนเทศที่มีผลต่อ Business Process และ Business Objective ขององค์กรอย่างเป็นกระบวนการ ตามขอบเขตของ IT Governance ที่เกี่ยวข้องกับ COBIT – Control OBjcetive for Information and Technology ตามหลักการของ ITGI ซึ่งประกอบไปด้วย หลักการบริหารกรอบใหญ่ ๆ 4 ด้าน คือ
1. การวางแผนและการจัดการองค์กร (Planning & Organization – PO)
2. การจัดหาและการนำระบบออกใช้งานจริง (Acquisition & Implementation – AI)
3. การส่งมอบและการบำรุงรักษา (Delivery & Support – DS)
4. การติดตาม (Monitoring – M)

การบริหารและการจัดการกับความเสี่ยงตามหลักการของ COSO ก็เกี่ยวข้องกับการเลือกวิธีการควบคุมความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องอย่างมากต่อความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี ที่มีผลกระทบต่อ Business Process ที่อาจเกิดช่องว่างของจุดอ่อนและการทุจริตตามที่เป็นข่าวในสถาบันการเงินหลายแห่งของไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งความเสี่ยงของเทคโนโลยีดังกล่าวต้องการความรู้ และประสบการณ์ทางด้านการจัดการกับเทคโนโลยีผสมผสานอย่างแยกไม่ได้กับความเข้าใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ตามหลักการของ COSO – ERM

ความเชื่อมโยงของการบริหารความเสี่ยงระหว่าง COSO กับ COBIT กับผู้บริหาร

ความเชื่อมโยงของการบริหารความเสี่ยงระหว่าง COSO กับ COBIT กับผู้บริหาร

วันนี้ ผมจึงขอนำเสนอแนวทางของเกณฑ์การประเมินผลของภาครัฐ บางมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสารสนเทศ ในปี 2552 แยกพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน สรุปได้ดังนี้

ส่วนที่ 1
1. การพิจารณาแผนแม่บทสารสนเทศ (IT Master Plan)
1.1 การตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและนโยบาย
1.2 องค์ประกอบหรือรายละเอียดแผนปฏิบัติการ

ส่วนที่ 2
2. การบริหารการจัดการสารสนเทศ
2.1 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจ
2.1.1 ระบบ MIS / EIS ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริหาร
2.1.2 ระบบการเก็บข้อมูลเพื่อช่วยในการติดตามหรือวัดผลการดำเนินงานขององค์กร
2.1.3 ระบบการรายงานผลและเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมาย

2.2 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารความเสี่ยง
2.2.1 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการเก็บข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในการบริหารและจัดการความเสี่ยง
2.2.2 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนรายงานและการวิเคราะห์ระดับความรุนแรงและประเมินโอกาสที่เกิด / Early Warning System (ระบบเตือนภัย / แจ้งให้ทราบถึงเหตุการณ์หรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นซึ่งมีผลกระทบรุนแรงต่อองค์กร)
2.2.3 การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดี (IT Governance)

แนวทางการแบ่งกลุ่มองค์กรตามความสำคัญที่มีผลกระทบต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวม

แนวทางการแบ่งกลุ่มองค์กรตามความสำคัญที่มีผลกระทบต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวม

– การดูแลสภาพแวดล้อมที่ดี มีมาตรฐาน (IT Security) ของ ISO 27001

มาตรฐาน IT Security ของศูนย์คอมพิวเตอร์หลัก ตาม ISO 27001 ในหมวด Physical/Environmental Control

มาตรฐาน IT Security ของศูนย์คอมพิวเตอร์หลัก ตาม ISO 27001 ในหมวด Physical/Environmental Control

– การมีศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองนอกสถานที่ทำการ (Off-site Back up)

มาตรฐานการมีศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองนอกสถานที่ทำการ (Off-site Back up)

มาตรฐานการมีศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองนอกสถานที่ทำการ (Off-site Back up)

2.3 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการควบคุมและการตรวจสอบภายใน
2.3.1 การนำระบบสารสนเทศและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการควบคุมภายในและตรวจสอบภายในเพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่ารัฐวิสาหกิจปฏิบัติได้ตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับต่าง ๆ ตลอดจนความถูกต้องของข้อมูลด้านบัญชีและการเงิน
2.3.2 ระบบที่ช่วยการควบคุมและการตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่าระบบสารสนเทศมีความปลอดภัยและข้อมูลมีความถูกต้อง (Computer Audit)

2.4 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารทรัพยากรบุคคล
2.4.1 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการเก็บรวบรวมข้อมูลด้าน Competency ของบุคลากรทุกตำแหน่งที่องค์กรต้องการและที่บุคลากรทุกคนมีอยู่ (Competency Inventory)
2.4.2 การยกระดับความรู้และความสามารถของ CEO / CFO / CIO ใน การผนวกรวมการจัดการด้านเทคโนโลยีกับการวางนโยบายเพื่อพัฒนาองค์กร
2.4.3 การพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรในองค์กรให้เข้าใจและรองรับระบบสารสนเทศที่องค์กรมีอยู่

2.5 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล
2.5.1 การลดระยะเวลาในการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ / อนุมัติ / อนุญาต ทั้งการให้บริการภายในและภายนอกองค์กร
2.5.2 ความสะดวกในการให้บริการของประชาชน / พนักงาน / ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น การติดต่อกับรัฐวิสาหกิจได้หลายช่องทาง หรือ การให้บริการ Online
2.5.3 การเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงาน / เอกสารที่ประชาชนต้องมาติดต่อ
2.5.4 One Stop Service ทั้งในการให้บริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจที่จุดเดียว และ / หรือการร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้บริการร่วมกันที่จุดเดียว
2.5.5 ระบบ Back Office ที่สามารถ Share ข้อมูลกับหน่วยงานอื่นทั้งภายใน และภายนอกองค์กรได้ โดยที่ต่างฝ่ายที่มีข้อมูลจะต้องหารือร่วมกันเพื่อ Share ข้อมูลในลักษณะของการเข้าสู่ข้อมูลของหน่วยงานอื่น โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเพื่อป้องกันผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใช้ข้อมูล
2.5.6 การดำเนินการหรือแผนงานเพื่อสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้องนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วย เช่น การปิดบัญชีรายไตรมาส เป็นต้น

2.6 ระบบสารสนเทศที่ตอบสนองต่อความต้องการภายในและภายนอกองค์กร
2.6.1 การนำระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตหรือต้นทุนการให้บริการ
2.6.2 การนำระบบเข้ามาช่วยการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร
2.6.3 การนำระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
2.6.4 การเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเหมาะสม

การบริหารและการควบคุมความเสี่ยงเป็นภาพใหญ่ของทุกองค์กร ที่ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรของ COSO ซึ่งอาจขยายความให้ครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงทางด้านเทคโนโลยี (IT Security Risk) ได้ในทุกมุมมอง ดังนั้น ฝ่ายบริหารของทุกองค์กรควรพิจารณาและทบทวนความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ IT Security Governance ซึ่งสัมพันธ์กับ IT Governance และ Corporate Governance อย่างแยกกันไม่ได้

และผมจะขยายความในเรื่อง IT Security Governance ในมุมมองของ COSO – ERM ซึ่งมีหลายเรื่องที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและน่าสนใจยิ่ง ในโอกาสต่อ ๆ ไปครับ


ITG กับบางมุมมองของเกณฑ์การประเมินผลภาครัฐด้านการบริหารจัดการสารสนเทศ (ITM)

