การพัฒนาความคิดเพื่อการกำกับและดูแลกิจการที่ดี

มีนาคม 17, 2009

ผมสนใจเป็นอย่างมากในเรื่องการบรรยายและให้ข้อสังเกตในลักษณะการสร้างความคิดโดยพัฒนาความคิดใหม่ ๆ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการเรียนการสอน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งจบมหาวิทยาลัยออกไปปฏิบัติงานแล้วก็ตาม หากบุคลากรของเรารู้จักใช้สติปัญญา พัฒนาเป็นความคิดที่ถูกต้อง ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และแน่นอนว่าควรจะสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่พูดกันทั่วไปแต่ปฏิบัติแตกต่างกันค่อนข้างมาก

หากการเรียนการสอนสามารถเพิ่มแนวทางในการสร้างความคิดให้กับเด็ก ๆ ได้ ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดีในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต

วันนี้ผมจึงนำเสนอเรื่องการพัฒนาความคิดเพื่อการกำกับและดูแลกิจการที่ดีเผื่อท่านผู้สนใจจะนำไปประยุกต์ใช้หรือพัฒนาความคิดให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นครับ

การบริหารความเสี่ยงกับความคิดอย่างเป็นระบบเพื่อการจัดการที่ดี / IT & Non-IT

การบริหารความเสี่ยงกับความคิดอย่างเป็นระบบเพื่อการจัดการที่ดี / IT & Non-IT

…ท่านเคยสนใจบ้างไหมครับว่าองค์กรและพนักงานที่ท่านดูแลอยู่ รวมทั้งผู้ตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจสอบภายนอกบางส่วนติดตามและก้าวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งมีผลต่อการบริหารความเสี่ยงและการตรวจสอบที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายของประเทศและองค์กรของเรา!

การกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ Good Corporate Governance เป็นนามธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในองค์กร โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงต้องพัฒนานำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องอาศัยความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความมุ่งมั่น ความเสียสละ และการมีคุณธรรมที่ถูกต้อง เพื่อความสำเร็จขององค์กรให้เป็นที่ยอมรับจากผู้มีประโยชน์ร่วม (Stakeholder) ขององค์กรทุกระดับ โดยทำความเข้าใจกับกิจกรรมหลัก ๆ ที่มีผลต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายทั้งในระดับองค์กรและในระดับสายงานต่าง ๆ เพื่อกำหนดจุดควบคุม การบริหารความเสี่ยง การตรวจสอบภายในโดยใช้ฐานความเสี่ยง โดยมีเกณฑ์มาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับทั่วไป

ในสถานการณ์ที่นวัตกรรมทางการเงิน การบริหาร การปฏิบัติงาน การตรวจสอบ เทคโนโลยีและสารสนเทศ และความรู้ต่าง ๆ ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การปรับตัวขององค์กรและพนักงานระดับต่าง ๆ เป็นความจำเป็น โดยไม่ยึดติดกับกรอบความคิดหรือวิธีการทำงานแบบเดิม ๆ องค์กรโดยเฉพาะฝ่ายบริหารต้องพร้อมที่จะก้าวไปในมิติใหม่ที่มีการค้นคว้าและยอมรับว่าเป็นผลดีอย่างยิ่งในการดำเนินงานให้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกอย่างไม่มั่นใจ เพราะ Good Corporate Governance มีการค้นคว้าและนำไปปฎิบัติงานอย่างได้ผลดีในองค์กรต่าง ๆ ของหลายประเทศแล้ว

เนื้อหาในครั้งนี้ ผมจะไม่ขอกล่าวถึงการพัฒนากรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกับการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการตรวจสอบตามฐานความเสี่ยงต่องานหลักต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบริหารทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ แต่จะเน้นเรื่องการพัฒนาความคิดและการปฏิบัติของบุคลากรเพื่อก้าวไปสู่กระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งต่อการปฏิรูปความเติบโต ความแข็งแกร่ง ความมั่นคงอย่างยั่งยืนของทุกองค์กรที่ต้องอาศัยความมีวิสัยทัศน์ที่ระดับผู้นำขององค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้อง

จุดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาองค์กรและบุคลากรขององค์กรเพื่อก้าวไปสู่การกำกับดูแลกิจการที่ดีบางประการก็คือ:-

 การเปิดใจกว้างเพื่อยอมรับการเปลี่ยนแปลง

 ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง และก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วอย่างมั่นใจ

 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นแล้วและจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น หากยังไม่แน่ใจเรื่องการวิเคราะห์ความเสี่ยงกับการเปลี่ยนแปลงดีพอ สิ่งที่ท่านพิจารณาก็คือ:-
o ต้องเข้าใจที่จะทำให้องค์กรมีความเรียบง่ายในทางราบและมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูงตามกลยุทธ์ที่เหมาะสม
o ไม่ยึดติดกับความคุ้นเคยที่ปฏิบัติกันมานานจนไม่กล้าที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่สิ่งแวดล้อมรอบข้างได้เปลี่ยนไปมากมายแล้ว
o ฝึกการเป็นผู้ช่างสังเกตหรือรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลกระทบต่อการบริหาร และการพัฒนาความรู้ของพนักงาน เพื่อช่วยให้เราบริหารและจัดการกับความเสี่ยงระดับต่าง ๆ ได้โดยไม่อาศัยบุญเก่า
o การพัฒนาความคิดและมีความมุ่งมั่นอย่างถูกต้องในการก้าวไปสู่การปฏิบัติ การปรับองค์กรและปรับปรุงวิธีการทำงานใหม่ๆต้องกระทำการอย่างรวดเร็วและทันการจึงจะมีประโยชน์ โดยหมั่นสอบถามและประเมินตนเองอย่างเสมอว่า
– เหตุการณ์หรือการประทำใด ๆ ทั้งโดยระบบงานหรือบุคคลอาจเกิดปัญหาหรือข้อผิดพลาดใดขึ้นได้บ้าง
– กระบวนการบริหารงาน การปฏิบัติงานที่ถูกต้องในปัจจุบันและอนาคต ควรเป็นเช่นใด

การถ่ายทอดความคิดที่เป็นกระบวนการไปสู่การบริหาร/การปฏิบัติ

การถ่ายทอดความคิดที่เป็นกระบวนการไปสู่การบริหาร/การปฏิบัติ

o องค์กรและ/หรือตัวเราเท่านั้นที่จะเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล
o มีรางวัลอยู่เสมอ เพียงแต่เราตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นที่จะแสวงหาโดยการบริหารความคิดและการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ และใช้ “ระบบงาน” คุมคนมากกว่าให้ “คน” คุมระบบงาน

 ในประเด็นเรื่อง “ระบบงาน” กับ “บุคลากร” นั้นมีผู้กล่าวไว้น่าสนใจว่า…
ระบบดี คนดี นั้นดีหน้า
ระบบดี คนแย่ พอแก้ไหว
ระบบแย่ คนดี มีทางไป
ระบบแย่ คนไม่เอาไหน บรรลัยเอย

อย่างไรก็ดีระบบงานที่ดี และคนดีที่มีความสามารถ โดยไม่มีการพัฒนาให้เหมาะสมตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการบริหารการเปลี่ยนแปลงในเวลาที่เหมาะสมนั้นยังไม่ปรากฎอยู่ในโลกของการบริหารและการกำกับดูแลกิจการที่ดีในปัจจุบัน

o การยอมรับการเปลี่ยนแปลงแทนการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะนำองค์กรและตัวเราไปสู่วิธีคิดและวิถีการทำงานแบบใหม่ที่จะนำสิ่งดี ๆ มาสู่องค์กรและผู้ปฏิบัติอย่างมั่นใจ
o ความยั่งยืนขององค์กร ชีวิตการทำงาน และความเป็นอยู่ในการดำรงชีพภายใต้โลกของการเปลี่ยนแปลงจะดำเนินไปไม่ได้ถ้าทุกองค์กรไม่เร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทุกหน่วยงานจึงต้องการองค์กรและพนักงานที่มีความยืดหยุ่น ถึงจะปรับตัวให้เข้ากับการกำกับดูแลกิจการที่ดี

ความตั้งใจจริงนำไปสู่ความคิดเชิงกลยุทธ์และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมของกระบวนการจัดการและการแก้ไขปัญหาที่ดี มีข้อสังเกตบางประการที่ควรพิจารณาก็คือ:-
 แนวคิดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการบริหาร การปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นกรณีปกติหรือกรณีที่ประเทศหรือองค์กรมีปัญหา จากปัจจัยทั้งภายนอกและ/หรือปัจจัยภายใน ทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กร มีมุมมองได้หลายด้าน และปัจจัยต่าง ๆ มีผลกระทบทั้งทางด้านบวกและด้านลบเพื่อมองต่างมุมเสมอ

 อันตรายที่ร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติงาน การบริหารก็คือการปฏิบัติตาม ๆ กันไปด้วยความเคยชิน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในทางลบต่าง ๆ ในทุกระดับของการจัดการเปลี่ยนแปลงหรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เช่น บางหน่วยงานของรัฐมีระเบียบ กฎเกณฑ์ คำสั่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมามากกว่า 30 ปี เป็นต้น

 ดังนั้นกลยุทธ์ของการบริหารโดยเริ่มต้นที่อนวคิดในเชิงป้องกันหรือเชิงรุกอย่างมีระบบ จะเป็นการบริหารและการปฏิบัติงานแบบยั่งยืนที่แท้จริง ทั้งนี้ ไม่จำกัดความคิดอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น แต่จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ ต่อองค์กร หากบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันคิดและมีการสื่อสารและช่วยกันสร้างมูลค่าเพิ่มจากความคิดทุกระดับอย่างสร้างสรรค์ มุ่งมั่น ทุ่มเท ติดตามผลอย่างจริงจังจากระดับบนสู่ระดับล่าง จากระดับล่างสู่ระดับบน และระดับราบระหว่างหน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่งานที่วัดได้และตรวจสอบได้

 ผู้บริหารระดับสูงหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจบางหน่วยงาน ผู้บริหารที่มีความสามารถมาก แต่ในทางปฏิบัติหลายท่านมีความคิดดี ๆ แต่ไม่อาจสานต่อไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้ เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการประชุมต่าง ๆ ประจำวันภายในองค์กร และภายนอกองค์กรตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่ปฏิบัติ ทำให้มีปัญหาอื่น ๆ ตามมา นั่นคือก้าวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งน่านะเป็นปัญหาสำคัญพื้นฐานของการนำองค์กรหรือหน่วยงานในสังกัดก้าวไปสู่การกำกับดูแลกิจการที่ดีได้

การพัฒนาความคิดเพื่อการบริหารและการจัดการที่ดีและนำไปสู่การนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม 10 ประการ
1. การปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจากการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบหรือการบริหารความเสี่ยงนั้น ต้องกระทำตลอดเวลา เพราะไม่มีจุดสิ้นสุดของโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง
2. ควรศึกษา แสวงหาความรู้ทุกรูปแบบที่จำเป็นจากแหล่งต่างๆเพื่อประเมินถึงผลกระทบ และเพื่อการปรับปรุงการบริหารงานไปสู่วัตถุประสงค์และเป้าหมายของประเทศหรือองค์กรอย่างยั่งยืน
3. อย่ายึดติดกับความคิดและการปฏิบัติเดิม ๆ โดยไม่คำนึงถึงความพึงพอใจของผู้มีผลประโยชน์ร่วมที่เกี่ยวข้องของโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง
4. ควรคิดและตระหนักเสมอว่ายังมีวิธีการที่นำไปศุ่เป้าหมายและวัตถุประสงค์เสมอ
5. ไม่มีคำแก้ตัวสำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้น
6. หากมีปัญหาเกิดขึ้นและต้องการคำตอบและการดำเนินการที่ถูกต้องแล้วให้หาวิธีการที่ง่ายและสะดวกที่พอบรรเทาปัฆานั้นๆโยไม่ต้องมุ่งมั่นถือการแก้ไขปัญหาสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะอาจไม่มีวิธีการที่ว่านั้น
7. หากประเทศหรือองค์กรหรือแม้แต่ตัวของเราเองได้รับประสบการณ์จากความล้มเหลวในการดำเนินการหรือปฏิบัติใด ๆ ในอดีต ก็ควรวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และต้องหาวิธีการไม่ให้เกิดความผิดพลาดนั้น หรือทำนองคล้าย ๆ กันเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด และควรหาวิธีการสื่อข้อผิดพลาดและทำเป็นกรณีศึกษาที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้เป็นบทเรียนของประเทศหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
8. ใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์ในการบริหารเชิงรุก ในแง่มุมต่าง ๆ ของการจัดการกับความเสี่ยงอย่างฉลาด จะได้ผลกว่าการใช้เงินอย่างเดียวในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาเพราะอาจเป็นความสูญเปล่า การวิเคราะห์ที่จุดอ่อน จุดแข็ง ซึ่งเป็นสถานภาพภายในประเทศหรือขององค์กรเองที่แก้ไขได้ป ปรับปรุงได้ พัฒนาได้ กับการวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรค ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกองค์กรที่ไม่อาจควบคุมได้ จะมีประโยชน์ต่อการบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดความเสียหายได้
9. วิกฤติหรือปัญหาต่าง ๆ อาจสร้างโอกาสและรางวัลต่อเราได้ แต่แนวความคิดของการบริหารที่ไม่ถูกต้องกับสถานการณ์อาจสร้างวังวนของปัญหาในระดับต่าง ๆ ได้
10. หากประเทศหรือองค์กรหรือตัวเราเองเผชิญอุปสรรคให้หมั่นตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า…

ทำไมปัญหาจึงเกิดขึ้น และควรระดมความคิดที่ว่า … จะแก้ไขรวมทั้งป้องกันและบริหารเชิงรุกได้อย่างไรเพื่อการฟื้นฟูและทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีบทเรียนต่าง ๆ ในอดีดเป็นเรื่องเตือนความจำไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำได้อีก และมีอนาคตของการบรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืนเป็นธงชัย ด้วยวิธีการกำกับดูแลกิจการที่ดีซึ่งประกอบไปด้วย การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน การตรวจสอบภายในที่มีมาตรฐาน จากผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีคุณธรรมทุกระดับของการดำเนินงาน

สรุป
ถึงแม้ความคิดจะควบคุมเป็นรูปธรรมไม่ได้ แต่การตรวจสอบความคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อการบริหารและการจัดการที่กีสามารถดำเนินการได้ด้วยการใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์เช่นกัน

– เราช่วยกันคิด ช่วยกันทำ โดยการบริหารความคิดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีกลยุทธ์และเป็นรูปธรรมในวันนี้ เพื่ออนาคตที่รุ่งเรืองของประเทศและขององค์การแล้วหรือยัง

– เรามีการประเมินความคิดที่จะนำไปสู่รูปธรรมที่เหมาะสมอย่างได้ผลที่วัดได้เมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้วหรือยัง ทั้งนี้อาจมีการทดสอบความคิดง่ายๆโดยตั้งคำถามพื้นฐานของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรว่า

“องค์กรของเรามีการปรับโครงสร้าง วิธีการทำงานให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางกลยุทธ์ (strategic) ที่สอดคล้อง Strategic Thinking ที่เหมาะสมเมื่อใด”

– เราได้ตระหนักแล้วหรือยังว่าการทำธุรกิจ การผลิต การค้า การบริหารการเงิน การบริหาร ฯลฯ ความสามารถนั้นวัดกันที่ความคิดในหารบริหารความเสี่ยงและมีคุณธรรมที่จะนำสู่การปฏิบัติได้ผลต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างยั่งยืนเป็นสำคัญ

– การพัฒนาความคิดที่ถูกต้องอย่างมีขั้นตอนและเป็นระบบซึ่งประกอบไปด้วย คน เทคโนโลยี และกระบวนการควบคุมภายในและการปฏิบัติงานจะนำไปสู่ขนาดของสำเร็จและความก้าวหน้าขององค์กรและประเทศชาติที่วัดได้

– การฝึกใจเป็นนิสัยเพื่อคิดอย่างมีระบบ และปฏิบัติได้จริงให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อความก้าวหน้าของประเทศและองค์กร จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้ทุกระดับ

– ความเชื่อมั่น ความทุ่มเท ความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ ความดีงาม ความเสียสละ ความมีคุณธรรม คู่กันไปกับการพัฒนาความคิดเป็นสิ่งที่จำเป็นในการกำกับดูแลกิจการที่ดีซึ่งเป็นแม่บทของการบริหารความเสี่ยง กระบวนการควบคุมภายใน และการตรวจสอบภายในอย่างมีคุณภาพ


แนวทาง/กรอบ/คู่มือการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

มีนาคม 17, 2009

เมื่อกล่าวถึงการบริหารความเสี่ยง ผู้บริหารองค์กร เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พนักงานทุกคนในองค์กรควรจะต้องเข้าใจในพื้นฐานของแนวความคิดของการบริหารความเสี่ยงที่ทุกคนในองค์กรต้องทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงบรรลุเป้าประสงค์ วิสัยทัศน์ และพันธกิจขององค์กร ผู้เขียนจึงได้กล่าวถึงแนวคิดการบริหารความเสี่ยงไว้กว้าง ๆ ดังนี้

แนวคิดการบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นกลวิธีที่เป็นเหตุเป็นผลที่นำมาใช้ในการบ่งชี้ วิเคราะห์ ประเมิน จัดการ ติดตาม และสื่อสารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหน่วยงาน/ฝ่ายงาน หรือกระบวนการดำเนินงานขององค์กร เพื่อช่วยลดความสูญเสียในการไม่บรรลุเป้าหมายให้เหลือน้อยที่สุดและเพิ่มโอกาสแก่องค์กรมากที่สุด