พ.ค. 30, 2009

การบริหารจัดการความเสี่ยงตามหลักการของ COSO – Enterprise Risk Management ที่คณะกรรมการประเมินผลภาครัฐ นำมาใช้ในเกณฑ์การประเมินผลการบริหารความเสี่ยงตามที่ได้กล่าวมาแล้วในครั้งก่อน ๆ นั้น หลายมุมมองจะเกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากการบริหารและควบคุมสารสนเทศที่มีผลต่อ Business Process และ Business Objective ขององค์กรอย่างเป็นกระบวนการ ตามขอบเขตของ IT Governance ที่เกี่ยวข้องกับ COBIT – Control OBjcetive for Information and Technology ตามหลักการของ ITGI ซึ่งประกอบไปด้วย หลักการบริหารกรอบใหญ่ ๆ 4 ด้าน คือ
1. การวางแผนและการจัดการองค์กร (Planning & Organization – PO)
2. การจัดหาและการนำระบบออกใช้งานจริง (Acquisition & Implementation – AI)
3. การส่งมอบและการบำรุงรักษา (Delivery & Support – DS)
4. การติดตาม (Monitoring – M)

การบริหารและการจัดการกับความเสี่ยงตามหลักการของ COSO ก็เกี่ยวข้องกับการเลือกวิธีการควบคุมความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องอย่างมากต่อความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี ที่มีผลกระทบต่อ Business Process ที่อาจเกิดช่องว่างของจุดอ่อนและการทุจริตตามที่เป็นข่าวในสถาบันการเงินหลายแห่งของไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งความเสี่ยงของเทคโนโลยีดังกล่าวต้องการความรู้ และประสบการณ์ทางด้านการจัดการกับเทคโนโลยีผสมผสานอย่างแยกไม่ได้กับความเข้าใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ตามหลักการของ COSO – ERM

ความเชื่อมโยงของการบริหารความเสี่ยงระหว่าง COSO กับ COBIT กับผู้บริหาร

ความเชื่อมโยงของการบริหารความเสี่ยงระหว่าง COSO กับ COBIT กับผู้บริหาร

วันนี้ ผมจึงขอนำเสนอแนวทางของเกณฑ์การประเมินผลของภาครัฐ บางมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสารสนเทศ ในปี 2552 แยกพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน สรุปได้ดังนี้

ส่วนที่ 1
1. การพิจารณาแผนแม่บทสารสนเทศ (IT Master Plan)
1.1 การตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและนโยบาย
1.2 องค์ประกอบหรือรายละเอียดแผนปฏิบัติการ

ส่วนที่ 2
2. การบริหารการจัดการสารสนเทศ
2.1 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจ
2.1.1 ระบบ MIS / EIS ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริหาร
2.1.2 ระบบการเก็บข้อมูลเพื่อช่วยในการติดตามหรือวัดผลการดำเนินงานขององค์กร
2.1.3 ระบบการรายงานผลและเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเป้าหมาย

2.2 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารความเสี่ยง
2.2.1 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการเก็บข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในการบริหารและจัดการความเสี่ยง
2.2.2 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนรายงานและการวิเคราะห์ระดับความรุนแรงและประเมินโอกาสที่เกิด / Early Warning System (ระบบเตือนภัย / แจ้งให้ทราบถึงเหตุการณ์หรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นซึ่งมีผลกระทบรุนแรงต่อองค์กร)
2.2.3 การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดี (IT Governance)

แนวทางการแบ่งกลุ่มองค์กรตามความสำคัญที่มีผลกระทบต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวม

แนวทางการแบ่งกลุ่มองค์กรตามความสำคัญที่มีผลกระทบต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวม

– การดูแลสภาพแวดล้อมที่ดี มีมาตรฐาน (IT Security) ของ ISO 27001

มาตรฐาน IT Security ของศูนย์คอมพิวเตอร์หลัก ตาม ISO 27001 ในหมวด Physical/Environmental Control

มาตรฐาน IT Security ของศูนย์คอมพิวเตอร์หลัก ตาม ISO 27001 ในหมวด Physical/Environmental Control

– การมีศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองนอกสถานที่ทำการ (Off-site Back up)

มาตรฐานการมีศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองนอกสถานที่ทำการ (Off-site Back up)

มาตรฐานการมีศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองนอกสถานที่ทำการ (Off-site Back up)

2.3 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการควบคุมและการตรวจสอบภายใน
2.3.1 การนำระบบสารสนเทศและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการควบคุมภายในและตรวจสอบภายในเพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่ารัฐวิสาหกิจปฏิบัติได้ตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับต่าง ๆ ตลอดจนความถูกต้องของข้อมูลด้านบัญชีและการเงิน
2.3.2 ระบบที่ช่วยการควบคุมและการตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่าระบบสารสนเทศมีความปลอดภัยและข้อมูลมีความถูกต้อง (Computer Audit)

2.4 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการบริหารทรัพยากรบุคคล
2.4.1 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการเก็บรวบรวมข้อมูลด้าน Competency ของบุคลากรทุกตำแหน่งที่องค์กรต้องการและที่บุคลากรทุกคนมีอยู่ (Competency Inventory)
2.4.2 การยกระดับความรู้และความสามารถของ CEO / CFO / CIO ใน การผนวกรวมการจัดการด้านเทคโนโลยีกับการวางนโยบายเพื่อพัฒนาองค์กร
2.4.3 การพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรในองค์กรให้เข้าใจและรองรับระบบสารสนเทศที่องค์กรมีอยู่

2.5 ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล
2.5.1 การลดระยะเวลาในการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ / อนุมัติ / อนุญาต ทั้งการให้บริการภายในและภายนอกองค์กร
2.5.2 ความสะดวกในการให้บริการของประชาชน / พนักงาน / ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น การติดต่อกับรัฐวิสาหกิจได้หลายช่องทาง หรือ การให้บริการ Online
2.5.3 การเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงาน / เอกสารที่ประชาชนต้องมาติดต่อ
2.5.4 One Stop Service ทั้งในการให้บริการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจที่จุดเดียว และ / หรือการร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้บริการร่วมกันที่จุดเดียว
2.5.5 ระบบ Back Office ที่สามารถ Share ข้อมูลกับหน่วยงานอื่นทั้งภายใน และภายนอกองค์กรได้ โดยที่ต่างฝ่ายที่มีข้อมูลจะต้องหารือร่วมกันเพื่อ Share ข้อมูลในลักษณะของการเข้าสู่ข้อมูลของหน่วยงานอื่น โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเพื่อป้องกันผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใช้ข้อมูล
2.5.6 การดำเนินการหรือแผนงานเพื่อสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้องนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วย เช่น การปิดบัญชีรายไตรมาส เป็นต้น

2.6 ระบบสารสนเทศที่ตอบสนองต่อความต้องการภายในและภายนอกองค์กร
2.6.1 การนำระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตหรือต้นทุนการให้บริการ
2.6.2 การนำระบบเข้ามาช่วยการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร
2.6.3 การนำระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
2.6.4 การเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเหมาะสม

การบริหารและการควบคุมความเสี่ยงเป็นภาพใหญ่ของทุกองค์กร ที่ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรของ COSO ซึ่งอาจขยายความให้ครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงทางด้านเทคโนโลยี (IT Security Risk) ได้ในทุกมุมมอง ดังนั้น ฝ่ายบริหารของทุกองค์กรควรพิจารณาและทบทวนความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ IT Security Governance ซึ่งสัมพันธ์กับ IT Governance และ Corporate Governance อย่างแยกกันไม่ได้

และผมจะขยายความในเรื่อง IT Security Governance ในมุมมองของ COSO – ERM ซึ่งมีหลายเรื่องที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและน่าสนใจยิ่ง ในโอกาสต่อ ๆ ไปครับ


แนวทาง/กรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

พ.ค. 28, 2009

ในครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงสภาพแวดล้อมในองค์กรที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารต้องพิจารณาและมีการกำหนดร่วมกันกับพนักงานในองค์กร อันจะส่งผลให้มีการสร้างจิตสำนึก การตระหนักและรับรู้เรื่องความเสี่ยงและการควบคุมแก่พนักงานทุกคนในองค์กร ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อส่วนประกอบของ ERM โดยได้กล่าวไว้เพียงบางส่วน และในวันนี้ผมจะกล่าวถึงสภาพแวดล้อมขององค์กรที่ผู้บริหารจะต้องพิจารณาในส่วนที่เหลือ ก่อนที่จะนำไปสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน ในกระบวนการถัดไปในโอกาสหน้าครับ