การบริหารความเสี่ยงยังหมายความถึงการประกอบกันอย่างลงตัวของวัฒนธรรมองค์กร กระบวนการและโครงสร้างองค์กร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการบริหาร และผลได้ผลเสียขององค์กรอีกด้วย

การบริหารความเสี่ยงขององค์กรโดยรวม (Enterprise Wide Risk Management) คือการบริหารความเสี่ยงโดยมีโครงสร้างองค์กร กระบวนการ และวัฒนธรรมองค์กร ประกอบเข้าด้วยกันและมีลักษณะสำคัญ ดังนี้

– ผสมผสานและเป็นส่วนหนึ่งของ องค์กร เพราะเป็นกลไกส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไปสู่การกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร และเป็นที่พอใจของผู้มีผลประโยชน์ร่วม

– การบริหารความเสี่ยงควรสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ การตัดสินใจ และสามารถนำไปใช้กับองค์ประกอบอื่น ๆ ในการบริหารขององค์กรได้เป็นอย่างดี

– พิจารณาความเสี่ยงทั้งหมด โดยครอบคลุมความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงเกี่ยวกับกลยุทธ์ การดำเนินงาน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการเงิน ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเสียหาย ความไม่แน่นอน และโอกาส รวมถึงการมีผลกระทบต่อวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้มีผลประโยชน์ร่วม

– ความเสี่ยงโดยรวมของทุกองค์กร ได้แก่
1. ความเสี่ยงเกี่ยวกับกลยุทธ์ (Strategic Risk)
2. ความเสี่ยงเกี่ยวกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน(Operational Risk)
3. ความเสี่ยงเกี่ยวกับการรายงานทุกประเภท รวมทั้งรายงานทางการเงิน (Financial Risk) และ
4. ความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (Compliance Risk)

ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเสียหาย ความไม่แน่นอน และการสูญเสียโอกาสการสร้างคุณค่าเพิ่ม รวมถึงการมีผลกระทบต่อวัตถุประสงค์ และความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสียอย่างสำคัญ

การบริหารความเสี่ยงมีความคิดแบบมองไปข้างหน้า โดยบ่งชี้ปัจจัยของความเสี่ยงว่า เหตุการณ์ใดที่อาจจะเกิดขึ้นที่มีผลทางลบและหากเกิดขึ้นจริงจะมีผลกระทบอย่างไรต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร เพื่อให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องจัดให้มีแนวทางป้องกันและการจัดการที่เหมาะสม ก่อนเกิดปัญหาจริง ๆ ในภายหน้า

การบริหารความเสี่ยงได้รับการสนับสนุนและมีส่วนร่วม โดยทุกคนในองค์กร ตั้งแต่ระดับกรรมการบริหาร ผู้บริหารระดับสูง และพนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยง เพื่อความสำเร็จของเป้าประสงค์ พันธกิจ และวิสัยทัศน์ขององค์กร

การบริหารความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการกำกับดูแลกิจการ เพื่อช่วยให้องค์กรทั่วไป บรรลุวัตถุประสงค์หรือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่กำหนดไว้ ช่วยให้เกิดผลการดำเนินงานที่ดี และปฏิบัติงานตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการบริหาร และผู้บริหารขององค์กรทั่วไป ควรมีความเข้าใจต่อผลลัพธ์ในข้อดี และข้อด้อยของแต่ละเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและจัดให้มีการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จ ลดโอกาสของการล้มเหลว และลดความไม่แน่นอนในผลการดำเนินงานโดยรวม เพื่อก้าวสู่วิสัยทัศน์ขององค์กรได้อย่างมั่นใจ


แนวทาง/กรอบ/คู่มือการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

มีนาคม 14, 2009

หลังจากที่ผู้เขียนได้นำเสนอแนวทางหรือคู่มือการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร โดยได้กล่าวถึงความหมาย และประเภทของความเสี่ยง ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงจำเป็นต้องรู้และเข้าใจในเรื่องของความเสี่ยง ตามที่ผู้เขียนได้นำเสนอไปในครั้งก่อนแล้วนั้น ครั้งนี้จะได้กล่าวกันต่อถึงที่มาหรือเหตุแห่งความเสี่ยง

เหตุแห่งความเสี่ยง
ความเสี่ยงทุกประเภทเกิดขึ้นโดยมีเหตุแห่งความเสี่ยง (Risk Driver) ซึ่งอาจเป็นเหตุที่เกิดจากภายในองค์กร เช่น วัฒนธรรม โครงสร้างองค์กร บุคลากร หรือเหตุที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การเมือง คู่แข่ง สภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น

เหตุแห่งความเสี่ยง

เหตุแห่งความเสี่ยง

ผู้บริหาร ควรทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อองค์กรและเหตุแห่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยการตั้งคำถามถามตนเองเสมอว่า “สามารถเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดแก่องค์กรและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นเพียงใด” และ “องค์กรได้มีแนวปฏิบัติทางธุรกิจ รวมทั้งการควบคุมภายในอย่างเพียงพอและเหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงหรือไม่”

ความเสี่ยงขององค์กรทั่วไป ในระดับบนหรือในระดับคณะกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการ ที่สำคัญได้แก่ ความไม่แน่นอนในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ความเสี่ยงขององค์กรทั่วไป ในระดับกลาง ได้แก่ ความไม่แน่นอนในการบรรลุเป้าหมาย และสูญเสียโอกาสในการปรับเปลี่ยนเป้าหมายขององค์กรที่ไม่อาจดำเนินการได้สำเร็จตามแผนงาน เป็นต้น

หากองค์กรทั่วไปในภาพโดยรวมมีความเข้าใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ซึ่งหมายถึง กระบวนการที่กำหนดขึ้นจากคณะกรรมการบริหาร ฝ่ายบริหาร และบุคลากรทุกระดับในองค์กร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการที่จะทำให้การปฏิบัติงานสำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กรประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

กระบวนการที่กำหนดขึ้นจะช่วยชี้ให้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมีผลกระทบในระดับต่าง ๆ กันที่ทำให้ องค์กรทั่วไป ไม่อาจบรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย กลยุทธ์ และแผนงานตามเวลาที่กำหนดไว้ได้ และกำหนดการจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพื่อให้มั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่าการดำเนินงานขององค์กร จะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ พันธกิจ และวิสัยทัศน์ตามเวลาที่กำหนดได้อย่างมั่นใจ

เพื่อความเข้าใจที่ดีอาจพิจารณาแผนภาพตัวอย่างความเสี่ยงขององค์กรทั่วไป ในบางมุมมองได้ดังนี้

แผนภาพความเสี่ยง

แผนภาพความเสี่ยง


การตรวจสอบองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์

มีนาคม 12, 2009

ทุกองค์กรในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีองค์กรใดเลยจะไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ในการบริหารงาน และการปฏิบัติงาน ดังนั้น การวางแผนการตรวจสอบและการปฏิบัติงานตรวจสอบในองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์ จะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและผลกระทบจากระบบสารสนเทศที่มีต่อความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการบริหาร การปฏิบัติงาน การควบคุมภายในและการตรวจสอบในทุกประเภทที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้เพราะ หากการประมวลผลข้อมูลทางด้านสารสนเทศไม่ถูกต้อง ไม่น่าเชื่อได้ ในแง่มุมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน (Financial Statement) ก็จะมีผลกระทบต่อกระบวนการบริหารและการจัดการในทุกมุมมอง การวางแผนการตรวจสอบต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง

ผมคงไม่ลำดับกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นขั้นตอนตามเอกสารและตามตำราต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย แต่ผมใคร่ขอนำเสนอและทำความเข้าใจกับท่านที่สนใจในเรื่องการตรวจสอบในองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์ โดยนำเสนอแผนภาพเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ใคร่ครวญ และใช้ดุลยพินิจก่อนที่ผมจะเขียนในรายละเอียดต่อไป

โปรดดูแผนภาพที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการตรวจสอบต่อไปนี้

GRC การหลอมรวมความเข้าใจในการบริหารมิติต่าง ๆ เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับ Stakeholders

GRC การหลอมรวมความเข้าใจในการบริหารมิติต่าง ๆ เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับ Stakeholders

ลองพิจารณาแผนภาพต่อไปซิครับ จะพบว่าการประมวลผลข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์นั้น จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ก็คือ
1.ส่วนที่ประมวลผลด้วยมือ (Manual) ล้วน ๆ (ขั้นตอน Input และ Output)
2.ส่วนที่ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ล้วน ๆ (ขั้นตอน Process)
3.ส่วนที่ประมวลผลตามข้อ 1. และ ข้อ 2. รวมกัน (ขั้นตอนระหว่าง Input ไปสู่ Process และขั้นตอนระหว่าง Process ไปสู่ Output)