7. ค่านิยมด้านความซื่อสัตย์และจริยธรรม
กลยุทธ์และวัตถุประสงค์ที่นำไปสู่วิธีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จมีพื้นฐานมาจากความนิยมชมชอบ การตัดสินคุณค่าและรูปแบบการบริหาร ความซื่อสัตย์และการยอมรับในค่านิยมด้านจริยธรรมมีผลต่อความชอบและการตัดสินคุณค่า ซึ่งจะถูกนำไปสู่มาตรฐานทางพฤติกรรม เนื่องจากชื่อเสียงขององค์กรเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก มาตรฐานทางพฤติกรรมต้องดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับกฎหมาย ผู้บริหารขององค์กรที่มีการดำเนินการที่ดีมีการยอมรับมากขึ้นว่ามุมมองในเรื่องพฤติกรรมที่มีความซื่อสัตย์และจริยธรรมเป็นธุรกิจที่ดี

ความซื่อสัตย์ทางการบริหารเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพฤติกรรมด้านจริยธรรมในทุกแง่ของกิจกรรมขององค์กร ประสิทธิผลของการจัดการความเสี่ยงขององค์กรไม่สามารถเพิ่มเหนือคุณค่าของความสื่อสัตย์และจริยธรรมของบุคลากรที่สร้าง ดำเนินการและดูแลกิจกรรมที่สำคัญ ค่านิยมด้านความซื่อสัตย์และจริยธรรมเป็นองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมที่มีความสำคัญ มีผลต่อการออกแบบ การบริหารและการติดตามดูแลองค์ประกอบอื่น ๆ ของการบริหารความเสี่ยง

การสร้างคุณค่าทางจริยธรรมมักทำได้ยาก เนื่องจากความจำเป็นในการพิจารณาหลาย ๆ ด้าน ค่านิยมของฝ่ายบริหารต้องสมดุลกับองค์กร พนักงาน ลูกค้า คู่แข่งและ ผู้มีผลประโยชน์ร่วม ความสมดุลของเรื่องต่าง ๆ นั้น เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและยุ่งยาก เนื่องจากความสนใจในแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน

พฤติกรรมทางจริยธรรมและความซื่อสัตย์ทางการบริหารเป็นผลพวงของวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งจริยธรรมและมาตรฐานทางพฤติกรรม รวมถึงวิธีที่ใช้สื่อสารและผลักดันนโยบายอย่างเป็นทางการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่คณะกรรมการและฝ่ายบริหารต้องการให้เกิดขึ้น วัฒนธรรมขององค์กรระบุให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และบทบาทที่ต้องปฏิบัติตามอย่างตั้งใจหรือหลีกเลี่ยง

8. การยอมรับในความสามารถ
ความสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ฝ่ายบริหารจะตัดสินใจถึงวิธีต่าง ๆ ที่จำเป็นในการทำงานให้สำเร็จ โดยการให้น้ำหนักระหว่างกลยุทธ์และวัตถุประสงค์เทียบกับแผนในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติและการบรรลุวัตถุประสงค์

ผู้บริหารควรกำหนดระดับของความรู้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานแต่ละงาน เช่น การจัดทำเอกสารกำหนดลักษณะงาน (Job Description) เป็นต้น ความรู้และทักษะที่จำเป็นนั้นอาจขึ้นอยู่กับความฉลาด การฝึกอบรมและประสบการณ์ของแต่ละคน ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการพัฒนาระดับความรู้และทักษะจะรวมถึงธรรมชาติและระดับของการตัดสินในการนำไปประยุกต์ใช้ในงานที่มีความเฉพาะเจาะจง

9. ปรัชญาและสไตล์การบริหารงานของผู้บริหาร
ความแตกต่างในแนวความคิดและวิธีการทำงานของนักบริหาร อาทิเช่น ทัศนคติของผู้บริหารที่มีต่อการเลือกนโยบายบัญชี ลักษณะในการยอมรับความเสี่ยงของผู้บริหาร ความกล้าได้กล้าเสียหรือชอบระมัดระวัง เป็นต้น ย่อมมีอิทธิพลต่อวิธีการบริหาร รูปแบบของการยอมรับความเสี่ยง การควบคุมภายในขององค์กร เพราะผู้บริหารมีหน้าที่โดยตรงในการจัดให้มีนโยบาย มาตรการ และวิธีการควบคุมที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์สำหรับองค์กร

องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมภายในองค์กรกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน

องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมภายในองค์กรกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน

10. โครงสร้างการจัดองค์กร
โครงสร้างองค์กรจะเป็นตัวกำหนดกรอบของงานที่จะวางแผน จัดการ ควบคุมและติดตามกิจกรรมต่าง ๆ โครงสร้างองค์กรประกอบด้วยการกำหนดจุดสำคัญของอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบและการกำหนดสายการบังคับบัญชาในการรายงาน

องค์กรทั่วไปจะต้องกำหนดโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมตามที่จำเป็น บางส่วนอาจต้องรวมอำนาจ บางส่วนก็อาจต้องกระจายอำนาจออกไป บางส่วนต้องมีการรายงานโดยตรง หรือบางส่วนอาจต้องใช้องค์กรแบบ Matrix

โครงสร้างขององค์กรทั่วไปที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กรและลักษณะของกิจกรรม องค์กรที่มีโครงสร้างสูง มีสายการบังคับบัญชาและความรับผิดชอบที่เป็นทางการ อาจเหมาะสมกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายปฏิบัติจำนวนมากและการปฏิบัติงานต่างประเทศ อย่างไรก็ตามบางโครงสร้างที่มีช่องทางการสื่อสารที่สะดวกอาจเหมาะสมกับองค์กรที่มีขนาดเล็ก

11. วิธีการมอบอำนาจและความรับผิดชอบ
การมอบอำนาจและความรับผิดชอบมีความสัมพันธ์กับระดับที่แต่ละบุคคลและทีมงานได้รับมอบหมายอำนาจ เป็นการส่งเสริมให้ใช้ความคิดริเริ่มในประเด็นต่าง ๆ การแก้ปัญหา และการใช้ขอบเขตของอำนาจ

ประเด็นที่สำคัญในการมอบหมายอำนาจก็คือต้องการให้บรรลุวัตถุประสงค์ นั่นหมายถึงต้องแน่ใจว่าการยอมรับความเสี่ยงนั้นมีพื้นฐานมาจากวิธีการในการระบุความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยง รวมถึงขนาดและการให้น้ำหนักของการสูญเสียเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับในระดับการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดี

อีกประการหนึ่งคือทำให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจวัตถุประสงค์ขององค์กรและประโยชน์ที่ทุกคนรู้วิธีการในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

บางครั้งการเพิ่มการมอบอำนาจอาจขึ้นอยู่กับโครงสร้างขององค์กรว่าเป็นแบบแนวดิ่งหรือแนวราบ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้องสนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การริเริ่มและการตอบสนองการแข่งขันและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างรวดเร็ว การเพิ่มการมอบอำนาจอาจต้องใช้ความสามารถของพนักงานในระดับที่สูงขึ้นและต้องสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น และต้องมีวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารติดตามผลเพื่อการตัดสินใจเท่าที่จำเป็น

12. นโยบายบริหารงานด้านทรัพยากรมนุษย์
บุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญและมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานทุกด้าน รวมทั้งการควบคุมภายใน ดังนั้น ผู้บริหารควรมีการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติที่กำหนดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ชัดเจนด้านการคัดเลือก การปฐมนิเทศ การฝึกอบรม การประเมินผล การให้คำปรึกษา การเลื่อนตำแหน่ง การบริหารค่าตอบแทน เป็นต้น

การจ้างงานควรมีมาตรฐานโดยพิจารณาจากพื้นฐานทางการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ความสำเร็จที่ผ่านมาและพฤติกรรมด้านจริยธรรมและความซื่อสัตย์ การแสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความผูกพันต่อองค์กรและมีความน่าเชื่อถือได้ วิธีการในการสรรหาจะประกอบด้วยการสัมภาษณ์ที่เป็นทางการ การสัมภาษณ์เชิงลึก และข้อมูลและการแสดงออกที่สามารถมองเห็นได้จากองค์กรเดิม วัฒนธรรมและรูปแบบการปฏิบัติงาน

นโยบายการฝึกอบรมมีอิทธิพลต่อระดับการปฏิบัติงานและพฤติกรรมที่คาดหวังไว้โดยการสื่อสารบทบาทและความรับผิดชอบที่คาดหวังไว้ และการดำเนินงานเหมือนโรงเรียนฝึกอบรมและสัมมนา แบบฝึกหัดที่เป็นกรณีศึกษาให้ปฏิบัติและการแสดงบทบาทสมมติ

การโยกย้ายและการเลื่อนตำแหน่งต้องเกิดจากการประเมินผลการปฏิบัติที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันขององค์กรต่อพนักงานที่มีคุณภาพสูง

โปรแกรมการจ่ายค่าตอบแทนที่ใช้ในการแข่งขันจะประกอบด้วยการจ่ายโบนัสจูงใจเพื่อตอบสนองและจูงใจผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดีเลิศ

การลงโทษทางวินัยจะเป็นตัวส่งสัญญาณให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติ ควรหลีกเลี่ยง

13. ความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมและความหมายของสภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมภายในขององค์กรทั่วไป ย่อมมีความแตกต่างกัน ซึ่งสภาพแวดล้อมภายในที่แตกต่างกันนี้ ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร หากองค์กรมีสภาพแวดล้อมภายในที่ไม่มีประสิทธิภาพจะส่งผลกระทบต่อความสูญเสียทางการเงิน ภาพพจน์ขององค์กรต่อบุคคล/สังคมภายนอก รวมไปถึงอาจก่อให้เกิดความล้มเหลวทางธุรกิจได้


แนวทาง/กรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

พ.ค. 28, 2009

ในครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงสภาพแวดล้อมในองค์กรที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารต้องพิจารณาและมีการกำหนดร่วมกันกับพนักงานในองค์กร อันจะส่งผลให้มีการสร้างจิตสำนึก การตระหนักและรับรู้เรื่องความเสี่ยงและการควบคุมแก่พนักงานทุกคนในองค์กร ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อส่วนประกอบของ ERM โดยได้กล่าวไว้เพียงบางส่วน และในวันนี้ผมจะกล่าวถึงสภาพแวดล้อมขององค์กรที่ผู้บริหารจะต้องพิจารณาในส่วนที่เหลือ ก่อนที่จะนำไปสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน ในกระบวนการถัดไปในโอกาสหน้าครับ

7. ค่านิยมด้านความซื่อสัตย์และจริยธรรม
กลยุทธ์และวัตถุประสงค์ที่นำไปสู่วิธีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จมีพื้นฐานมาจากความนิยมชมชอบ การตัดสินคุณค่าและรูปแบบการบริหาร ความซื่อสัตย์และการยอมรับในค่านิยมด้านจริยธรรมมีผลต่อความชอบและการตัดสินคุณค่า ซึ่งจะถูกนำไปสู่มาตรฐานทางพฤติกรรม เนื่องจากชื่อเสียงขององค์กรเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก มาตรฐานทางพฤติกรรมต้องดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับกฎหมาย ผู้บริหารขององค์กรที่มีการดำเนินการที่ดีมีการยอมรับมากขึ้นว่ามุมมองในเรื่องพฤติกรรมที่มีความซื่อสัตย์และจริยธรรมเป็นธุรกิจที่ดี

ความซื่อสัตย์ทางการบริหารเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพฤติกรรมด้านจริยธรรมในทุกแง่ของกิจกรรมขององค์กร ประสิทธิผลของการจัดการความเสี่ยงขององค์กรไม่สามารถเพิ่มเหนือคุณค่าของความสื่อสัตย์และจริยธรรมของบุคลากรที่สร้าง ดำเนินการและดูแลกิจกรรมที่สำคัญ ค่านิยมด้านความซื่อสัตย์และจริยธรรมเป็นองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมที่มีความสำคัญ มีผลต่อการออกแบบ การบริหารและการติดตามดูแลองค์ประกอบอื่น ๆ ของการบริหารความเสี่ยง

การสร้างคุณค่าทางจริยธรรมมักทำได้ยาก เนื่องจากความจำเป็นในการพิจารณาหลาย ๆ ด้าน ค่านิยมของฝ่ายบริหารต้องสมดุลกับองค์กร พนักงาน ลูกค้า คู่แข่งและ ผู้มีผลประโยชน์ร่วม ความสมดุลของเรื่องต่าง ๆ นั้น เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและยุ่งยาก เนื่องจากความสนใจในแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน

พฤติกรรมทางจริยธรรมและความซื่อสัตย์ทางการบริหารเป็นผลพวงของวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งจริยธรรมและมาตรฐานทางพฤติกรรม รวมถึงวิธีที่ใช้สื่อสารและผลักดันนโยบายอย่างเป็นทางการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่คณะกรรมการและฝ่ายบริหารต้องการให้เกิดขึ้น วัฒนธรรมขององค์กรระบุให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และบทบาทที่ต้องปฏิบัติตามอย่างตั้งใจหรือหลีกเลี่ยง

8. การยอมรับในความสามารถ
ความสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ฝ่ายบริหารจะตัดสินใจถึงวิธีต่าง ๆ ที่จำเป็นในการทำงานให้สำเร็จ โดยการให้น้ำหนักระหว่างกลยุทธ์และวัตถุประสงค์เทียบกับแผนในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติและการบรรลุวัตถุประสงค์

ผู้บริหารควรกำหนดระดับของความรู้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานแต่ละงาน เช่น การจัดทำเอกสารกำหนดลักษณะงาน (Job Description) เป็นต้น ความรู้และทักษะที่จำเป็นนั้นอาจขึ้นอยู่กับความฉลาด การฝึกอบรมและประสบการณ์ของแต่ละคน ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการพัฒนาระดับความรู้และทักษะจะรวมถึงธรรมชาติและระดับของการตัดสินในการนำไปประยุกต์ใช้ในงานที่มีความเฉพาะเจาะจง

9. ปรัชญาและสไตล์การบริหารงานของผู้บริหาร
ความแตกต่างในแนวความคิดและวิธีการทำงานของนักบริหาร อาทิเช่น ทัศนคติของผู้บริหารที่มีต่อการเลือกนโยบายบัญชี ลักษณะในการยอมรับความเสี่ยงของผู้บริหาร ความกล้าได้กล้าเสียหรือชอบระมัดระวัง เป็นต้น ย่อมมีอิทธิพลต่อวิธีการบริหาร รูปแบบของการยอมรับความเสี่ยง การควบคุมภายในขององค์กร เพราะผู้บริหารมีหน้าที่โดยตรงในการจัดให้มีนโยบาย มาตรการ และวิธีการควบคุมที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์สำหรับองค์กร

องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมภายในองค์กรกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน

องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมภายในองค์กรกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน

10. โครงสร้างการจัดองค์กร
โครงสร้างองค์กรจะเป็นตัวกำหนดกรอบของงานที่จะวางแผน จัดการ ควบคุมและติดตามกิจกรรมต่าง ๆ โครงสร้างองค์กรประกอบด้วยการกำหนดจุดสำคัญของอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบและการกำหนดสายการบังคับบัญชาในการรายงาน

องค์กรทั่วไปจะต้องกำหนดโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมตามที่จำเป็น บางส่วนอาจต้องรวมอำนาจ บางส่วนก็อาจต้องกระจายอำนาจออกไป บางส่วนต้องมีการรายงานโดยตรง หรือบางส่วนอาจต้องใช้องค์กรแบบ Matrix