รายละเอียดที่เกี่ยวข้องจะได้กล่าวในตอนต่อไปครับ

ส่วนของคอมพิวเตอร์ในระบบงานต่าง ๆ ของทุกองค์กรกับความเสี่ยง

ส่วนของคอมพิวเตอร์ในระบบงานต่าง ๆ ของทุกองค์กรกับความเสี่ยง


แนวทาง/กรอบ/คู่มือการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

มีนาคม 12, 2009

ตามที่มีท่านผู้สนใจหลายท่าน ได้ติดต่อให้ผมช่วยเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กรอบหรือคู่มือการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management Framework) เพราะทราบว่าผมได้บรรยายเรื่องนี้ในหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน และได้มีการนำไปปฏิบัติจริงด้วยนั้น

เนื่องจาก การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรหรือ COSO-ERM Framework เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) ที่คู่กันไปกับการบริหารการจัดการที่ดีทางด้านสารสนเทศ (IT Governance) โดยมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง 8 ประการ รวมทั้งมีการควบคุมภายใน (Internal Control) และการตรวจสอบภายในตามฐานความเสี่ยง (Risk-based Internal Audit) ในภาพโดยรวมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและได้ดุลยภาพของการจัดการที่ดีตามหลัก CG และ ITG

ดังนั้น ผมจึงขออธิบายเรื่องการบริหารการจัดการที่ดีในรูปแบบของแผนภาพที่ท่านผู้อ่านสามารถอ่านและเข้าใจได้โดยอธิบายพื้นฐานโดยตัวของมันเอง เพราะผมจะแยกเขียนเรื่องนี้เป็นรายละเอียดต่างหากเมื่อมีโอกาสต่อไป

แผนภาพการกำกับดูแลกิจการที่ดีบางมุมมองอาจขึ้นรูปและสร้างความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนก้าวไปสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร แสดงได้ดังนี้

Map Roles to Competency Corporate Governance Perspective

Map Roles to Competency Corporate Governance Perspective

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยและโครงสร้าง/กระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้มุมมองต่าง ๆ ขององค์กร ที่อาจอธิบายโดยแผนภาพอีกครั้ง ดังนี้

Map Roles to Competency Corporate Governance Perspectives

Map Roles to Competency Corporate Governance Perspectives

กรอบของการกำกับดูแลกิจการที่ดีดังกล่าวข้างต้น ที่อธิบายด้วยแผนภาพโดยย่อนั้น เมื่อใช้ความคิดจะเกิดความเข้าใจในรายละเอียดได้ระดับหนึ่งและจะตามด้วยแนวทาง/กรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (COSO-ERM) ซึ่งจะกล่าวเป็นลำดับต่อไปตามโอกาสที่เหมาะสม ดังนี้

มุมมองการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหารระดับบน

มุมมองการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหารระดับบน

ความหมายของการบริหารความเสี่ยง

ความเสี่ยงคืออะไร?
การบริหารความเสี่ยงควรเริ่มต้นจากการที่กรรมการและผู้บริหารตลอดจนพนักงานทุกคนในองค์กร ควรได้ทำความเข้าใจตรงกันต่อคำนิยามของความเสี่ยง เพื่อให้ทุกคนสามารถมองความเสี่ยงในทิศทางเดียวกัน

ความเสี่ยงคือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และมีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรทั้งในทางกลยุทธ์ การปฏิบัติงาน การรายงานและการเงิน การปฎิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์ และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่ทำให้องค์กร ไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ในเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่องค์กรต้องมีแนวทางจัดการ ควบคุม และตรวจสอบที่ต้นเหตุ โดยการระบุปัจจัยเสี่ยงและกำหนดวิธีการ และกระบวนการบริหารความเสี่ยง ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญ ของการกำกับดูแลกิจการที่ดี

องค์กรทั่วไป จะจัดให้มีกระบวนการบริหาร เพื่อให้แน่ใจอย่างสมเหตุสมผลว่ายังสามารถจะบรรลุเป้าหมาย ตามมาตรการพื้นฐาน ตามแผนงาน ตามพันธกิจได้ โดยการ ระบุความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน และจากปัจจัยภายนอกอย่างเป็นระบบและพิจารณาแนวทางการจัดการเป็นการล่วงหน้าที่จะขจัดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อก้าวไปสู่วัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ที่องค์กรตั้งไว้ได้

ความเสี่ยงโดยทั่ว ๆ ไป สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

ประเภทของความเสี่ยง

ประเภทของความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่เป็นอันตราย (Hazard)เหตุการณ์ในเชิงลบที่หากเกิดขึ้นแล้วเป็นอันตราย หรือสร้างความเสียหายต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรในระดับต่างๆ เช่น วัฒนธรรม ศักยภาพของพนักงานภายในองค์กร โครงสร้างขององค์กร ภาวะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ศักยภาพการแข่งขัน ปัญหาทางการตลาด คุณภาพของโครงการหรือแผนงาน ปัญหา ข้อขัดข้องหรือความเป็นไปได้ของกิจกรรม เป็นต้น

ความเสี่ยงที่เป็นความไม่แน่นอน (Uncertainty)เหตุการณ์ที่ทำให้ผลที่องค์กรได้รับการจากเหตุการณ์จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ กัน เช่น นโยบายภาครัฐ ศักยภาพทางการตลาด เป็นต้น

ความเสี่ยงที่เป็นโอกาส (Opportunity)เหตุการณ์ที่ทำให้องค์กรเสียโอกาสในการแข่งขัน การดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้มีผลประโยชน์ร่วม เช่น การไม่ส่งเสริมหรือพัฒนาบุคคลากรให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร เป็นต้น


แนวทาง/กรอบ/คู่มือการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

มีนาคม 12, 2009

ตามที่มีท่านผู้สนใจหลายท่าน ได้ติดต่อให้ผมช่วยเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กรอบหรือคู่มือการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management Framework) เพราะทราบว่าผมได้บรรยายเรื่องนี้ในหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน และได้มีการนำไปปฏิบัติจริงด้วยนั้น

เนื่องจาก การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรหรือ COSO-ERM Framework เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) ที่คู่กันไปกับการบริหารการจัดการที่ดีทางด้านสารสนเทศ (IT Governance) โดยมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง 8 ประการ รวมทั้งมีการควบคุมภายใน (Internal Control) และการตรวจสอบภายในตามฐานความเสี่ยง (Risk-based Internal Audit) ในภาพโดยรวมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและได้ดุลยภาพของการจัดการที่ดีตามหลัก CG และ ITG

ดังนั้น ผมจึงขออธิบายเรื่องการบริหารการจัดการที่ดีในรูปแบบของแผนภาพที่ท่านผู้อ่านสามารถอ่านและเข้าใจได้โดยอธิบายพื้นฐานโดยตัวของมันเอง เพราะผมจะแยกเขียนเรื่องนี้เป็นรายละเอียดต่างหากเมื่อมีโอกาสต่อไป

แผนภาพการกำกับดูแลกิจการที่ดีบางมุมมองอาจขึ้นรูปและสร้างความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนก้าวไปสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร แสดงได้ดังนี้

Map Roles to Competency Corporate Governance Perspective

Map Roles to Competency Corporate Governance Perspective

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยและโครงสร้าง/กระบวนการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้มุมมองต่าง ๆ ขององค์กร ที่อาจอธิบายโดยแผนภาพอีกครั้ง ดังนี้

Map Roles to Competency Corporate Governance Perspectives

Map Roles to Competency Corporate Governance Perspectives

กรอบของการกำกับดูแลกิจการที่ดีดังกล่าวข้างต้น ที่อธิบายด้วยแผนภาพโดยย่อนั้น เมื่อใช้ความคิดจะเกิดความเข้าใจในรายละเอียดได้ระดับหนึ่งและจะตามด้วยแนวทาง/กรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (COSO-ERM) ซึ่งจะกล่าวเป็นลำดับต่อไปตามโอกาสที่เหมาะสม ดังนี้

มุมมองการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหารระดับบน

มุมมองการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหารระดับบน

ความหมายของการบริหารความเสี่ยง

ความเสี่ยงคืออะไร?
การบริหารความเสี่ยงควรเริ่มต้นจากการที่กรรมการและผู้บริหารตลอดจนพนักงานทุกคนในองค์กร ควรได้ทำความเข้าใจตรงกันต่อคำนิยามของความเสี่ยง เพื่อให้ทุกคนสามารถมองความเสี่ยงในทิศทางเดียวกัน

ความเสี่ยงคือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และมีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรทั้งในทางกลยุทธ์ การปฏิบัติงาน การรายงานและการเงิน การปฎิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์ และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่ทำให้องค์กร ไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ในเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่องค์กรต้องมีแนวทางจัดการ ควบคุม และตรวจสอบที่ต้นเหตุ โดยการระบุปัจจัยเสี่ยงและกำหนดวิธีการ และกระบวนการบริหารความเสี่ยง ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญ ของการกำกับดูแลกิจการที่ดี