โครงสร้างขององค์กรทั่วไปที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กรและลักษณะของกิจกรรม องค์กรที่มีโครงสร้างสูง มีสายการบังคับบัญชาและความรับผิดชอบที่เป็นทางการ อาจเหมาะสมกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายปฏิบัติจำนวนมากและการปฏิบัติงานต่างประเทศ อย่างไรก็ตามบางโครงสร้างที่มีช่องทางการสื่อสารที่สะดวกอาจเหมาะสมกับองค์กรที่มีขนาดเล็ก

11. วิธีการมอบอำนาจและความรับผิดชอบ
การมอบอำนาจและความรับผิดชอบมีความสัมพันธ์กับระดับที่แต่ละบุคคลและทีมงานได้รับมอบหมายอำนาจ เป็นการส่งเสริมให้ใช้ความคิดริเริ่มในประเด็นต่าง ๆ การแก้ปัญหา และการใช้ขอบเขตของอำนาจ

ประเด็นที่สำคัญในการมอบหมายอำนาจก็คือต้องการให้บรรลุวัตถุประสงค์ นั่นหมายถึงต้องแน่ใจว่าการยอมรับความเสี่ยงนั้นมีพื้นฐานมาจากวิธีการในการระบุความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยง รวมถึงขนาดและการให้น้ำหนักของการสูญเสียเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับในระดับการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดี

อีกประการหนึ่งคือทำให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจวัตถุประสงค์ขององค์กรและประโยชน์ที่ทุกคนรู้วิธีการในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

บางครั้งการเพิ่มการมอบอำนาจอาจขึ้นอยู่กับโครงสร้างขององค์กรว่าเป็นแบบแนวดิ่งหรือแนวราบ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้องสนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การริเริ่มและการตอบสนองการแข่งขันและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างรวดเร็ว การเพิ่มการมอบอำนาจอาจต้องใช้ความสามารถของพนักงานในระดับที่สูงขึ้นและต้องสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น และต้องมีวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารติดตามผลเพื่อการตัดสินใจเท่าที่จำเป็น

12. นโยบายบริหารงานด้านทรัพยากรมนุษย์
บุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญและมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานทุกด้าน รวมทั้งการควบคุมภายใน ดังนั้น ผู้บริหารควรมีการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติที่กำหนดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ชัดเจนด้านการคัดเลือก การปฐมนิเทศ การฝึกอบรม การประเมินผล การให้คำปรึกษา การเลื่อนตำแหน่ง การบริหารค่าตอบแทน เป็นต้น

การจ้างงานควรมีมาตรฐานโดยพิจารณาจากพื้นฐานทางการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ความสำเร็จที่ผ่านมาและพฤติกรรมด้านจริยธรรมและความซื่อสัตย์ การแสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความผูกพันต่อองค์กรและมีความน่าเชื่อถือได้ วิธีการในการสรรหาจะประกอบด้วยการสัมภาษณ์ที่เป็นทางการ การสัมภาษณ์เชิงลึก และข้อมูลและการแสดงออกที่สามารถมองเห็นได้จากองค์กรเดิม วัฒนธรรมและรูปแบบการปฏิบัติงาน

นโยบายการฝึกอบรมมีอิทธิพลต่อระดับการปฏิบัติงานและพฤติกรรมที่คาดหวังไว้โดยการสื่อสารบทบาทและความรับผิดชอบที่คาดหวังไว้ และการดำเนินงานเหมือนโรงเรียนฝึกอบรมและสัมมนา แบบฝึกหัดที่เป็นกรณีศึกษาให้ปฏิบัติและการแสดงบทบาทสมมติ

การโยกย้ายและการเลื่อนตำแหน่งต้องเกิดจากการประเมินผลการปฏิบัติที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันขององค์กรต่อพนักงานที่มีคุณภาพสูง

โปรแกรมการจ่ายค่าตอบแทนที่ใช้ในการแข่งขันจะประกอบด้วยการจ่ายโบนัสจูงใจเพื่อตอบสนองและจูงใจผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดีเลิศ

การลงโทษทางวินัยจะเป็นตัวส่งสัญญาณให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติ ควรหลีกเลี่ยง

13. ความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมและความหมายของสภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมภายในขององค์กรทั่วไป ย่อมมีความแตกต่างกัน ซึ่งสภาพแวดล้อมภายในที่แตกต่างกันนี้ ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร หากองค์กรมีสภาพแวดล้อมภายในที่ไม่มีประสิทธิภาพจะส่งผลกระทบต่อความสูญเสียทางการเงิน ภาพพจน์ขององค์กรต่อบุคคล/สังคมภายนอก รวมไปถึงอาจก่อให้เกิดความล้มเหลวทางธุรกิจได้


กบข. กับกรณีการตรวจสอบการทุจริตของกองทุนเลี้ยงชีพ The Virginia Supplemental Retirement System กับผู้ตรวจสอบ

พ.ค. 28, 2009

ผมกำลังนำบทเรียนเกี่ยวกับการทุจริตของกองทุนเลี้ยงชีพในต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนมาให้ท่านได้ศึกษา เพื่อเปรียบเทียบกับกรณีการทุจริตต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการสถาบันการเงินของไทย เพื่อให้ท่านเกิดแนวคิด และเข้าใจถึงความสำคัญของข้อมูลและสารสนเทศเพื่อใช้ในการบริหารและการจัดการ ที่จำเป็นต้องมีการควบคุมทางด้าน IT Security อย่างละเอียดและอย่างเข้าใจถึงช่องว่างที่เป็นจุดเปิดของการทุจริต (Exposure) ได้ เพื่อจะนำมาเปรียบเทียบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา และสร้างความตระหนักถึงการบริหารอย่างสอดประสานและบูรณาการในเชิงรุกอย่างแท้จริง ซึ่งในที่สุดแล้วจะเกี่ยวข้องกับการบริหารและการจัดการทางด้าน CG + ITG + GRC + COSO – ERM อย่างเป็นกระบวนการ และผสมผสานระหว่างการบริหารงานด้าน IT และ Non – IT โดยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ แผนการปฏิบัติงาน ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน การติดตามและการรายงานผล รวมทั้งการตรวจสอบตามฐานความเสี่ยงแบบบูรณาการ

ผู้ตรวจสอบกับการทำความเข้าใจในลักษณะของธุรกิจเฉพาะเพื่อการตรวจสอบ

ผู้ตรวจสอบกับการทำความเข้าใจในลักษณะของธุรกิจเฉพาะเพื่อการตรวจสอบ

บทเรียนของต่างประเทศที่จะกล่าวต่อไปเพิ่มเติมจากวันก่อนนั้น ก็จะเป็นอุทธาหรณ์สำหรับการบริหารของกองทุนเลี้ยงชีพของไทย เช่น กบข. รวมทั้งองค์กรอื่นที่สนใจในเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตในแง่มุมต่าง ๆ ที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการตรวจสอบทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นหลัก

ท่านคงไม่ลืมเรื่องราวที่ผมพูดถึงกรณีการทุจริตของธนาคาร Socgen ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศฝรั่งเศสที่ถูกทุจริต รวมกันเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเกิดจากบุคคลที่รู้เรื่อง IT เป็นอย่างดีเพียงคนเดียว ท่านลองไปทบทวนเรื่องนี้ประกอบกับบทเรียนใหม่ที่จะกล่าวในวันนี้

จากการตรวจสอบในเบื้องต้นในการจัดทำแผนผังการควบคุมและคำบรรยายเกี่ยวกับลักษณะของระบบงาน (Computer Application Systems) ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ที่ได้กล่าวถึงระบบ Member Contribution Accord (MCA) System ไปในครั้งที่แล้ว และจะขอกล่าวต่อถึงระบบต่อไป ดังนี้

2. Refund System
หมายถึง ระบบงานที่ใช้สำหรับบันทึกและประมวลผลรายการจ่ายคืนเงินให้แก่สมาชิกรายที่ออกจากงาน และยื่นหนังสือแสดงความจำนงขอถอนเงินทีฝากไว้คือ ในกรณีที่สมาชิก (Active Member) ถึงแก่กรรม VSRS จะคืนเงินที่รับฝากให้แก่กองมรดก หรือผู้รับประโยชน์ และปรับปรุงยอดคงเหลือในบัญชีของสมาชิกที่รับเงินคืนไป

ในแต่ละปี VSRS จะคืนเงินให้สมาชิก 18,000 – 22,000 ราย เป็นจำนวนเงินประมาณ 14-21 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงฤดูร้อน เพราะอัตราการเปลี่ยนงานสูง โดยเฉพาะอาชีพครู

เมื่อสมาชิกมีความประสงค์จะขอถอนเงินคืน จะต้องกรอกแบบฟอร์ม VSRS-3 รูปภาพที่ 3 ซึ่งระบุหมายเลขประกันสังคม ชื่อ ที่อยู่ วัน เดือน ปีเกิด และชื่อของนายจ้าง หลังจากลงรายมือชื่อเรียบร้อยแล้วก็ให้ส่ง VSRS-3 ไปยังแผนกเงินเดือนของตน แผนกเงินเดือนจะกรอกรายละเอียดที่เหลือของแบบฟอร์ม VSRS-3 ท่อนล่างซึ่งระบุวันที่ ที่หักเงินเดือนครั้งสุดท้าย ชื่อ และรหัสประจำตัวของนายจ้าง และรายละเอียดของเงินนำส่งที่ยังไม่ได้รายงานให้ VSRS ทราบ จากนั้นก็ลงนามแล้วก็ส่งไปให้ VSRS ซึ่งจะมอบหมายให้แผนก Refund section (สังกัดอยู่ใน Membership and Office Department) ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเอกสาร จากนั้นจะส่ง VSRS-3 ไปให้ฝ่ายประมวลข้อมูลทำการเจาะบัตรเพื่อบันทึกลงเทปที่เรียกว่า Refund Inventory Computer Tape ซึ่งใช้สำหรับบันทึกรายการขอถอนเงินคืนที่ยังคงค้างยู่ทั้งหมด และพิมพ์รายละเอียดของรายการขอถอนเงินคืนที่คงค้างในเทป ฝ่ายประมวลข้อมูลจะส่งรายละเอียดนี้พร้อมกับเทปไปให้แผนก Refund section

แผนก Refund Section จะนำ VSRS-1 ซึ่งเก็บไว้ใน Storeroom มาประกบกับ VSRS-3 รายที่ขอถอนเงินคืน แล้ก็รวบรวมกันไว้ในแฟ้ม พนักงานประจำเครื่องรับส่งข้อมูล (RJE Operator) จะเรียกโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อมาทำการเปรียบเทียบข้อมูลที่เก็บไว้ใน Refund Inventory Tape กับ MCA Master Fileและพิมพ์รายงานยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีสัปดาห์ละครั้ง แล้วส่งรายงานนี้ไปให้แผนก Refund Section ตรวจสอบกับ VSRS-3 ที่เก็บไว้ในแฟ้ม แผนก Refund Section จะคำนวณเงินที่ต้องคืนแก่สมาชิกจากแบบฟอร์ม VSRS-3 ท่อนล่าง ซึ่งจะเท่ากับจำนวนเงินที่ปรากฏตามรายงานยอดคงเหลือในบัญชี + ส่วนที่นายจ้างรับรอง ว่าได้หักจากเงินเดือนของพนักงานแล้ว แต่ยังไม่ได้รายงานให้ VSRS ทราบ

แผนกบัญชี (According Section) จะออกสลิปปะหน้า (Voucher Cover Sheet) VSRS-3 ส่งให้ฝ่ายประมวลข้อมูลเจาะรหัสบนบัตร Refund Card รูปภาพที่ 4 แล้วจัดทำรายละเอียดที่ขอถอนคืนแต่ละราย และรวมยอดจำนวนเงินที่ขอถอนคืนทั้งสิ้นตาม Refund Card เปรียบเทียบกับจำนวนเงินรวมในสลิปปะหน้า อย่างไรก็ตามการถอนเงินคืนไม่จำเป็นต้องถอนเงินจนยอดในบัญชีเหลือเป็นศูนย์ แต่จะกำหนดรหัสพิเศษให้เพื่อแสดงว่า บัญชีนี้มีการถอนเงินคืนไปแล้ว เสร็จแล้วจะโอนรายการถอนเงินคืนจาก Refund Inventory Tape ไปเก็บไว้ใน Refund Transaction History Tape สำหรับ Refund Card ฝ่ายประมวลข้อมูลจะเก็บเข้าแฟ้มไว้เพื่อใช้ในการหักบัญชีสมาชิกต่อไป เมื่อนายจ้างส่งเงินมาให้เพิ่มเติมตามที่ระบุไว้ใน VSRS-3 โดนเรียงลำดับตามหมายเลขรหัสของนายจ้าง และวันครบกำหนดในแฟ้มนี้จะมี Refund Card ประมาณ 2,000-3,000 ใบ

ฝ่ายประมวลข้อมูลจะส่งรายงานคอมพิวเตอร์และ VSRS-3 กลับคืนไปให้ Refund Section เพื่อเช็คสอบยอดรวม เสร็จแล้ว Refund Section จะส่งสลิปถอนเงิน (Voucher) ไปให้ผู้อำนวยการ VSRS ลงนาม สั่งจ่ายเมื่อ Refund Section ได้รับสลิปคืนมาก็จะส่งทางไปรษณีย์ไปให้สำนักงานคลังของรัฐ (State Treasurer’s Office) พร้อมกับที่อยู่ตามที่ระบุไว้ในท่อนล่างของ VSRS-3 และจะส่งสลิปต้นฉบับไปให้สำนักงานบัญชีกลางของรัฐ (State Comptroller’s Office) ส่วนสลิปชุดสำเนาจะถูกส่งไปยังแผนกบัญชี เพื่อบันทึกไว้ในสมุดบัญชีเงินสดจ่าย (Cash Disbursements Ledger) แล้วส่งกลับไปเก็บเข้าใน Refund Section

ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า VSRS จะยังไม่คืนเงินให้แก่สมาชิกจนกว่านายจ้างจะส่งรายงานและเงินมาให้จนครบแล้ว ดังนั้นเมื่อนายจ้างส่งรายงานมาครบแล้ว เสมียนในแผนก Contribution Reporting Section จะดึง Refund Card รายที่มีวันครบกำหนดตรงกับวันที่ในรายงาน (Reporting Period Data) จากนั้นจะส่ง Refund Card ไปให้พนักงานประจำเครื่อง RJE เพื่อลดยอดคงเหลือในบัญชีตามที่กำหนดใน Refund Card แล้วสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์รายงานจำนวนเงินที่ถอนคืนไปทั้งหมด (Refund Total Report) โดยแสดงรายละเอียดเฉพาะหมายเลขประจำตัวนายจ้างและจำนวนเงินรวมแต่ละราย จากนั้นก็บันทึกจำนวนเงินที่ถอนไปทั้งสิ้นใน Control Bookซึ่งเป็นสมุดเล่มเดียวกับที่เคยบันทึกจำนวนเงินรับจากสมาชิกทั้งสิ้นเสร็จแล้วก็ทิ้ง Refund Cardไป

ภาพที่แสดงถึงการควบคุมเพื่อการบริหารและตรวจสอบ ในระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์

ภาพที่แสดงถึงการควบคุมเพื่อการบริหารและตรวจสอบ ในระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์

ในกรณีที่ยังมียอดคงเหลืออยู่ในบัญชีหลังจากที่คืนเงินให้สมาชิกแล้ว ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากการคำนวณผิดพลาด ดังนั้นแผนก Refund Section จะต้องตรวจสอบดูว่าควรจะคืนเงินที่เหลือให้แก่สมาชิกหรือไม่ ในบางกรณีก็จะส่งใบยืนยันยอดไปให้สมาชิกหรือนายจ้าง เมื่อได้รับใบยืนยันยอดคืนมาจะส่งไปให้ฝ่ายประมวลขอมูลพร้อมกับ Refund Worksheets เพื่อเจาะรหัสลงบัตร แต่โดยปกติเสมียนในแผนก Refund Section จะเป็นผู้เจาะบัตรด้วยตัวเอง จากนั้นก็ดำเนินการเหมือนกับกรรมวิธีข้างต้น ยกเว้นว่าไม่ต้องบันทึกรายการขอ Refund ไว้ใน Refund Inventory Tape

การคืนเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือกองมรดก ก็คงดำเนินวิธีการเช่นเดียวกับการคืนเงินตามปกติ

สำหรับรูปภาพประกอบคำอธิบาย หากเป็นไปได้ผมจะนำมาเสนอให้ทราบในโอกาสต่อไป เพื่อสร้างความเข้าใจสำหรับผู้ที่สนใจอย่างแท้จริง ถึงการตรวจสอบในรายละเอียดที่มีลักษณะเป็นการตรวจสอบเชิงสอบสวนและหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องทางด้านคอมพิวเตอร์ ที่มีลักษณะเป็น Forensic Audit แบบหนึ่ง

ท่านผู้บริหารและท่านผู้ตรวจสอบทางด้าน IT และ Non – IT ครับ ท่านได้อ่านถึงการตรวจสอบอย่างเป็นกระบวนการ 2 ใน 4 ระบบงานหลักของการบริหารกองทุนเลี้ยงชีพเพื่อการศึกษาแห่งนี้ไปแล้ว ท่านได้ภาพอะไรบ้างไหมครับว่า ในกรณีที่ท่านต้องติดตาม สอบสวน เรื่องราวการทุจริตในองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์ในเชิงลึก และมีหลักฐานอย่างแท้จริงถึงสาเหตุที่เป็น Root Cause ของปัญหาในการทุจริต เพื่อหาแนวทางควบคุม และป้องกันมิให้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกในองค์กรของท่าน

โปรดติดตามการตรวจสอบอีก 2 ระบบงานหลักต่อไปนะครับ และขณะเดียวกันขอให้ท่านพิจารณาด้วยว่าการดำเนินการร่วมกันระหว่าง IT Auditor กับ Non – IT Auditor มีความเหมาะสม หรือน่าจะปรับปรุงอะไรบ้าง ให้เหมาะกับเทคโนโลยียุคใหม่ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว


กบข. กับกรณีการตรวจสอบการทุจริตของกองทุนเลี้ยงชีพ The Virginia Supplemental Retirement System กับผู้ตรวจสอบ

พ.ค. 28, 2009

ผมกำลังนำบทเรียนเกี่ยวกับการทุจริตของกองทุนเลี้ยงชีพในต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนมาให้ท่านได้ศึกษา เพื่อเปรียบเทียบกับกรณีการทุจริตต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในวงการสถาบันการเงินของไทย เพื่อให้ท่านเกิดแนวคิด และเข้าใจถึงความสำคัญของข้อมูลและสารสนเทศเพื่อใช้ในการบริหารและการจัดการ ที่จำเป็นต้องมีการควบคุมทางด้าน IT Security อย่างละเอียดและอย่างเข้าใจถึงช่องว่างที่เป็นจุดเปิดของการทุจริต (Exposure) ได้ เพื่อจะนำมาเปรียบเทียบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา และสร้างความตระหนักถึงการบริหารอย่างสอดประสานและบูรณาการในเชิงรุกอย่างแท้จริง ซึ่งในที่สุดแล้วจะเกี่ยวข้องกับการบริหารและการจัดการทางด้าน CG + ITG + GRC + COSO – ERM อย่างเป็นกระบวนการ และผสมผสานระหว่างการบริหารงานด้าน IT และ Non – IT โดยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ แผนการปฏิบัติงาน ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน การติดตามและการรายงานผล รวมทั้งการตรวจสอบตามฐานความเสี่ยงแบบบูรณาการ

ผู้ตรวจสอบกับการทำความเข้าใจในลักษณะของธุรกิจเฉพาะเพื่อการตรวจสอบ

ผู้ตรวจสอบกับการทำความเข้าใจในลักษณะของธุรกิจเฉพาะเพื่อการตรวจสอบ

บทเรียนของต่างประเทศที่จะกล่าวต่อไปเพิ่มเติมจากวันก่อนนั้น ก็จะเป็นอุทธาหรณ์สำหรับการบริหารของกองทุนเลี้ยงชีพของไทย เช่น กบข. รวมทั้งองค์กรอื่นที่สนใจในเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตในแง่มุมต่าง ๆ ที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการตรวจสอบทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นหลัก

ท่านคงไม่ลืมเรื่องราวที่ผมพูดถึงกรณีการทุจริตของธนาคาร Socgen ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศฝรั่งเศสที่ถูกทุจริต รวมกันเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเกิดจากบุคคลที่รู้เรื่อง IT เป็นอย่างดีเพียงคนเดียว ท่านลองไปทบทวนเรื่องนี้ประกอบกับบทเรียนใหม่ที่จะกล่าวในวันนี้

จากการตรวจสอบในเบื้องต้นในการจัดทำแผนผังการควบคุมและคำบรรยายเกี่ยวกับลักษณะของระบบงาน (Computer Application Systems) ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ที่ได้กล่าวถึงระบบ Member Contribution Accord (MCA) System ไปในครั้งที่แล้ว และจะขอกล่าวต่อถึงระบบต่อไป ดังนี้

2. Refund System
หมายถึง ระบบงานที่ใช้สำหรับบันทึกและประมวลผลรายการจ่ายคืนเงินให้แก่สมาชิกรายที่ออกจากงาน และยื่นหนังสือแสดงความจำนงขอถอนเงินทีฝากไว้คือ ในกรณีที่สมาชิก (Active Member) ถึงแก่กรรม VSRS จะคืนเงินที่รับฝากให้แก่กองมรดก หรือผู้รับประโยชน์ และปรับปรุงยอดคงเหลือในบัญชีของสมาชิกที่รับเงินคืนไป

ในแต่ละปี VSRS จะคืนเงินให้สมาชิก 18,000 – 22,000 ราย เป็นจำนวนเงินประมาณ 14-21 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงฤดูร้อน เพราะอัตราการเปลี่ยนงานสูง โดยเฉพาะอาชีพครู

เมื่อสมาชิกมีความประสงค์จะขอถอนเงินคืน จะต้องกรอกแบบฟอร์ม VSRS-3 รูปภาพที่ 3 ซึ่งระบุหมายเลขประกันสังคม ชื่อ ที่อยู่ วัน เดือน ปีเกิด และชื่อของนายจ้าง หลังจากลงรายมือชื่อเรียบร้อยแล้วก็ให้ส่ง VSRS-3 ไปยังแผนกเงินเดือนของตน แผนกเงินเดือนจะกรอกรายละเอียดที่เหลือของแบบฟอร์ม VSRS-3 ท่อนล่างซึ่งระบุวันที่ ที่หักเงินเดือนครั้งสุดท้าย ชื่อ และรหัสประจำตัวของนายจ้าง และรายละเอียดของเงินนำส่งที่ยังไม่ได้รายงานให้ VSRS ทราบ จากนั้นก็ลงนามแล้วก็ส่งไปให้ VSRS ซึ่งจะมอบหมายให้แผนก Refund section (สังกัดอยู่ใน Membership and Office Department) ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเอกสาร จากนั้นจะส่ง VSRS-3 ไปให้ฝ่ายประมวลข้อมูลทำการเจาะบัตรเพื่อบันทึกลงเทปที่เรียกว่า Refund Inventory Computer Tape ซึ่งใช้สำหรับบันทึกรายการขอถอนเงินคืนที่ยังคงค้างยู่ทั้งหมด และพิมพ์รายละเอียดของรายการขอถอนเงินคืนที่คงค้างในเทป ฝ่ายประมวลข้อมูลจะส่งรายละเอียดนี้พร้อมกับเทปไปให้แผนก Refund section