องค์กรทั่วไป จะจัดให้มีกระบวนการบริหาร เพื่อให้แน่ใจอย่างสมเหตุสมผลว่ายังสามารถจะบรรลุเป้าหมาย ตามมาตรการพื้นฐาน ตามแผนงาน ตามพันธกิจได้ โดยการ ระบุความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน และจากปัจจัยภายนอกอย่างเป็นระบบและพิจารณาแนวทางการจัดการเป็นการล่วงหน้าที่จะขจัดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อก้าวไปสู่วัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ที่องค์กรตั้งไว้ได้

ความเสี่ยงโดยทั่ว ๆ ไป สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

ประเภทของความเสี่ยง

ประเภทของความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่เป็นอันตราย (Hazard)เหตุการณ์ในเชิงลบที่หากเกิดขึ้นแล้วเป็นอันตราย หรือสร้างความเสียหายต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรในระดับต่างๆ เช่น วัฒนธรรม ศักยภาพของพนักงานภายในองค์กร โครงสร้างขององค์กร ภาวะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ศักยภาพการแข่งขัน ปัญหาทางการตลาด คุณภาพของโครงการหรือแผนงาน ปัญหา ข้อขัดข้องหรือความเป็นไปได้ของกิจกรรม เป็นต้น

ความเสี่ยงที่เป็นความไม่แน่นอน (Uncertainty)เหตุการณ์ที่ทำให้ผลที่องค์กรได้รับการจากเหตุการณ์จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ กัน เช่น นโยบายภาครัฐ ศักยภาพทางการตลาด เป็นต้น

ความเสี่ยงที่เป็นโอกาส (Opportunity)เหตุการณ์ที่ทำให้องค์กรเสียโอกาสในการแข่งขัน การดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้มีผลประโยชน์ร่วม เช่น การไม่ส่งเสริมหรือพัฒนาบุคคลากรให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร เป็นต้น


Good Corporate Governance – GCG กับสถาบันการเงินบางมุมมองของ ธปท. (ต่อ)

มีนาคม 12, 2009

เนื่องจาก ธปท. เป็นสถาบันหลักในการกำกับสถาบันการเงิน การกำกับของ ธปท. เพื่อให้แน่ใจอย่างสมเหตุสมผลว่า สถาบันการเงินต่าง ๆ จะมีการบริหารงาน ดำเนินการภายใต้กรอบการเติบโตอย่างยั่งยืนที่ยอมรับได้ ธปท. จึงมีบทบาทสูงมากในการกำหนดนโยบายและแนวทางการกำกับ ตลอดจนการติดตามการตรวจสอบ สถาบันการเงินต่าง ๆ อย่างเข้มงวด

วิกฤติการณ์เศรษฐกิจและการเงินของโลกในปัจจุบัน ซึ่งพิจารณาได้ว่ารุนแรงมากนั้น สถาบันการเงินในประเทศไทยได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยมาก ทั้งนี้ อาจพิจารณาในมุมมองของความเข้มแข็งของการกำกับสถาบันการเงินของ ธปท. และการดำเนินงานที่มีคุณภาพของสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยเฉลี่ยก็น่าจะเกิดจากสถาบันการเงินต่าง ๆ มี GCG ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

วันนี้ ผมจึงขอนำร่าง เรื่องอำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ ธปท. ให้ความสำคัญสูงสุด ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแนวทางการกำกับของ ธปท. และจะเป็นแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการ ผู้บริหารของสถาบันการเงินต่าง ๆ มานำเสนอในบางส่วนต่อไป ดังนี้

1. เหตุผล
สถาบันการเงินเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม หากมีสถาบันการเงินใดที่ดำเนินงานในลักษณะที่ไม่เหมาะสม หรือมีฐานะทางการเงินอ่อนแอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความเชื่อมั่นและความมั่นคงของสถาบันการเงินทั้งระบบได้

นอกจากนี้ ภาวะปัจจุบันสถาบันการเงินมีการแข่งขันสูงขึ้น และธุรกรรมหลายประเภทมีความซับซ้อนและความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสถาบันการเงินยังถูกคาดหวังจากผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝากเงินก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน

ตำแหน่งกรรมการของสถาบันการเงินจึงมิได้มีความสำคัญในฐานะเพียงกรรมการขององค์กรแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นตำแหน่งที่มีส่วนรับผิดชอบในความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินของประเทศอีกด้วย

ในการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน กรรมการจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of loyalty) และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสถาบันการเงิน (Duty of care)

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดหวังให้กรรมการของสถาบันการเงินมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจหลักของสถาบันการเงิน เพื่อให้การบริหารงานของสถาบันการเงินดำเนินไปอย่างมั่นคง กล่าวคือ
มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
มีเงินกองทุนที่เหมาะสมรองรับความมั่นคงของกิจการ
มีการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของทางการ
ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการที่มีธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance)
มีความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ติดตามดูแลให้ฝ่ายจัดการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบนโยบายที่กำหนดไว้ เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย (Stakeholders)

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินในการบริหารจัดการสถาบันการเงินในเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้สถาบันการเงินมีระบบบริหารจัดการและธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งในกรณีที่สถาบันการเงินกระทำผิดตามกฎหมาย กรรมการของสถาบันการเงินอาจต้องร่วมรับผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น

2. อำนาจตามกฎหมาย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกำหนดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดให้กรรมการของสถาบันการเงินถือปฏิบัติโดยทั่วกัน

3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศทุกธนาคาร บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ทุกแห่ง

4. เนื้อหา
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุด 4 ด้าน ดังนี้

4.1 ด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
กรรมการของสถาบันการเงินต้องมีความเข้าใจลักษณะของธุรกรรมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของสถาบันการเงินอย่างเพียงพอและเหมาะสม เพื่อที่จะสามารถจัดให้มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปกป้องดูแลผลประโยชน์ของสถาบันการเงิน และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น กรรมการของสถาบันการเงินจึงมีหน้าที่ ดังนี้

4.1.1 ต้องกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ และต้องให้แน่ใจว่ามีกระบวนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Process) สำหรับความเสี่ยงที่สำคัญทุกประเภท เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เป็นต้น

4.1.2 ต้องดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าสถาบันการเงินมีกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุม ครบถ้วน อย่างน้อยดังต่อไปนี้

(1) กำหนดขั้นตอนการบริหารความเสี่ยง ได้แก่ การระบุความเสี่ยง (Risk Identification) การวัดความเสี่ยง (Risk Measurement) การควบคุมและลดความเสี่ยง (Risk Mitigation and Control) และการติดตามความเสี่ยงและการรายงาน (Risk Monitoring and Reporting) ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงด้านต่าง ๆ

(2) กำหนดเพดานความเสี่ยงที่เพียงพอ ให้เหมาะสมกับปริมาณ ความซับซ้อนและประเภทของธุรกรรมของสถาบันการเงิน ครอบคลุมความเสี่ยงต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างครบถ้วน

4.1.3 ติดตามดูแลและประเมินความครบถ้วน ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงานตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้อย่างใกล้ชิด

4.1.4 ทบทวนนโยบาย ขั้นตอนการบริหารความเสี่ยงและเพดานความเสี่ยงให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ความสามารถโดยรวมขององค์กร และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

4.1.5 ต้องให้ความสนใจเรื่องความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ในประเด็นต่อไปนี้

(1) มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสินเชื่อ กำกับดูแลการให้สินเชื่อและการลงทุนเป็นไปอย่างถูกทำนองคลองธรรม มีกระบวนการพิจารณาโอกาสที่จะได้รับชำระคืนอย่างจริงจังครบถ้วน โดยครอบคลุมถึงความเสี่ยงทุกด้านที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อและการลงทุนนั้น และมีกระบวนการติดตามดูแลสินเชื่อและการลงุทนนั้นอย่างต่อเนื่อง

(2) ต้องดูแลไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของความเสี่ยงด้านสินเชื่อและการลงทุน โดยกำหนดจำนวนสูงสุดที่จะอนุญาตให้กู้และลงทุนแก่ลูกค้ารายหนึ่ง ๆ และกลุ่มหนึ่ง ๆ ซึ่งอาจรวมถึงจำนวนสูงสุดสำหรับผู้กู้หลายรายที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย (Industry limit)

(3) พึงเอาใจใส่เป็นพิเศษในการให้สินเชื่อแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม และการมองข้ามความเสี่ยงที่ไม่สมควร

(4) ต้องกำหนดนโยบายและกระบวนการจัดการปัญหาที่เพียงพอสำหรับกรณีสินเชื่อหรือการลงทุนที่มีปัญหา และต้องดูแลให้มีการตั้งสำรองหนี้สูญให้พอเพียงกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

4.1.6 อนุมัตินโยบาย แผนงานในการทำธุรกรรมทางการเงินใหม่ ๆ โดยครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์และขั้นตอนในการประกอบธุรกรรม และปัจจัยความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถาบันการเงิน รวมทั้งต้องพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย บัญชี และภาษีที่เกี่ยวข้อง

4.1.7 ต้องกำหนดให้มีระบบควบคุมภายในและการตรวจสอบภายใน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติงาน ให้มีความชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกำหนดโครงสร้างและขั้นตอนการควบคุมอย่างละเอียดในทุกระดับชั้นขององค์กร ตลอดจนติดตาดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมภายใน และมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

4.1.8 จัดให้มีการแบ่งแยกหน้าที่ในการปฏิบัติงานของพนักงานให้ชัดเจน (Segregation of Duties) เพื่อให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล (Check and Balance) ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ทำธุรกรรม (Front Office) ผู้ดูแลความเสี่ยง (Middle Office) และผู้ทำงานด้านปฏิบัติการ (Back Office) มิให้เกิดการซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน หรือเปิดโอกาสให้สามารถกระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนตน และอาจเกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest)

4.2. ด้านการดูแลความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy)เงินกองทุนเป็นสิ่งที่แสดงฐานะของสถาบันการเงิน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น คุณภาพสินเชื่อ โครงสร้างของสินทรัพย์เสี่ยง ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย การเติบโตของกิจการและผลการดำเนินงาน กรรมการของสถาบันการเงินจึงมีหน้าที่ ดังนี้

4.2.1 ดูแลความเพียงพอของเงินกองทุน โดยการติดตามฐานะเงินกองทุนของสถาบันการเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำกับดูแลให้สถาบันการเงินสามารถดำรงเงินกองทุนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต

4.2.2 ดำเนินการให้มีการกำหนดกระบวนการหรือเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อใช้ดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่มั่นคง สามารถรองรับความเสี่ยงที่สถาบันการเงินมีอยู่และสอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน โดยอย่างน้อยต้องจัดให้มีการดำเนินการดังกล่าวภายใต้กรอบกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (Internal Capital Adequacy Assessment Process : ICAAP) ให้มีความเหมาะสมกับปริมาณ ความซับซ้อน และประเภทของธุรกรรมของสถาบันการเงิน โดยครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญทุกด้านที่จะมีผลกระทบต่อเงินกองทุน ฐานะ และผลการดำเนินงาน สถาบันการเงินต้องให้ความสำคัญใน 2 เรื่อง ดังนี้

(1) การทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ต้องพิจารณาถึงเหตุการณ์วิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้หรือการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบด้านลบอย่างรุนแรงต่อเงินกองทุน และประเมินความสามารถของสถาบันการเงินที่จะอยู่รอดภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลงนั้น เช่น ภาวะเศรษฐกิจหรือภาวะอุตสาหกรรมที่ตกต่ำ ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน และปัญหาสภาพคล่องในระบบการเงิน เป็นต้น

(2) การวางแผนเงินกองทุน (Capital Planning) การประมาณการระดับเงินกองทุนให้สามารถรองรับการขยายตัวทางธุรกิจของสถาบันการเงิน ซึ่งทำให้มีสินทรัพย์เสี่ยงและปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ เพิ่มขึ้น และอาจมีผลกระทบต่อเงินกองทุน นอกจากนี้ ต้องวางแผนในการเพิ่มทุนให้เพียงพอและสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินด้วย

4.3 ด้านการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของทางการ (Compliance Roles)สถาบันการเงินอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย กฎและระเบียบ ข้อบังคับมาตรฐาน และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของทางการ และจะต้องจัดทำรายงานต่าง ๆ เสนอต่อหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล กรรมการจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินงาน ดังนี้

4.3.1 จัดให้มีระบบควบคุมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสถาบันการเงินได้ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย กฎและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ รวมทั้งคำสั่งการของธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ โดยที่ระบบควบคุมดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือช่วยชี้ให้เห็นการปฏิบัติ ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ หรือข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

4.3.2 กำหนดให้ฝ่ายจัดการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องสำคัญ ๆ อย่างครบถ้วน ถูกต้อง เพียงพอ ทันต่อเหตุการณ์ เช่น การเปิดเผยข้อมูลของรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) การเปิดเผยผลประโยชน์และค่าตอบแทนที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือผู้บริหารอื่น ๆ ที่ไม่เป็นกรรมการได้รับจากสถาบันการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลการเป็นกรรมการในบริษัทอื่น เป็นต้น

4.4 ด้านการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการที่มีธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance)คณะกรรมการของสถาบันการเงินมีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินในอันที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยมีกรรมการเป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างผู้ถือหุ้นและฝ่ายจัดการ ดังนั้น กรรมการจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กรนั้น ๆ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย (Stakeholders) ตลอดจนระบบสถาบันการเงินในภาพรวม กรรมการจึงต้องมีบทบาทและภาระความรับผิดชอบตามหลักการของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดังนี้

4.4.1 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เล่นพวกเล่นพ้อง และไม่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจในธุรกรรมหรือกิจการใด ๆ ที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) หรือการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน รวมถึงต้องสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดกระบวนการแทรงแซงการพิจารณาใด ๆ อันจะทำให้สถาบันการเงินมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

4.4.2 ร่วมกำหนดกลยุทธ์ขององค์กรและนโยบายในการปฏิบัติงานตลอดจนติดตามดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามกลยุทธ์และนโยบายที่กำหนดไว้

4.4.3 ดูแลให้มีการกำหนดนโยบายเรื่องธรรมาภิบาลที่ดีให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ทุกฝ่ายอย่างเหมาะสม

4.4.4 ต้องเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทุกครั้ง เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นเท่านั้น และจะต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการประชุมอย่างรอบคอบ เอาใจใส่ และเต็มความสามารถ

4.4.5 กำหนดนโยบายการให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและเพียงพอเพื่อจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ และดำรงไว้ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทั้งนี้ ไม่ควรกำหนดอัตราผลตอบแทนผูกโยงกับกำไรระยะสั้น เพื่อไม่ให้กรรมการมีแรงจูงใจในการเพิ่มระดับความเสี่ยงที่สูงเกินกว่าระดับที่สถาบันการเงินยอมรับได้ หรือทำธุรกิจแบบสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน โดยละเลยผลกระทบในระยะยาวเพื่อหวังผลตอบแทนที่สูง

5. การบังคับใช้จะมีผลเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาความเห็นของสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ได้มีสังเกตหลากหลาย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 และจะประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ทั้งนี้ มุมมองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ GCG + ITG + GRC + Internal Control/Audit ที่เป็นรายละเอียดและเป็นความเข้าใจของผู้เขียนจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป


Good Corporate Governance – GCG กับสถาบันการเงินบางมุมมองของ ธปท. (ต่อ)

มีนาคม 12, 2009

เนื่องจาก ธปท. เป็นสถาบันหลักในการกำกับสถาบันการเงิน การกำกับของ ธปท. เพื่อให้แน่ใจอย่างสมเหตุสมผลว่า สถาบันการเงินต่าง ๆ จะมีการบริหารงาน ดำเนินการภายใต้กรอบการเติบโตอย่างยั่งยืนที่ยอมรับได้ ธปท. จึงมีบทบาทสูงมากในการกำหนดนโยบายและแนวทางการกำกับ ตลอดจนการติดตามการตรวจสอบ สถาบันการเงินต่าง ๆ อย่างเข้มงวด

วิกฤติการณ์เศรษฐกิจและการเงินของโลกในปัจจุบัน ซึ่งพิจารณาได้ว่ารุนแรงมากนั้น สถาบันการเงินในประเทศไทยได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยมาก ทั้งนี้ อาจพิจารณาในมุมมองของความเข้มแข็งของการกำกับสถาบันการเงินของ ธปท. และการดำเนินงานที่มีคุณภาพของสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยเฉลี่ยก็น่าจะเกิดจากสถาบันการเงินต่าง ๆ มี GCG ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

วันนี้ ผมจึงขอนำร่าง เรื่องอำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ ธปท. ให้ความสำคัญสูงสุด ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแนวทางการกำกับของ ธปท. และจะเป็นแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการ ผู้บริหารของสถาบันการเงินต่าง ๆ มานำเสนอในบางส่วนต่อไป ดังนี้

1. เหตุผล
สถาบันการเงินเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม หากมีสถาบันการเงินใดที่ดำเนินงานในลักษณะที่ไม่เหมาะสม หรือมีฐานะทางการเงินอ่อนแอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความเชื่อมั่นและความมั่นคงของสถาบันการเงินทั้งระบบได้

นอกจากนี้ ภาวะปัจจุบันสถาบันการเงินมีการแข่งขันสูงขึ้น และธุรกรรมหลายประเภทมีความซับซ้อนและความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสถาบันการเงินยังถูกคาดหวังจากผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝากเงินก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน

ตำแหน่งกรรมการของสถาบันการเงินจึงมิได้มีความสำคัญในฐานะเพียงกรรมการขององค์กรแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นตำแหน่งที่มีส่วนรับผิดชอบในความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินของประเทศอีกด้วย

ในการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน กรรมการจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of loyalty) และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสถาบันการเงิน (Duty of care)

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดหวังให้กรรมการของสถาบันการเงินมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจหลักของสถาบันการเงิน เพื่อให้การบริหารงานของสถาบันการเงินดำเนินไปอย่างมั่นคง กล่าวคือ
มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
มีเงินกองทุนที่เหมาะสมรองรับความมั่นคงของกิจการ
มีการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของทางการ
ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการที่มีธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance)
มีความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ติดตามดูแลให้ฝ่ายจัดการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบนโยบายที่กำหนดไว้ เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย (Stakeholders)

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินในการบริหารจัดการสถาบันการเงินในเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้สถาบันการเงินมีระบบบริหารจัดการและธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งในกรณีที่สถาบันการเงินกระทำผิดตามกฎหมาย กรรมการของสถาบันการเงินอาจต้องร่วมรับผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น

2. อำนาจตามกฎหมาย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกำหนดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดให้กรรมการของสถาบันการเงินถือปฏิบัติโดยทั่วกัน

3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศทุกธนาคาร บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ทุกแห่ง

4. เนื้อหา
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุด 4 ด้าน ดังนี้

4.1 ด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
กรรมการของสถาบันการเงินต้องมีความเข้าใจลักษณะของธุรกรรมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของสถาบันการเงินอย่างเพียงพอและเหมาะสม เพื่อที่จะสามารถจัดให้มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปกป้องดูแลผลประโยชน์ของสถาบันการเงิน และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น กรรมการของสถาบันการเงินจึงมีหน้าที่ ดังนี้

4.1.1 ต้องกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ และต้องให้แน่ใจว่ามีกระบวนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Process) สำหรับความเสี่ยงที่สำคัญทุกประเภท เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เป็นต้น

4.1.2 ต้องดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าสถาบันการเงินมีกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุม ครบถ้วน อย่างน้อยดังต่อไปนี้

(1) กำหนดขั้นตอนการบริหารความเสี่ยง ได้แก่ การระบุความเสี่ยง (Risk Identification) การวัดความเสี่ยง (Risk Measurement) การควบคุมและลดความเสี่ยง (Risk Mitigation and Control) และการติดตามความเสี่ยงและการรายงาน (Risk Monitoring and Reporting) ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงด้านต่าง ๆ

(2) กำหนดเพดานความเสี่ยงที่เพียงพอ ให้เหมาะสมกับปริมาณ ความซับซ้อนและประเภทของธุรกรรมของสถาบันการเงิน ครอบคลุมความเสี่ยงต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างครบถ้วน

4.1.3 ติดตามดูแลและประเมินความครบถ้วน ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงานตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้อย่างใกล้ชิด

4.1.4 ทบทวนนโยบาย ขั้นตอนการบริหารความเสี่ยงและเพดานความเสี่ยงให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ความสามารถโดยรวมขององค์กร และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

4.1.5 ต้องให้ความสนใจเรื่องความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ในประเด็นต่อไปนี้

(1) มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสินเชื่อ กำกับดูแลการให้สินเชื่อและการลงทุนเป็นไปอย่างถูกทำนองคลองธรรม มีกระบวนการพิจารณาโอกาสที่จะได้รับชำระคืนอย่างจริงจังครบถ้วน โดยครอบคลุมถึงความเสี่ยงทุกด้านที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อและการลงทุนนั้น และมีกระบวนการติดตามดูแลสินเชื่อและการลงุทนนั้นอย่างต่อเนื่อง

(2) ต้องดูแลไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของความเสี่ยงด้านสินเชื่อและการลงทุน โดยกำหนดจำนวนสูงสุดที่จะอนุญาตให้กู้และลงทุนแก่ลูกค้ารายหนึ่ง ๆ และกลุ่มหนึ่ง ๆ ซึ่งอาจรวมถึงจำนวนสูงสุดสำหรับผู้กู้หลายรายที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย (Industry limit)

(3) พึงเอาใจใส่เป็นพิเศษในการให้สินเชื่อแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม และการมองข้ามความเสี่ยงที่ไม่สมควร

(4) ต้องกำหนดนโยบายและกระบวนการจัดการปัญหาที่เพียงพอสำหรับกรณีสินเชื่อหรือการลงทุนที่มีปัญหา และต้องดูแลให้มีการตั้งสำรองหนี้สูญให้พอเพียงกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

4.1.6 อนุมัตินโยบาย แผนงานในการทำธุรกรรมทางการเงินใหม่ ๆ โดยครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์และขั้นตอนในการประกอบธุรกรรม และปัจจัยความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถาบันการเงิน รวมทั้งต้องพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย บัญชี และภาษีที่เกี่ยวข้อง

4.1.7 ต้องกำหนดให้มีระบบควบคุมภายในและการตรวจสอบภายใน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติงาน ให้มีความชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกำหนดโครงสร้างและขั้นตอนการควบคุมอย่างละเอียดในทุกระดับชั้นขององค์กร ตลอดจนติดตาดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมภายใน และมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

4.1.8 จัดให้มีการแบ่งแยกหน้าที่ในการปฏิบัติงานของพนักงานให้ชัดเจน (Segregation of Duties) เพื่อให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล (Check and Balance) ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ทำธุรกรรม (Front Office) ผู้ดูแลความเสี่ยง (Middle Office) และผู้ทำงานด้านปฏิบัติการ (Back Office) มิให้เกิดการซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน หรือเปิดโอกาสให้สามารถกระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนตน และอาจเกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest)

4.2. ด้านการดูแลความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy)เงินกองทุนเป็นสิ่งที่แสดงฐานะของสถาบันการเงิน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น คุณภาพสินเชื่อ โครงสร้างของสินทรัพย์เสี่ยง ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย การเติบโตของกิจการและผลการดำเนินงาน กรรมการของสถาบันการเงินจึงมีหน้าที่ ดังนี้

4.2.1 ดูแลความเพียงพอของเงินกองทุน โดยการติดตามฐานะเงินกองทุนของสถาบันการเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำกับดูแลให้สถาบันการเงินสามารถดำรงเงินกองทุนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต

4.2.2 ดำเนินการให้มีการกำหนดกระบวนการหรือเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อใช้ดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่มั่นคง สามารถรองรับความเสี่ยงที่สถาบันการเงินมีอยู่และสอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน โดยอย่างน้อยต้องจัดให้มีการดำเนินการดังกล่าวภายใต้กรอบกระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (Internal Capital Adequacy Assessment Process : ICAAP) ให้มีความเหมาะสมกับปริมาณ ความซับซ้อน และประเภทของธุรกรรมของสถาบันการเงิน โดยครอบคลุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญทุกด้านที่จะมีผลกระทบต่อเงินกองทุน ฐานะ และผลการดำเนินงาน สถาบันการเงินต้องให้ความสำคัญใน 2 เรื่อง ดังนี้

(1) การทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ต้องพิจารณาถึงเหตุการณ์วิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้หรือการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบด้านลบอย่างรุนแรงต่อเงินกองทุน และประเมินความสามารถของสถาบันการเงินที่จะอยู่รอดภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลงนั้น เช่น ภาวะเศรษฐกิจหรือภาวะอุตสาหกรรมที่ตกต่ำ ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน และปัญหาสภาพคล่องในระบบการเงิน เป็นต้น

(2) การวางแผนเงินกองทุน (Capital Planning) การประมาณการระดับเงินกองทุนให้สามารถรองรับการขยายตัวทางธุรกิจของสถาบันการเงิน ซึ่งทำให้มีสินทรัพย์เสี่ยงและปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ เพิ่มขึ้น และอาจมีผลกระทบต่อเงินกองทุน นอกจากนี้ ต้องวางแผนในการเพิ่มทุนให้เพียงพอและสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินด้วย

4.3 ด้านการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของทางการ (Compliance Roles)สถาบันการเงินอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย กฎและระเบียบ ข้อบังคับมาตรฐาน และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของทางการ และจะต้องจัดทำรายงานต่าง ๆ เสนอต่อหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล กรรมการจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินงาน ดังนี้

4.3.1 จัดให้มีระบบควบคุมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสถาบันการเงินได้ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย กฎและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ รวมทั้งคำสั่งการของธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ โดยที่ระบบควบคุมดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือช่วยชี้ให้เห็นการปฏิบัติ ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ หรือข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

4.3.2 กำหนดให้ฝ่ายจัดการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องสำคัญ ๆ อย่างครบถ้วน ถูกต้อง เพียงพอ ทันต่อเหตุการณ์ เช่น การเปิดเผยข้อมูลของรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) การเปิดเผยผลประโยชน์และค่าตอบแทนที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือผู้บริหารอื่น ๆ ที่ไม่เป็นกรรมการได้รับจากสถาบันการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลการเป็นกรรมการในบริษัทอื่น เป็นต้น

4.4 ด้านการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการที่มีธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance)คณะกรรมการของสถาบันการเงินมีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินในอันที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยมีกรรมการเป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างผู้ถือหุ้นและฝ่ายจัดการ ดังนั้น กรรมการจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กรนั้น ๆ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย (Stakeholders) ตลอดจนระบบสถาบันการเงินในภาพรวม กรรมการจึงต้องมีบทบาทและภาระความรับผิดชอบตามหลักการของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดังนี้

4.4.1 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เล่นพวกเล่นพ้อง และไม่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจในธุรกรรมหรือกิจการใด ๆ ที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) หรือการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน รวมถึงต้องสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดกระบวนการแทรงแซงการพิจารณาใด ๆ อันจะทำให้สถาบันการเงินมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

4.4.2 ร่วมกำหนดกลยุทธ์ขององค์กรและนโยบายในการปฏิบัติงานตลอดจนติดตามดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารให้เป็นไปตามกลยุทธ์และนโยบายที่กำหนดไว้

4.4.3 ดูแลให้มีการกำหนดนโยบายเรื่องธรรมาภิบาลที่ดีให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ทุกฝ่ายอย่างเหมาะสม

4.4.4 ต้องเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทุกครั้ง เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นเท่านั้น และจะต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการประชุมอย่างรอบคอบ เอาใจใส่ และเต็มความสามารถ

4.4.5 กำหนดนโยบายการให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและเพียงพอเพื่อจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ และดำรงไว้ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทั้งนี้ ไม่ควรกำหนดอัตราผลตอบแทนผูกโยงกับกำไรระยะสั้น เพื่อไม่ให้กรรมการมีแรงจูงใจในการเพิ่มระดับความเสี่ยงที่สูงเกินกว่าระดับที่สถาบันการเงินยอมรับได้ หรือทำธุรกิจแบบสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน โดยละเลยผลกระทบในระยะยาวเพื่อหวังผลตอบแทนที่สูง

5. การบังคับใช้จะมีผลเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาความเห็นของสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ได้มีสังเกตหลากหลาย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 และจะประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ทั้งนี้ มุมมองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ GCG + ITG + GRC + Internal Control/Audit ที่เป็นรายละเอียดและเป็นความเข้าใจของผู้เขียนจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป


แนวทาง/กรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

มีนาคม 11, 2009

ก่อนที่หลาย ๆ ท่าน รวมถึงตัวผมด้วยนั้น จะหยุดไปพักผ่อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ผมอยากจะให้ท่านผู้อ่านเห็นถึงประโยชน์ของการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร ซึ่งเป็นเรื่องเบา ๆ ที่ผมเห็นว่าเหมาะที่จะนำเสนอในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ แต่กลับมีความสำคัญต่อการจัดการกับความเสี่ยงขององค์กรอย่างยิ่งยวด

ผมคิดว่าคงไม่มีองค์กรใด ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนสามารถดำเนินการภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปราศจากความเสี่ยงได้ องค์กรที่ต้องดำเนินการในสภาวะแวดล้อมดังกล่าว การจัดการความเสี่ยงจะช่วยให้ฝ่ายบริหารจัดการกับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี เพื่อก้าวสู่การบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้อย่างสมเหตุสมผล

การจัดการความเสี่ยงขององค์กร เป็นการส่งเสริมความสามารถในด้าน

– การปรับความเสี่ยงที่องค์กรหรือองค์กรยอมรับได้
เป็นการกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ คือระดับความเสี่ยงที่องค์กรเต็มใจที่จะยอมรับเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายขององค์กร ซึ่งการบริหารความเสี่ยงจะพิจารณาถึงความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้เป็นอย่างแรก เพื่อประเมินทางเลือกและพัฒนากลไกในการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่อไป

– ความเชื่อมโยงการเติบโต ความเสี่ยงและผลตอบแทน
การบริหารความเสี่ยงช่วยในการระบุและประเมินความเสี่ยง รวมทั้งกำหนดระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ ที่สัมพันธ์กับการเติบโตและเป้าหมายของผลตอบแทนตามวัตถุประสงค์ที่องค์กรกำหนดไว้

– ส่งเสริมการตัดสินใจในการตอบสนองความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
การบริหารความเสี่ยงใช้ในการระบุและเลือกทางเลือกในการตอบสนองความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งยังช่วยจัดหาวิธีการและเทคนิคสำหรับการตัดสินใจ เช่น การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การลดความเสี่ยง การกระจายความเสี่ยงและการยอมรับความเสี่ยง

– การลดความไม่แน่นอนและความสูญเสียในการปฏิบัติงานให้น้อยที่สุด
ช่วยให้องค์กรสามารถระบุเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ประเมินความเสี่ยงและจัดการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น รวมทั้งลดสิ่งไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนความสัมพันธ์ของต้นทุนและการสูญเสีย

– การระบุและบริหารความเสี่ยงภายในองค์กร
ทุก ๆ องค์กรเผชิญกับความเสี่ยงมากมายหลายประเภทที่ส่งผลต่อส่วนต่าง ๆ ขององค์กรที่แตกต่างกัน ฝ่ายบริหารไม่เพียงแต่ต้องบริหารความเสี่ยงเฉพาะบุคคล แต่ต้องเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย

– มีการตอบสนองแบบบูรณาการกับความเสี่ยงที่หลากหลาย
กระบวนการทางธุรกิจนำมาซึ่งความเสี่ยงสืบเนื่อง หรือความเสี่ยงจากลักษณะธุรกิจในหลายรูปแบบ และ ERM ทำให้เกิดการแก้ปัญหาแบบบูรณาการต่อการบริหารความเสี่ยง

– การฉกฉวยโอกาส
ฝ่ายบริหารพิจารณาเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นมากกว่าพิจารณาเฉพาะความเสี่ยง โดยการพิจารณาทุกระดับของเหตุการณ์

– การจัดการกับทุนอย่างสมเหตุสมผล
ข้อมูลที่ถูกต้องมีความหมายต่อความเสี่ยงทั้งหมดขององค์กร สิ่งนี้จะทำให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการเข้าถึงความต้องการและปรับปรุงการจัดสรรทรัพย์สินหรือทุน รวมถึงงบประมาณได้อย่างเหมาะสม

ภาพด้านล่างนี้จะช่วยให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการจัดการความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Translating Vision & Strategy to  State Enterprise Performance Measurement

Translating Vision & Strategy to State Enterprise Performance Measurement

ERM หรือการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรไม่ใช่จุดสิ้นสุดโดยตัวเอง แต่มีความหมายที่สำคัญในการบรรลุวัตถุประสงค์ ที่ไม่สามารถปฏิบัติแยกออกจากองค์กรได้ แต่จะเป็นตัวกลไก (enabler) ในกระบวนการทางการบริหาร
ERM เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับความร่วมมือของหน่วยการจัดการต่าง ๆ โดยจัดหาข้อมูลให้แก่คณะกรรมการบริหาร ได้ทราบถึงความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญและการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว การปรับเปลี่ยนความเสี่ยงโดยการควบคุมภายใน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ERM

ERM ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในผลประกอบการและบรรลุเป้าหมายการทำกำไร การป้องกันความสูญเสียของทรัพยากร ช่วยทำให้มั่นใจถึงการรายงานที่มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ การหลีกเลี่ยงความเสียชื่อเสียงและผลลัพธ์ที่ตามมาอื่น ๆ

โดยรวมแล้วการจัดการความเสี่ยงขององค์กรจะช่วยให้องค์กรทั่วไปดำเนินไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างเหมาะสม และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรที่กำหนดไว้ได้เป็นอย่างดี


แนวทางการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร COSO-ERM Framework

มีนาคม 10, 2009

แนวทางการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (COSO-ERM Framework) ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นการรวบรวมข้อมูลของผมจากการบรรยายในเรื่องนี้ ผสมผสานกับเอกสารของ COSO-ERM Framework หรือ COSO v.2 ของ IIA Institute

ภาพประกอบเอกสารของเรื่องนี้มีทั้งที่มาจาก เอกสารของ IIA และจากการบรรยายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนของผมหลายแห่งที่ผ่านมา เอกสารดังกล่าวจะทยอยลงและเผยแพร่เร็ว ๆ นี้ครับ

นอกจากนี้ ผมได้เพิ่มเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ CG และ ITG บางมุมมองที่เป็นองค์ประกอบหลักเสมือนร่มใหญ่ของ COSO-ERM Framework ดังนั้น ข้อมูลตามเอกสารนี้จึงเป็นการผสมผสานในรูปแบบที่ใช้ COSO-ERM เป็นหลัก และอธิบายประกอบเพื่อสร้างความเข้าใจในแผนภาพเพิ่มเติมเท่าที่เห็นว่าเหมาะสมครับ