แผนก Refund Section จะนำ VSRS-1 ซึ่งเก็บไว้ใน Storeroom มาประกบกับ VSRS-3 รายที่ขอถอนเงินคืน แล้ก็รวบรวมกันไว้ในแฟ้ม พนักงานประจำเครื่องรับส่งข้อมูล (RJE Operator) จะเรียกโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อมาทำการเปรียบเทียบข้อมูลที่เก็บไว้ใน Refund Inventory Tape กับ MCA Master Fileและพิมพ์รายงานยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีสัปดาห์ละครั้ง แล้วส่งรายงานนี้ไปให้แผนก Refund Section ตรวจสอบกับ VSRS-3 ที่เก็บไว้ในแฟ้ม แผนก Refund Section จะคำนวณเงินที่ต้องคืนแก่สมาชิกจากแบบฟอร์ม VSRS-3 ท่อนล่าง ซึ่งจะเท่ากับจำนวนเงินที่ปรากฏตามรายงานยอดคงเหลือในบัญชี + ส่วนที่นายจ้างรับรอง ว่าได้หักจากเงินเดือนของพนักงานแล้ว แต่ยังไม่ได้รายงานให้ VSRS ทราบ

แผนกบัญชี (According Section) จะออกสลิปปะหน้า (Voucher Cover Sheet) VSRS-3 ส่งให้ฝ่ายประมวลข้อมูลเจาะรหัสบนบัตร Refund Card รูปภาพที่ 4 แล้วจัดทำรายละเอียดที่ขอถอนคืนแต่ละราย และรวมยอดจำนวนเงินที่ขอถอนคืนทั้งสิ้นตาม Refund Card เปรียบเทียบกับจำนวนเงินรวมในสลิปปะหน้า อย่างไรก็ตามการถอนเงินคืนไม่จำเป็นต้องถอนเงินจนยอดในบัญชีเหลือเป็นศูนย์ แต่จะกำหนดรหัสพิเศษให้เพื่อแสดงว่า บัญชีนี้มีการถอนเงินคืนไปแล้ว เสร็จแล้วจะโอนรายการถอนเงินคืนจาก Refund Inventory Tape ไปเก็บไว้ใน Refund Transaction History Tape สำหรับ Refund Card ฝ่ายประมวลข้อมูลจะเก็บเข้าแฟ้มไว้เพื่อใช้ในการหักบัญชีสมาชิกต่อไป เมื่อนายจ้างส่งเงินมาให้เพิ่มเติมตามที่ระบุไว้ใน VSRS-3 โดนเรียงลำดับตามหมายเลขรหัสของนายจ้าง และวันครบกำหนดในแฟ้มนี้จะมี Refund Card ประมาณ 2,000-3,000 ใบ

ฝ่ายประมวลข้อมูลจะส่งรายงานคอมพิวเตอร์และ VSRS-3 กลับคืนไปให้ Refund Section เพื่อเช็คสอบยอดรวม เสร็จแล้ว Refund Section จะส่งสลิปถอนเงิน (Voucher) ไปให้ผู้อำนวยการ VSRS ลงนาม สั่งจ่ายเมื่อ Refund Section ได้รับสลิปคืนมาก็จะส่งทางไปรษณีย์ไปให้สำนักงานคลังของรัฐ (State Treasurer’s Office) พร้อมกับที่อยู่ตามที่ระบุไว้ในท่อนล่างของ VSRS-3 และจะส่งสลิปต้นฉบับไปให้สำนักงานบัญชีกลางของรัฐ (State Comptroller’s Office) ส่วนสลิปชุดสำเนาจะถูกส่งไปยังแผนกบัญชี เพื่อบันทึกไว้ในสมุดบัญชีเงินสดจ่าย (Cash Disbursements Ledger) แล้วส่งกลับไปเก็บเข้าใน Refund Section

ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า VSRS จะยังไม่คืนเงินให้แก่สมาชิกจนกว่านายจ้างจะส่งรายงานและเงินมาให้จนครบแล้ว ดังนั้นเมื่อนายจ้างส่งรายงานมาครบแล้ว เสมียนในแผนก Contribution Reporting Section จะดึง Refund Card รายที่มีวันครบกำหนดตรงกับวันที่ในรายงาน (Reporting Period Data) จากนั้นจะส่ง Refund Card ไปให้พนักงานประจำเครื่อง RJE เพื่อลดยอดคงเหลือในบัญชีตามที่กำหนดใน Refund Card แล้วสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์รายงานจำนวนเงินที่ถอนคืนไปทั้งหมด (Refund Total Report) โดยแสดงรายละเอียดเฉพาะหมายเลขประจำตัวนายจ้างและจำนวนเงินรวมแต่ละราย จากนั้นก็บันทึกจำนวนเงินที่ถอนไปทั้งสิ้นใน Control Bookซึ่งเป็นสมุดเล่มเดียวกับที่เคยบันทึกจำนวนเงินรับจากสมาชิกทั้งสิ้นเสร็จแล้วก็ทิ้ง Refund Cardไป

ภาพที่แสดงถึงการควบคุมเพื่อการบริหารและตรวจสอบ ในระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์

ภาพที่แสดงถึงการควบคุมเพื่อการบริหารและตรวจสอบ ในระบบงานที่ใช้คอมพิวเตอร์

ในกรณีที่ยังมียอดคงเหลืออยู่ในบัญชีหลังจากที่คืนเงินให้สมาชิกแล้ว ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากการคำนวณผิดพลาด ดังนั้นแผนก Refund Section จะต้องตรวจสอบดูว่าควรจะคืนเงินที่เหลือให้แก่สมาชิกหรือไม่ ในบางกรณีก็จะส่งใบยืนยันยอดไปให้สมาชิกหรือนายจ้าง เมื่อได้รับใบยืนยันยอดคืนมาจะส่งไปให้ฝ่ายประมวลขอมูลพร้อมกับ Refund Worksheets เพื่อเจาะรหัสลงบัตร แต่โดยปกติเสมียนในแผนก Refund Section จะเป็นผู้เจาะบัตรด้วยตัวเอง จากนั้นก็ดำเนินการเหมือนกับกรรมวิธีข้างต้น ยกเว้นว่าไม่ต้องบันทึกรายการขอ Refund ไว้ใน Refund Inventory Tape

การคืนเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือกองมรดก ก็คงดำเนินวิธีการเช่นเดียวกับการคืนเงินตามปกติ

สำหรับรูปภาพประกอบคำอธิบาย หากเป็นไปได้ผมจะนำมาเสนอให้ทราบในโอกาสต่อไป เพื่อสร้างความเข้าใจสำหรับผู้ที่สนใจอย่างแท้จริง ถึงการตรวจสอบในรายละเอียดที่มีลักษณะเป็นการตรวจสอบเชิงสอบสวนและหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องทางด้านคอมพิวเตอร์ ที่มีลักษณะเป็น Forensic Audit แบบหนึ่ง

ท่านผู้บริหารและท่านผู้ตรวจสอบทางด้าน IT และ Non – IT ครับ ท่านได้อ่านถึงการตรวจสอบอย่างเป็นกระบวนการ 2 ใน 4 ระบบงานหลักของการบริหารกองทุนเลี้ยงชีพเพื่อการศึกษาแห่งนี้ไปแล้ว ท่านได้ภาพอะไรบ้างไหมครับว่า ในกรณีที่ท่านต้องติดตาม สอบสวน เรื่องราวการทุจริตในองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์ในเชิงลึก และมีหลักฐานอย่างแท้จริงถึงสาเหตุที่เป็น Root Cause ของปัญหาในการทุจริต เพื่อหาแนวทางควบคุม และป้องกันมิให้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกในองค์กรของท่าน

โปรดติดตามการตรวจสอบอีก 2 ระบบงานหลักต่อไปนะครับ และขณะเดียวกันขอให้ท่านพิจารณาด้วยว่าการดำเนินการร่วมกันระหว่าง IT Auditor กับ Non – IT Auditor มีความเหมาะสม หรือน่าจะปรับปรุงอะไรบ้าง ให้เหมาะกับเทคโนโลยียุคใหม่ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว